วันที่ 18 ก.พ. 62 ณ ห้องประชุม สำนักงานพัฒนาองค์กรชุมชนภาคอีสาน ได้จัดงานแถลงข่าวถึงการคัดค้าน พ.ร.บ. ข้าว ว่า ตามที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะนำร่าง พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ….. ฉบับปรับปรุงแก้ไข โดย สนช. และเสนอเข้าสู่วาระ 2, 3 ซึ่งที่ผ่านมาสังคมในวงกว้างไม่ได้มีการรับรู้ เกี่ยวกับ พ.ร.บ. นี้เลย จนเกิดกระแสสังคมส่วนใหญ่ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ มีทั้งส่วนที่เห็นด้วยและคัดค้าน

สภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับชาติ ซึ่งมีหน้าที่ ตาม มาตรา 32 (2) แห่ง พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ที่จะต้องให้ความเห็นข้อเสนอแนะทางนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สภาองค์กรชุมชน ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาสาระสำคัญในภาวะเร่งด่วน ในส่วนที่จะมีผลกระทบต่อชาวนาและเกษตรกร โดยมีความเห็นว่า แม้น พ.ร.บ. ฉบับนี้จะปรับปรุงมาจาก พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และ พรบ.คุ้มครองพันธ์พืช พศ. 2542  และ สนช. ปัจจุบันได้นำบางส่วนมาร่างเป็น พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ……โดยได้นิยามและเหตุผลว่า “ข้าว”เป็นพืชสำคัญของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง….มีบทบัญญัติที่อาจจะมีผลกระทบต่อชาวนาและเกษตรกร ดังนี้

มาตร 12 ว่าด้วยคณะกรรมการและอำนาจหน้าที่ :  มาตรา 12 (1) วรรค สอง ที่ให้อำนาจหน้าที่คณะกรรมการในการจัดทำ “กรอบนโยบาย แผนงาน และมาตรการตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการกำหนดแนวทางการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานการผลิต การบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อประโยชน์ในการปลูกข้าวตามแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยแผนพัฒนาแหล่งน้ำของรัฐบาล ตลอดจนแหล่งเงินทุนที่เกี่ยวข้อง

          ข้อห่วงใย : จะทำให้เกิดการใช้อำนาจหน้าที่ในการจัดทำ Megaproject ขนาดใหญ่โดยอ้างอำนาจหน้าที่ตาม และนโยบาย พ.ร.บ. ข้าว… เช่น การสร้างเขื่อน การเวนคืนที่ดิน การกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จนทำให้เกิดหนี้สาธารณะของประเทศ จนนำไปสู่การสร้างปัญหาความขัดแย้งในสังคม และจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างไม่รู้จบ

มาตรา 21 ว่าด้วยการกำกับดูแลการผลิตข้าว : ในวรรคสอง ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการจัดทำเขตศักยภาพการผลิต

ข้อห่วงใย : การกำหนดกฎเกณฑ์ การจัดทำเขตศักยภาพการผลิต  จะนำไปสู่การ จำกัดเสรีภาพทางการผลิตข้าวของชาวนา จะนำไปสู่การสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน์การผลิตซึ่งในวิถีวัฒนธรรมทางการเกษตรของประเทศไทยที่มีความหลากหลายภูมินิเวศน์ เช่น ภูมินิเวศน์ ภู โคก ทุ่ง ทาม หากการกำหนดเขตศักยภาพทางการผลิตขาดความเป็นธรรมและขาดความเข้าใจจะนำไปสู่การบีบพื้นที่การปลูกข้าวให้เล็กลง โดยใช้มาตรา 22 ว่าด้วยเมล็ดพันธุ์ เข้าควบคุม จนชาวนาสูญเสียอำนาจทางการผลิตข้าว และหันไปสู่การปลูกพืชอุตสาหกรรมอื่นจนนำไปสู่การทำลายระบบนิเวศน์ทางการผลิต จนกระทั้งจะทำให้ชาวนาก่อหนี้จากการเพาะปลูกพืชอุตสาหกรรมอื่นแทนข้าว และจะนำพาประเทศไปสู่การสูญเสียอัตลักษณ์ของประเทศ   แม้รัฐมนตรีจะมีการดำเนินการโดยมีคณะกรรมการตามมาตรา 6  แต่มีผู้แทนที่เป็นข้าราชการโดยตำแหน่งมากถึง 14 คน ชาวนาเพียง 2 คน จะก่อให้เกิดการครอบงำ

มาตรา 22  “การควบคุมและกำกับพันธุ์ข้าวและการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว การได้มาซึ่งใบอนุญาตของผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด”

ข้อห่วงใย : การให้อำนาจสูงสุดต่อรัฐมนตรี แม้จะมีคณะกรรมการตามมาตรา 6 แต่มีผู้แทนที่เป็นข้าราชการโดยตำแหน่งมากถึง 14 คน ชาวนาเพียง 2 คน (คล้าย นบข.) จึงง่ายต่อการชี้นำการกำหนดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม (ตามข้อห่วงใยใน มาตรา 21) หากเกิดการลอบบี้ การได้ข้อมูลที่บิดเบือน ก็จะนำไปสู่การใช้ดุลพินิจ จนละเลยหลักธรรมมาภิบาล ดังปรากฏให้เห็นแล้วใน กรณี “พาราควอต” ในมาตรานี้จะเป็นช่องทางให้เกิดการคอรัปชั่นจากการออกใบอนุญาตผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก และจะนำไปสู่การ ผูกขาดผู้ตรวจสอบเพียงไม่กี่ราย

มาตรา 26 “ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตพันธุ์ข้าว ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 22 และไม่ได้รับการรับรองพันธุ์ตาม พ.ร.บ.นี้” และในวรรคสอง “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ชาวนาซึ่งซื้อขายแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตในที่นาตนเอง รวมทั้งมิให้บังคับแก่บุคคลอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ข้อห่วงใย :  เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองตามกรอบเกณฑ์ เท่านั้นที่จะผลิตและจำหน่ายได้ ซึ่งผู้รับรองคือรัฐมนตรี หากการออกกรอบเกณฑ์มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ที่ขาดหลักธรรมภิบาล ความโปร่งใส การถ่วงดุล ซึ่งในมาตรานี้ได้เปิดช่องไว้  “มิให้บังคับแก่บุคคลอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด” จะเป็นการเปิดช่องให้นายทุนที่มีเทคโนโลยีมีทุนผูกขาดการผลิตเมล็ดพันธุ์เพียงไม่กี่ราย  และประเทศไทยจะสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรม แม้ ในวรรคสองจะดูเหมือนผ่อนคลายช่องทางให้ชาวนาผลิตได้ แต่ก็ถูกบีบให้เพียงแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ ซึ่งโดยศักยภาพของชาวนาที่ผลิตตามวิถีดั่งเดิมการที่จะมีเทคโนโลยีทางการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งปนเปื้อนหรืออาจมีข้าวอื่นปน ตามมาตรา 23 มาตรา 24   จนถึงขั้นเข้ามาตรฐานที่จะได้รับการอนุญาตนั้นชาวนาต้องใช้ทั้งต้นทุนสูงมาก

หากชาวนาผลิตเมล็ดพันธุ์เองและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ก็จะถูกระวางโทษ ตามมาตรา 29 คือจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 100,000 บาท และ ยังซ้ำเติมชาวนาด้วยการบีบให้ชาวนาเล็กลงอีก “ผลิตในที่นาของตนเอง” ซึ่งในความเป็นจริงมีชาวนาจำนวนมากที่เป็น นาเช่า นาที่ยังไม่ได้รับการถ่ายโอนมรดก นาที่ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน นาที่บุกรุกแผ้วถางรอการพิสูจน์สิทธิ์  นอกจากนี้ยังผลต่อการล้อมกรอบ องค์กรเกษตรกร สหกรณ์ สมาคม และกลุ่มองค์กรที่ ทำการวิจัย หรือพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์แบบดั่งเดิม ซึ่งมีที่ดินรวม ถ้าการผลิตที่ไม่ได้ตามกรอบเกณฑ์ที่กำหนดก็ไม่สามารถนำเมล็ดพันธุ์ออกจำหน่าย จึงเป็นการล้อมกรอบให้ชาวนามีข้อจำกัดทางการผลิตเมล็ดพันธุ์ และ เปิดช่องให้เกิดการผู้ขาดโดยกลุ่มทุนที่มีอำนาจในการใช้เทคโนโลยี ที่ออกข้อกำหนดโดยรัฐมนตรี

กรณี พ.ร.บ. ข้าว ยังมีมาตราอื่นๆ ที่ยังเป็นช่องว่างในทางการปฏิบัติ และ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีฐานะเป็นกฎหมายอาญามีโทษทั้งจำทั้งปรับมีโทษสูง  เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.การเงิน   ให้อำนาจในการจัดการข้าวให้อยู่ในมือของราชการเป็นหลักแบบเบ็ดเสร็จ ในขณะเดียวกันก็บีบให้กระบวนการผลิตข้าวของชาวนาให้เข้ามาอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่คณะกรรมการและรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด เป็นการจำกัดเสรีภาพทางการผลิตของเกษตรกรและชาวนาอย่างชัดเจน ด้วยการจำกัดพื้นที่ด้วยเขตศักยภาพเพื่อสร้างโซนนิ่งของการผลิตข้าว รวมไปถึงการใช้ช่องว่างในการสร้าง Megaproject ขนาดใหญ่โดยอ้างอำนาจหน้าที่และนโยบาย พ.ร.บ. ข้าว…

ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ในบางมาตราเป็นการเปิดช่องให้กับการผูกขาดปัจจัยการผลิตของผู้มีอำนาจทางการเงิน ผู้มีอำนาจทางการผลิต และเปิดช่องทางให้ราชการใช้อำนาจโดยปราศจากการถ่วงดุล แม้ พ.ร.บ. ข้าวจะมีที่ส่วนดี และส่วนที่จะนำสู่ผลกระทบในหลายฝ่าย การสร้างข้อจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ที่ขาดการถ่วงดุล ในที่สุดก็จะนำพาประเทศเข้าสู่ภาวะสร้างความเหลื่อมล้ำซ้ำเติมสังคมที่เป็นอยู่ ที่หลายฝ่ายพยายามแก้ไขอยู่ในขณะนี้

การนำ พ.ร.บ.ข้าวเข้า สนช.  เพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ในห้วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง จึงสมมุติฐานได้ว่า สนช. มีความรีบร้อน เร่งรัดที่จะพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง โดยอาศัยช่วงที่รัฐบาลไม่มีฝ่ายค้านคอยตรวจสอบและถ่วงดุล จึงส่งผลให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นที่กังวลจากสังคมในความไม่โปร่งใสต่อการเสนอกฎหมายที่สำคัญของชาติ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตของเกษตรกร ชาวนา กว่า 30 ล้านคน จำต้องมีความรอบครอบ ตรวจสอบ ถ่วงดุล มีธรรมาภิบาล บูรณาการให้เกิดภูมิคุ้มกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สภาองค์กรชุมชนในระดับชาติ ขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจการค้ากลุ่มใดทั้งสิ้น และไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมืองใดๆ ไม่มีผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียกับกลุ่มใดๆ ที่เคลื่อนไหวสนับสนุนและคัดค้าน พ.ร.บ.ข้าว หากแต่สภาองค์กรชุมชนในระดับชาติ อาศัยบทบัญญัติใน พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน 2551 มาตรา 32 (2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และกฏหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม

ซึ่งสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ……. ขัดกับหลักการกระจายอำนาจ  ขัดกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรและชาวนา การออก พ.ร.บ.เป็นไปในลักษณะกฏหมายควบคุม ผูกขาด รวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ขาดการมีส่วนร่วม พ.ร.บ.ข้าว มีลักษณะทางกฎหมายอาญา มีบทลงโทษที่รุนแรง และเกี่ยวด้วยพระราชบัญญัติทางการเงิน จึงมีหลายภาคส่วนได้ทักท้วงทั้งทางสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ สื่อทีวี ในจุดบกพร่องที่จะก่อให้เกิดปัญหาทางการปฏิบัติหากผ่านการพิจารณามีผลบังคับใช้ จะนำพาสังคมไปสู่การซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ ในอนาคตจะนำไปสู่การประท้วง การเรียกร้อง การต่อต้านอำนาจรัฐ จนนำพาประเทศไปสู่ความไม่สงบ จนเกิดมนทิลมัวหมองและตราบาปต่อ สนช. และ รัฐบาล ประกอบกับเนื้อหาของ พ.ร.บ. ไม่สอดคล้องกับหลักการและเหตุผล และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 40, 43 และ มาตรา 77

จึงมีข้อเสนอต่อ สนช. ดังนี้

  • สภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับชาติ และองค์กรภาคี มีข้อเสนอให้สนช. ยุติการเสนอกฏหมาย ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ…… โดยทันที
  • สภาองค์กรชุมชนตำบล 77 จังหวัด 7,327 ตำบล และองค์กรภาคีทั่วประเทศ จะร่วมกันคัดค้าน พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ…… จนถึงที่สุด

สภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับชาติ และองค์กรภาคี

18 กุมภาพันธ์ 2562