ปิดฟันหลอขนส่งลุ่มน้ำโขง เชื่อมทางน้ำ-บก-ทะเล

พัฒนาการโลจิสติกส์ย้ำ โครงข่ายขนส่งสะดวกเศรษฐกิจประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเติบโต เร่งปิดโครงข่ายฟันหลอเชื่อทางน้ำ-บก-ทะเล ย้ำการพัฒนาต้องไม่กระทบระบบนิเวศสร้างความยั่งยืน

วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 สถาบันลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute) ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB Institute) และ องค์การพัฒนาความร่วมือด้านเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development) จัดสัมมนาใน หัวข้อ ความท้าทายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Joint Seminar on Water Infrastructure Challenges in The Mekong Region)  ณ ห้องประชุมเอราวัณ โรงแรมพลูแมน ราชา ออคิด มีนักวิชาการ สื่อมวลชน ประชาชน ผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 50 คน

พัฒนาการโลจิสติกส์ในลุ่มน้ำโขง

การสัมมนาเริ่มจากการเปรียบเทียบโครงข่ายการขนส่งเดิมที่มีอยู่ในภูมิภาคว่า มีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาและเพิ่มต้นทุนการขนส่ง แต่ภายหลังมีความพยายามในการพัฒนาโครงข่ายทางบกเชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและขนถ่ายไปยังท่าเรือหลักที่สิงคโปร์หรือท่าเรืออื่นๆ ในชื่อ R3A และ R3B ซึ่งในอนาคตอันใกล้ได้มีการพัฒนาโครงข่ายระบบรางเชื่อมต่อทั้งภูมิภาคจาก สป.จีน เข้าสู่ สปป.ลาว และจะมาเชื่อมต่อกับไทยที่ท่านาแร้งจังหวัดขอนแก่นในปี 2023

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการแบกรับต้นทุนเรื่องกำแพงภาษีและภาระค่าขนส่งที่มีอยู่สูงและจำกัดในอดีตทำให้ขนาดเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคมีอัตราการเติบโตต่ำ แต่เมื่อมีการพัฒนาโครงข่ายที่ดีกว่าในอดีตทำให้เศรษฐกิจขยับตัวและสามารถขนถ่ายสินค้าไปยังทั่วโลกได้ สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายที่รัฐบาลในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทุกประเทศต้องเร่งเร้าความร่วมมือและหนุนเสริมซึ่งกันและกันพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

 

ข้อจำกัดและความท้าทาย

ขณะเดียวกัน ถึงแม้จะมีการพัฒนาโครงข่ายทั้งทางน้ำ ทางบกทั้งล้อยางและล้อเหล็ก และการขนส่งทางเรือ แต่ยังมีข้อจำกัดในการใช้ระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพราะการเชื่อมต่อยังเหมือนข้าวโพดฟันหลอ ทั้งในเรื่องระเบียบการขนส่งทางบกพวงมลัยรถด้านซ้ายด้านขวา การตั้งกำแพงภาษีและกฎเกณฑ์การขนส่งที่มีความยุ่งยากต้องขนขึ้นขนลงทำให้เพิ่มต้นทุน นอกจากนี้ยังมีเรื่องปัจจุจัยภาษีท่าเรือ ดังนั้นรัฐบาลต้องตั้งวงคุยกันว่าจะทำให้คล่องตัวและส่งเสริมผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงนี้อย่างไรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มิใช่รัฐบาลประเทศ A ทำอย่างหนึ่ง ประเทศ B ไม่ร่วมด้วย นั้นจะทำให้ทุกประเทศในภูมิภาคเสียโอกาส

 

ความยั่งยืนคือคำตอบ

ที่สำคัญการดำเนินการดังกล่าวใช่ว่าจะมีแต่ประโยชน์ในการพัฒนาเท่านั้น หากแต่ยังมีตัวอย่างให้ถึงการรุกรานระบบนิเวศของมนุษย์ ที่เห็นได้ชัดคือ ภาวะโลกร้อนนำ้แข็งทั่วโลกละลาย น้ำทะเลหนุนสูง พื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เพาะปลูกน้อยลง ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลที่มีอยู่อย่างมหาศาลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่น

เป็นปรากฎการณ์ที่มีความคล้ายคลึงกันกับกรณีของแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำล้านช้างที่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากไม่เช่นนั้นธรรมชาติจะกลับมาทำร้ายมนุษย์ แหล่งอาหารของผู้คนจะขาดหาย ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงไม่สร้างขึ้นมา 1-2 วัน แต่อาศัยระยะเวลามาหลายร้อยหลายพันปี ซึ่งเป็นความเลวร้ายของการพัฒนาที่ไปเบียดบังธรรมชาติให้ย้อนกลับมาทำลายมนุษย์เสียเอง ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมกันเอาใจใส่ต่อการพัฒนาหรือโครงการใหญ่ๆ ไม่ให้กระทบธรรมชาติ

แสดงความคิดเห็น