ไพศาล สังโวลี

เชื่อว่าใครได้ฟังการนำเสนอปัญหาเศรษฐกิจภาคอีสาน ในเวที “นโยบายเศรษฐกิจอีสาน เฮ็ดได้หรือขายฝัน?” ที่โรงแรมวีวิช จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา คงรู้สึกช็อคและเศร้าใจไม่น้อย ที่ได้รับรู้ว่า ปัญหาภาคอีสาน มีอะไรที่มากกว่าตาเห็นและเป็นอยู่ในทางสังคม หากแต่ในทางเศรษฐกิจก็ยากลำบากที่จะแก้ไขและรุมเร้าด้วยความทุกข์เข็ญอย่างแสนสาหัส

ทั้งนี้ เวที “นโยบายเศรษฐกิจ เฮ็ดได้หรือขายฝัน?” เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย ศาสตราจารย์ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ พร้อมคณะนักวิชาการ ร่วมกับ อีสานบิซ เพื่อนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาคอีสาน ต่อตัวแทนพรรคการเมือง ในการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

คนอีสานอยู่ได้เพราะนอกภาคเกษตร

โดยภาพรวมของเศรษฐกิจอีสาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นรชิต จิรสัทธรรม ชี้ให้เห็นว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา ภาคอีสานมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าหลายภาค อันนี้ถือเป็นข่าวดี ซึ่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ มันมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

อีกมุมหนึ่งของภาคอีสาน คนจะมองว่า เป็นสังคมชนบท สังคมเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ แต่ทว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พบกลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกภาคเกษตรเป็นหลักเกือบ 80 % โดยที่ภาคเกษตรอยู่ที่ 20 % เท่านั้นเอง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมภาคเกษตรไม่สำคัญ เพราะจริงๆแล้ว แรงงานเกษตรก็ยังเป็นจำนวนที่สำคัญ และอาจพูดได้ว่า เกือบ 17 ล้านคนทั่วประเทศก็ยังผูกติดอยู่กับกิจกรรมภาคเกษตร แต่ก็ละเลยข้อเท็จจริงไม่ได้ว่า ตัวรายได้ประชาชาติภาคอีสานมาจากภาคนอกการเกษตร

ทีนี้เมื่อมาดูแต่ละเมืองหรือจังหวัดในภาคอีสาน จะพบว่ามีเมืองที่เป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้าและบริการแตกต่างกันไป เมืองอุตสาหกรรมหลักๆ ที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ก็คือ โคราช(นครราชสีมา) ขอนแก่น ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจดทะเบียนมากที่สุด ส่วนเมืองอื่นๆที่มีสัดส่วนการค้าและบริการที่สูงไม่น้อยเช่นกัน ก็มี ร้อยเอ็ด อุดรธานี อุบลราชธานี หรือ หนองคาย เป็นต้น ซึ่งหลายเมืองก็ยังมีสัดส่วนของภาคเกษตรอยู่ไม่น้อย แต่ถ้ามองในด้านสดส่วนภาคเกษตร ถ้าเราเอาอุตสาหกรรม บริการ การค้า มาขยุ้มรวมกัน ก็ยังมีสัดส่วนมากเกิน 30-40 % ในแต่ละจังหวัด ยิ่งกว่านั้นภาคนอกการเกษตรยังเริ่มมีบทบาทมากขึ้นด้วย

นี่คือ ภาพรวมเศรษฐกิจอีสานที่พอสรุปได้ว่า หนึ่ง – มีการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น สอง – เริ่มมีกิจกรรมนอกภาคการเกษตรเข้ามามีบทบาทสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นอยู่ว่า พอมีกิจกรรมนอกภาคการเกษตรมากขึ้น แล้ว ผลิตภาพทางแรงงานสอดรับไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับทั้งประเทศ

ก็พบว่า มีภาพที่น่ากังวลอยู่เหมือนกัน คือหลายคนมองว่าปัญหาผลิตภาพมันขึ้นอยู่กับปัจเจกของคนว่าเก่งไม่เก่งอย่างไร แต่จริงๆแล้วก็ยังเป็นปัญหาด้านโครงสร้าง ว่าเรามีสาธารณูปโภค การศึกษา การฝึกอบรม ที่ยกระดับเขาหรือเปล่า

ปรากฏว่า ทุกๆกิจกรรมเศรษฐกิจ ไล่ตั้งแต่ การเกษตร อุตสาหกรรม การค้า และบริการ ผลิตภาพของอีสาน ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับทุกภาค ดังนั้นเป็นปัญหาหนึ่งของผู้วางนโยบาย ที่จะนำไปพิจารณาว่าจะยกระดับอย่างไร ซึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลิตภาพ ยังสอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจของอีสานอันหนึ่งที่น่าสนใจด้วย

กล่าวคือ เวลาเรามองเรื่องงานในภาคอีสาน จะพบว่า งานในภาคอีสานมีความจำกัดมาก ลองคิดดู งานที่มีรายได้ระดับ 3 หมื่นบาทแทบไม่มี ซึ่งตัวงานกับผลิตภาพ มันจะล้อไปด้วยกัน ทำให้เราไม่มีโอกาสของงานที่ดี ที่จะดึงคนคุณภาพมาทำงานได้ เทียบกับกรุงเทพฯจะพบว่า มีคนที่เงินเดือนเกิน 3 หมื่น 4-5 หมื่นบาทจำนวนมาก โดยเฉพาะงานด้านไอที งานด้านวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และนักเทคนิค

ขณะที่ในภาคอีสาน เราสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า มีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก แต่ประเด็นมีอยู่ว่า เราไม่สามารถสร้างงานรองรับบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยได้ ถ้าเราสร้างงานใหม่ขึ้นมารองรับได้ ก็อาจเป็นตัวหนึ่งที่จะเพิ่มเศรษฐกิจของภาคอีสานได้ เพราะฉะนั้น เรื่องโอกาส เรื่องงาน ก็เป็นปัญหาโครงสร้างอีกเรื่องที่น่าจะไปดู

อีกประเด็นที่จะล้อไปอีก เมื่อโอกาสในการทำงานมีน้อย เงินเดือนไม่มาก ก็ต้องไปดูเรื่องกระจายรายได้ เรื่องค่าสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้ โดยสังเกตได้ว่า หากค่าสัมประสิทธิ์เข้าใกล้หนึ่งถือว่าแย่มาก เพราะมีความเหลื่อมล้ำสูง หรือพูดได้ว่า คนหนึ่งคนครองรายได้เกือบทั้งหมด แต่ถ้าเข้าใกล้ศูนย์ แสดงว่าการกระจายรายได้ดี

จากการศึกษาต่อยอดงานวิจัยที่มีอยู่ตั้งแต่ปี 2549-2560 พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้ในเรื่องการถือครองทรัพย์สินและการเงินในอีสาน ค่อนข้างน่าวิตก เพราะว่า ค่าสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้ มีค่า 0.8 – 0.9 สูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับทุกภาค อันเกี่ยวเนื่องกับการกระจายรายได้ โอกาสงานที่จำกัด ปัญหาเรื่องผลิตภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง

สรุปแล้วภาคอีสาน มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจผันแปรเปลี่ยนผ่าน มีบทบาทของนอกภาคเกษตรกรรมมากขึ้น แต่ภาคเกษตรกรรมก็ยังถือว่าสำคัญ และการเปลี่ยนแปลงนี้ เผชิญอยู่กับปัญหาโครงสร้างที่ท้าทาย เกี่ยวกับผลิตภาพที่เรายังมีไม่เพียงพอ ทั้งมีปัญหาโอกาสของงานที่จำกัด เราจะสามารถสร้างงานใหม่ๆให้เกิดขึ้นในอีสานได้หรือไม่ รวมถึงปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ โดยเฉพาะปัญหาการถือครองทรัพย์สินและการเงิน

ข้อเสนอก็คือ ทางฝ่ายองค์กรธุรกิจ มักพูดถึงโอกาสในเมืองขอนแก่น ว่าขอนแก่นไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว จะสร้างเมืองที่เป็นโอกาสขึ้นมาได้อย่างไร อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง ที่ยังไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน ซึ่งเห็นว่าการสร้างงานใหม่ ดึงคนที่มีผลิตภาพให้อยู่ในพื้นที่ได้อย่างไร เป็นประเด็นสำคัญที่น่านำไปพิจารณา

อีกประเด็น ทางฝ่ายนโยบายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ มักจะพูดเรื่องภาษี การเพิ่มภาษี  ลดอภิสิทธิ์การลดหย่อนกองทุนต่างๆเพื่อกระจายรายได้ นโยบายตรงนี้ เราต้องคิดต่อไปอีกว่า นโยบายเก็บภาษี มันไม่ได้ช่วยแก้โครงสร้าง มันแค่เก็บจากคนหนึ่งแล้วไปกระจาย แต่เงื่อนไขคือ เราจะสร้างนโยบายที่มีความเท่าเทียมและเป็นธรรมก่อนที่จะไปเก็บภาษีได้อย่างไรต่างหากที่อยากจะฝากไว้

นโยบายรัฐตัวการก่อ “หนี้ครัวเรือน”

หลายคนอาจเข้าใจว่า ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจอีสาน ที่มีรายได้จากนอกภาคการเกษตรเข้ามาอุ้มชู จะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจอีสานลดน้อยลง หรือสามารถทดแทนกันได้เป็นอย่างดี จนทำให้คนอีสานไม่มีปัญหาที่จะดำรงชีวิต

แต่เปล่าเลย ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์จักรกฤษช เจียวิรยบุญญา นักวิชาการที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องหนี้สินครัวเรือนของภาคอีสานอย่างใกล้ชิด ทำให้เห็นว่า ปัญหาหนี้สินครัวเรือนในภาคอีสาน กำลังอยู่ในขั้นโคม่าก็ว่าได้ เพราะแนวโน้มไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แม้อยู่ในภาวะท่วมหัวแล้วก็ตาม

ทั้งนี้อาจารย์จักรกฤษช ขอทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า เป็นหนี้ในระบบ ไม่ขอพูดถึงหนี้นอกระบบ เพราะว่าข้อมูลยากที่จะไปดูในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และก็ไม่ใช่หนี้ภาคธุรกิจด้วย

ประเด็น ทำไมถึงต้องเป็นหนี้ครัวเรือน ก็เพราะว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทราบกันดีว่านโยบายเศรษฐกิจ ถูกขับเคลื่อนผ่านหนี้ครัวเรือน ไม่ว่านโยบายใด นโยบายหนึ่ง

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ผ่านมาของไทย ไม่ได้ผ่านการลงทุนของภาคธุรกิจ ไม่ได้เพิ่มพลังการผลิต แต่เป็นการเพิ่มด้านหนี้ครัวเรือน เพิ่มการใช้จ่ายเข้าไปอุ้มเศรษฐกิจ มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ประเทศไทย ทั่วโลกก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ทั่วโลกขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการก่อหนี้ ถึงขั้นที่ว่า นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มเริ่มบอกว่า วิกฤติเศรษฐกิจครั้งหน้า เป็นวิกฤติที่มาจาก “หนี้สิน”

ความจริงหนี้สินครัวเรือนของไทย เป็นที่ตระหนักของผู้กำกับดูแล อย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐบาล หรือ ผู้เกี่ยวข้องมากขึ้น และ 2-3 ปีที่ผ่านมานับว่าโชคดีที่หนี้สินครัวเรือนทั้งประเทศชะลอตัวลง รวมทั้งของอีสานด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนพูดถึงหนี้ อยากจะให้ดูตัวเลขที่น่าสนใจคือ รายได้ของครัวเรือนในภาคอีสาน พบว่ารายได้ไม่ได้สวิงตัวเลย อยู่ที่ประมาณสองหมื่นบาท(ค่าเฉลี่ย)ต่อปี รวมถึงค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้สวิงตัว อยู่ที่หมื่นห้าพันถึงหมื่นหกพันบาทต่อปี เพราะฉะนั้นการออมของภาคครัวเรือนจึงอยู่ที่สามถึงสี่พันบาท แต่นี่คือในระบบ ถ้ารวมกับนอกระบบเข้าไปคาดว่าจะไม่มีการออมเกิดขึ้นเลย

ถามว่า พอไม่มีการออมเกิดขึ้น หนี้มันย่อมเกิดขึ้นโดยปริยาย หนี้ครัวเรือนของอีสาน ทรงตัวในช่วงหลัง แต่ที่น่าสนใจคือ หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ก่อเพื่อเอาไปใช้จ่ายในครัวเรือน ตัวเลขเศรษฐกิจบอกว่า จริงๆมันมีทั้งหนี้ที่เอาไปใช้ในการเกษตรและไม่ใช่การเกษตร ซึ่งไม่ได้เป็นจุดสำคัญ แต่เอาไปใช้ในครัวเรือนสูงที่สุด และไม่รู้เอาไปใช้อะไรบ้าง

ที่สำคัญ มีตัวเลขหนี้ที่ไม่ชะลอ คือ หนี้ที่อยู่อาศัย ซื้อบ้าน ที่ดิน  และคิดว่า นี่คือ เบื้องหลังว่าทำไมธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเข้ามากำกับตลาดที่อยู่อาศัย เพราะว่าในภาคอีสาน มีสัญญาณการเร่งตัวเกิดขึ้นทั้งภาพรวมและในรายจังหวัด

หนี้ท่วมหัวปัญหาใหญ่ภาคเกษตร 

หนี้สินเกษตรกร ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย ที่นำเสนอเรื่อง การพัฒนาชนบทภาคเกษตร ยิ่งเห็นได้ชัด

อาจารย์ภูมิสิทธิ์ นำเสนอว่า จากข้อมูลครัวเรือนที่มีการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง 4 ปี ใน 53 หมู่บ้านและงานวิจัยบางส่วน สิ่งที่พบ ก็คือ สัดส่วนรายได้ ใน 100 % ของรายได้ที่ครัวเรือนอีสานใช้ ปีหนึ่งอยู่ที่เกือบๆ 2 แสนบาทต่อปีต่อครัวเรือน 80 % เป็นรายได้จากนอกภาคเกษตร ที่เหลือ 20 % เป็นรายได้จากภาคเกษตร รายจ่ายเฉลี่ย เราอาจนิยามแบบ (ไม่รู้เอนเอียงหรือเปล่า) เรามองว่า ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

แต่อยากให้ดูเรื่องหนี้ อันเนื่องมาจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคนอกการเกษตร แต่หนี้สินเกินครึ่งมาจากภาคการเกษตร แล้วหนี้สินส่วนใหญ่ของคนอีสานไม่ใช่หนี้นอกระบบ ถ้าเป็นเกษตรกร เพราะมีสถาบันการเงินรองรับเขาอยู่ก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส.) ดังนั้นการเข้าถึงหนี้ต้นทุนต่ำในภาคอีสานจึงไม่ใช่ประเด็น จากข้อมูลที่ได้ หนี้สินไม่เคยลดมีแต่เพิ่ม

ลองคิดดู หนี้สินโดยเฉลี่ยต่อครัวเรือนเกือบ 3 แสนบาท เงินออมไม่ต้องพูดถึง 3 หมื่น 5 พันบาทต่อครัวเรือน ไม่เพิ่ม มีแต่จะลด ถามว่าทำไม มันเกิดอะไรขึ้น?

ที่สำคัญ พื้นที่ที่เราเก็บข้อมูลก็คือ พื้นที่ปลูกข้าวเป็นหลักทั้งนาปีและนาปรัง จากข้อมูลจะเห็นว่า ต้นทุนและผลตอบแทนจากการขายข้าว ในปี 2558-2559 ความจริงมีข้อมูลถึงปี 2560 แต่ยังทำไม่เสร็จ เราเจอว่าสองปีนี้ ไม่ว่าข้าวนาปีนาปลัง ไม่เคยได้กำไร ได้กำไรก็ไม่เกินสองสามร้อยบาท บางปีขาดทุน เพราะฉะนั้น ถามว่าทำไมขาดทุน ก็เพราะต้นทุนสูง ผลผลิตโดยเฉลี่ยต่อไร่ต่ำ ราคาผันผวน ราคาเราคุมไม่ได้ ซึ่งเกษตรกรก่อหนี้ ธ.ก.ส.มาทำอะไร ส่วนใหญ่ก็บอกว่าเอามาทำนา นี่คือ สาเหตุว่า ทำไม หนี้สินที่มันโป่งขึ้นเรื่อยๆส่วนใหญ่ก็มาจาก ผลิตภาพการเกษตรที่มันต่ำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว แล้วก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยหนี้หลักมาจากภาคการเกษตร ปัญหาว่าจะทำอย่างไรดี อันนี้เป็นโจทย์ที่อยากทิ้งเอาไว้ เราอาจต้องเพิ่มผลผลิต เราอาจต้องลดต้นทุน เราอาจต้องเพิ่มมูลค่าของผลผลิต สิ่งเหล่านี้คือการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาเสริมทั้งนั้น หรือ เราจะหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่มีผลตอบแทนที่ดีกว่า หรือ สุดท้าย เราเลิกทำการเกษตรกันเถอะ ให้เกษตรกรไปทำอาชีพอื่น ซึ่งคิดว่าเป็นข้อเลือกที่เป็นไปได้ยาก

สิ่งเหล่านี้ คือ การเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านต้องเปลี่ยน แต่จะทำอย่างไร? ในเมื่อคนส่วนใหญ่ รวมถึงเกษตรกรบ้านเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะถ้าความเปลี่ยนแปลงมันมาพร้อมกับการเสี่ยง ลองนึกถึงตัวเราพอมีกินมีใช้แต่ไม่มีเก็บ เราอยากจะเสี่ยงไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่เคยทำหรือเปล่า เราจะทำอย่างไร นี่คือ ประเด็นที่อยากฝากเอาไว้

ประเด็นที่สอง อาจไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ หรือ ร้ายได้โดยตรง แต่ขอตั้งชื่อว่า การกระจายรายได้ ความเท่าเทียม และความสุขของสังคม พูดถึงการกระจายรายได้ เราได้ยินทุกวัน นักการเมืองก็พูดในการหาเสียง แต่อยากให้มองลึกลงไปอีกว่าจริงๆแล้ว การกระจายรายได้อาจไม่ได้เป็นตัวสำคัญอะไรเท่าไหร่ ความเท่าเทียมของโอกาสอาจเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าก็ได้

ถามว่าทำไมถึงยกประเด็นนี้ขึ้นมา อันนี้มาจากงานวิจัยที่ทีมเรา กราฟสองรูปดูแล้วอาจงงว่ามันคืออะไร นี่คือ สถานการณ์สองสถานการณ์ที่การกระจายรายได้ ไม่ได้แตกต่างกันเลย พูดง่ายๆคนจนและคนรวยมีอยู่ในสังคมเหมือนกันในกราฟทั้งสองรูป

ต่างกันก็คือ กราฟรูปที่หนึ่ง การกระจายรายได้ เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่คนมีโอกาสเท่าเทียมกัน แต่กราฟรูปที่สอง เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่บางคนมีโอกาสมากกว่าคนอื่น บางคนเอารัดเอาเปรียบคนอื่นได้ ถามว่า แล้วผลลัพธ์มันเกิดขึ้นอย่างไร ผลลัพธ์ ก็คือ การกระจายรายได้ที่เท่ากัน ไม่ดีเหมือนกัน แต่อันหนึ่งเกิดขึ้นที่ทุกคนมีโอกาสใกล้เคียงกัน สังคมโดยรวมมีความสุขมากขึ้น เพราะทุกคนมีโอกาสแสวงหารายได้ เท่าที่ตัวเองมีความสามารถจะทำได้ แต่อีกกรณีหนึ่งมีโอกาสไม่เท่ากัน มีบางคนเอารัดเอาเปรียบคนอื่นได้ สังคมในกรณีนี้ ไม่มีความสุขเลย

ประเด็นก็คือ เราทำให้ทุกคนมีรายได้เท่ากันไม่ได้ บางคนเกิดมาก็อยู่ในครอบครัวที่รวยมหาศาลอยู่แล้ว อย่างไรเขาก็มีโอกาสที่จะทำมาหากินมีรายได้สูง แต่บางคนเกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลาง ฐานะยากจน โอกาสที่เขาจะไปหารายได้เท่ากับคนที่เกิดในครอบครัวร่ำรวย เป็นไปได้หรือไม่ คำตอบคือ ยาก แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำให้ได้ คือ ทำอย่างไร คนไทยทุกคนที่เกิดมามีความเท่าเทียมด้านโอกาส ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันได้ หรือ ใกล้เคียงกันมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องการศึกษา เรื่องนี้เราพูดกันมาประมาณ 20 ปี เรารู้ว่าการศึกษาในประเทศไทยมีปัญหา เรารู้ว่าการศึกษาในชนบทมีปัญหายิ่งกว่าในเมือง แต่เราก็ยังไม่รู้ว่า จะทำอย่างไร เราพูดกันมา 20 ปี และเราก็ยังพูดกันอยู่ แสดงว่าอะไร แสดงว่าเรายังมีปัญหากันอยู่ เราแก้ไม่ได้ จะทำอย่างไร???

“วังวน” ครอบครัวแหว่งกลาง

อาจารย์ภูมิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงผลกระทบอันใหญ่หลวงอีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นผลมาจากภาคเกษตรเลี้ยงตัวเองไม่ได้ นั่นคือ ปัญหาวัยแรงงานต้องออกไปขายแรงงาน ซึ่งข้อมูลที่จัดเก็บมาอย่างต่อเนื่อง พบว่า มีวัยแรงงานย้านถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมืองจำนวนมาก อันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทุกคนในภาคอีสานรู้อยู่แล้ว ว่าวัยแรงงานในแต่ละครอบครัวเข้าไปทำงานในเมือง

แต่จากข้อมูลที่เราเก็บ เราเจอปัญหา “ครอบครัวแหว่งกลาง” ในพื้นที่ ครอบครัวแหว่งกลางคืออะไร ก็คือ พอเราหาค่าเฉลี่ยอายุคนในครอบครัว พบว่า โดยเฉลี่ยในหนึ่งครัวเรือน มีอายุคน 40-45 ปีอยู่ในครอบครัว แต่เมื่อเราไปแตกข้อมูลออกจริง ปรากฏว่ามีคนสองช่วงวัยเท่านั้นที่อยู่ในครัวเรือน คือ เด็กที่อายุไม่ถึง 18 และคนแก่ที่อายุมากกว่า 60 ปี คนช่วงอายุ 40 ซึ่งเป็นพ่อแม่ ไม่อยู่ที่ครอบครัว

จากข้อมูลที่เราเจอ ประมาณ 30 % ของเด็กในภาคอีสาน ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แล้วใน 30 % ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท ถามว่ามันส่งผลกระทบอะไรกับเขา บางคนบอกว่า พ่อแม่เขาไปทำงานแล้วก็ส่งเงินกลับมา เดี๋ยวเงินที่ส่งกลับมา มันก็จะส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษา แต่จากงานวิจัยของอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เราก็พบว่า เงินที่ถูกส่งกลับมาจากพ่อแม่ที่ไปทำงานในเมือง ไม่ได้ถูกใช้เพื่อการศึกษาของเด็กมากนัก ถูกใช้เพื่อการบริโภคเป็นหลัก แล้วเราจะทำอย่างไรดีกับเหตุการณ์นี้

ถามว่า แล้วมันนำไปสู่อะไร เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไร การศึกษาไม่ได้เป็นสิ่งที่มาเป็นอันดับแรกของเขา การศึกษาของเด็กในชนบทอีสานไม่ได้ถูกส่งเสริมให้เห็นความสำคัญ อันนี้ยังไม่พูดถึงการศึกษาในชนบทมันก็ยังแย่กว่าในเมืองอย่างมาก ทำอย่างไรดี

          “เด็กที่อยู่ในชนบท ก็ไม่มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน ไม่รู้จะเรียนไปทำไม มันก็เป็น “วังวน” ไป ผมไม่รู้จะเรียกเป็นวงจรอะไรดี วงจรที่มันไม่ดีก็แล้วกัน”

ครอบครัวแหว่งกลาง เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้รับการศึกษาที่ดีพอ เขาก็วนไปเหมือนพ่อแม่ของเขา เขาก็มีสองทางเลือก ทางเลือกที่ดีหน่อยก็ ไปเป็นแรงงานไร้ฝีมือ เพราะการศึกษาไม่สูงเช่นเดียวกับพ่อแม่ โอกาสเลือกงานที่ดีมันน้อยอยู่แล้ว หรือ ถ้าแย่หน่อย เขาก็เข้าสู่วังวนของการทำผิดกฎหมาย ถ้าเลวร้ายน้อยหน่อยก็ไปเป็นเด็กแว้นเฉยๆ แต่ถ้าแย่ไปกว่านั้น เขาก็เข้าสู่วังวนของยาเสพติด เราจะทำอย่างไร

          “ผมคิดว่าทุกคนในห้องรู้อยู่แล้วว่า มันเกิด ทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี”

สุดท้าย เราก็มองว่านโยบายการเมืองบางครั้ง เราอย่ามองแต่ถูกใจ เพราะบางครั้งถูกใจ มันอาจไม่ถูกทางเสมอไป

นับเป็นการนำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจอีสาน และปัญหาสังคมของคนอีสาน อันเนื่องมาจากผลพวงทางเศรษฐกิจ ที่ค่อนข้างครอบคลุมในหลายมิติ โดยเฉพาะผลพวงของรายได้ ไม่พอกับรายจ่าย และหนี้สินของภาคเกษตร ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ และท้าทายอย่างยิ่งต่อการหาทางแก้ไข ของผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย

มิเช่นนั้นปัญหาสังคมจะไม่หยุดอยู่เพียง “วังวน” ครอบครัวแหว่งกลาง อย่างที่นักวิชาการท่านวิเคราะห์เอาไว้แล้วอย่างแน่นอน!!!