ประชาธิปไตยไทย ในสายตาญี่ปุ่น

หลังจากรัฐสภาไทย เลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สื่อยักษ์ของญี่ปุ่นอย่างนิเคอิ ก็พาดหัวว่า Prayuth’s return as prime minister takes Thailand back to 1980s ซึ่งมีการเอาข้อความนี้มาแชร์กันในสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยบางคนไม่ได้อ่านด้วยซ้ำว่าเขาพูดเรื่องอะไร แล้วก็ตีความกันไปตามที่ต้องการ
ซึ่งจริงๆแล้ว นิเคอิ พูดถึงการถอยหลังไป 40 ปีของประชาธิปไตยไทย กลับไปเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ คล้ายๆ สมัย ฯพณฯ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คือมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มีผู้นำมาจากทหาร และมีรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกวุฒิสภา ที่แต่งตั้งโดยทหารมีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี
บทความดังกล่าวได้เล่าถึง ความสำเร็จทางเศรษฐกิจในยุคนั้น และการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากการเลือกตั้ง หรือต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง และกล่าวถึงการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของ ทักษิณ ชิณวัตร ในปี 2544 ที่ใช้อำนาจแนวเผด็จการและการเมืองที่ใช้เงิน จนนำไปสู่การแตกแยกของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ ที่ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท จนนำมาสู่การรัฐประหาร 2 ครั้ง ในปี 2549 และ 2557 และนำมาสู่รัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้คนนอก ได้รับการเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีได้
นิเคอิ อ้างถึงนักวิชาการญี่ปุ่นที่ให้ความเห็นถึงการเมืองไทยว่า ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งทุก 4 ปี แต่ดูเหมือนคนไทยจะไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ว่าถ้าแพ้การเลือกตั้ง ก็ต้องถอยออกไป รอเวลากลับมาสู้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ที่มีการล้มตายจากการเลือกประธานาธิบดีครั้งล่าสุด เมื่อฝ่ายผู้แพ้ประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และยกตัวเลขการจัดอันดับประชาธิปไตยของธนาคารโลกมาให้ดูว่า อันดับของประเทศไทยตกจากอันดับ 80 ไปเป็น 161 ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนอินโดนีเซียขยับขึ้นมาจากอันดับ 160 เป็น 101 และตบท้ายว่า ทั้งสองประเทศซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มอาเซียน แต่เรื่องประชาธิปไตยยังเป็นประเทศด้อยพัฒนา (underdeveloped democracies)

จับตาอาเซียนโดย: รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิริวงส์

แสดงความคิดเห็น