เจาะสนามชีวิตสุภาพบุรุษฟุตบอล ดร.กษม ชนะวงศ์ “ความพ่ายแพ้คือสิ่งงดงาม”

          ท่ามกลางการแข่งขันอันเข้มข้น ที่แต่ละทีมต่างมุ่งคว้าชัยชนะ ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีการใด ๆ ทั้งที่สะอาดและสกปรก ทำให้ฟุตบอลถูกตั้งคำถามว่าเป็นกีฬาของสุภาพบุรุษจริงหรือ? อีสานบิซจึงขอนำเสนออีกหนึ่งเรื่องราวฟุตบอลผ่านมุมมองชีวิตของ ดร.กษม ชนะวงศ์ ประธานสโมสรขอนแก่น เอฟซี

ลงสนาม

          เหตุการณ์ทางการเมืองต่าง  ๆ ทำให้ต้องย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ และเรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัดเมื่อเข้าไปเรียนในโรงเรียนใหญ่ทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนเพราะวิถีชีวิตต่างกัน แต่ก็โชคดีที่ได้มาสเซอร์อย่าง มาสเซอร์สุทิน ไชยกิตติ มาสเซอร์วรวรรณ ชิตะวณิช และอาจารย์วิทยา เลาหกุล ทำให้ได้ใกล้ชิดฟุตบอล จากบ้านคุณป้าที่ดาวคะนองมาโรงเรียนเซนต์คาเบรียลสามเสน ระยะทางไกลมาก ฟุตบอลทำให้ผมได้พักในโรงเรียน ความรู้สึกเมื่อได้สัมผัสกีฬานี้แล้วมันทำให้มีเพื่อน และก็ได้พึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมของฟุตบอลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นครู หรือสนาม รวมทั้งการเรียนการสอน สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ทำให้เมื่อเล่นฟุตบอลแล้วได้รับความสะดวกมากขึ้น มีความสบายใจ และได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ

          เริ่มเล่นฟุตบอลจริงจังเมื่ออายุ 14-15 ปี ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก แต่บางทีก็เล่นกองหน้าบ้าง ไปแข่งโค้กคัพและกีฬาในเครือมูลนิธิเซนต์คาเบรียล จนกระทั่งได้แชมป์กับโรงเรียน เป็นช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดกับทีมชาติ เพราะมาสเซอร์สุทินเป็นกัปตันทีมชาติไทยสมัยนั้น ต่อมาไปเรียนต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็เล่นฟุตบอลให้กับคณะ มีความรู้สึกว่ากีฬาฟุตบอลมันทำให้เราเข้าใจความพ่ายแพ้ ความผิดหวัง ความเสียใจ ซึ่งอยากให้ลูกและคนใกล้ชิดได้สัมผัสคำเหล่านี้ตามสมควร หลังจบวิศวะ มข. ก็ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น และเท็กซัส อเมริกา

 

เสียงนกหวีดเริ่มเกม

          เมื่อต้องมารับผิดชอบวิทยาลัยเทคโนโลยีพลพณิชยการ ของคุณพ่อกระแส (น.พ.กระแส ชนะวงศ์)  กับคุณแม่เพ็ญแข ชนะวงศ์ ก็คิดว่าสถานศึกษาในต่างจังหวัด และยิ่งอยู่ในอำเภอด้วย น่าจะต้องมีอะไรที่เป็นจุดเด่นของตัวเอง เพราะตอนอยู่กรุงเทพฯ เคยได้ยิน คำว่าสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพคริสเตียน รวมทั้งอัสสัมชัญ จากฟุตบอล มีความรู้สึกว่าชื่อของโรงเรียนในทางกีฬา ไปไวกว่าทางวิชาการหรือด้านอื่น ๆ

          ก็เลยตั้งใจที่จะทำทีมเทคโนฯพล แม้ว่าเริ่มต้นอย่างทุลักทุเล เพราะสมัยนั้นสนามก็เป็นดินแดง เป็นลูกรังบ้าง แต่ด้วยความขยันขันแข็งของนักฟุตบอลด้วยความเป็นต่างจังหวัดบ้านนอกที่วิ่งกันตลอดทั้งเกม ทำให้ไปได้ถ้วย ง และถ้วย ค ของกรมพละ ก่อกำเนิดนายศรายุทธ ชัยคำดี และผู้เล่นทีมชาติอีกหลายคน  จนกระทั่งเทคโนฯพลใหญ่ขึ้นก็เกิดแรงจูงใจให้นักฟุตบอลใหม่ ๆ เริ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นกัปตันทีมบุรีรัมย์อย่างอภิเชษฐ์ พุฒตาล รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค และ เทเวศน์ กมลศิลป์ และเทวินทร์ กมลศิลป์ ฯลฯ ทำให้ทีมยิ่งแข็งแกร่งยิ่งขึ้นจนเทคโนพลเป็นแชมป์ของภาค รวมทั้งได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนจังหวัดขอนแก่นไปเล่นกีฬานักเรียน-นักศึกษา กีฬาเยาวชนแห่งชาติ

         จากนั้นจึงเริ่มเข้ามาเป็นกรรมการสมาคมกีฬาจังหวัด กับคุณชาติชาย โฆษะวิสุทธิ โดยการชักชวนของท่านนายกฯประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ทำให้ได้รับผิดชอบทีมจังหวัดขอนแก่นมากว่า 16 ปีแล้ว อาจจะประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง แต่รางวัลที่ได้รับส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ทีมมารยาทยอดเยี่ยม ทีมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุภาพบุรุษ ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับคนในอำเภอเล็ก ๆ อย่างผม ซึ่งถ้าโดยความรู้ความสามารถ หรือทรัพย์สินก็คงไม่เท่าคนในเมือง ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน เครื่องจักร อสังหาริมทรัพย์ สิ่งที่ทำให้มีที่ยืนในสังคมได้ถ้าเทียบกับคนอื่น ก็คือฟุตบอล

         เมื่อเข้าไปในสมาคมฟุตบอล มีโอกาสเป็นเหรัญญิกอยู่กับนายกฯวิจิตร เกตุแก้ว เป็นนายทะเบียนอยู่กับนายกฯวรวีร์ มะกูดี เป็นผู้จัดการทีมนักฟุตบอลหญิงมา 10 กว่าปี จนกระทั่งมาอยู่กับนายกฯสมยศ (พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง )ได้รับคำชมเชยมาตลอดว่าทีมฟุตบอลของ ดร. กษม เป็นทีมที่สุภาพ มีความสามัคคี มีน้ำใจนักกีฬา ผมสร้างสิ่งเหล่านี้จนกระทั่งเป็นประเพณี เป็นธรรมชาติ และแตกต่างจากทีมอื่น  เพราะฉะนั้นก่อนแข่งขัน จะมีการสวดมนต์ หลังแข่งขันมีการระลึกถึงพระแม่ธรณี ระลึกถึงครูบาอาจารย์ที่ฝึกสอน ที่ให้เราติดทีมชาติ และก็ยกย่องคนที่พ่ายแพ้ ผมจะบอกเลยว่า ในทีมอคาเดมี่ที่ผมสอน หรือทีมฟุตบอลของผม เมื่อไหร่ที่คุณชนะหน้าที่ของคุณคือต้องเดินไปขอโทษคนแพ้ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำวันเดียว แต่ทำมาเป็นสิบ ๆ ปี มันถูกปลูกฝังไว้ในแต่ละรุ่น

 

ฟุตบอลกีฬาของสุภาพบุรษ ?

          มีอยู่หลายอย่างที่ผมพูดกับตัวเองบอกว่า เกิดใหม่กี่ครั้งก็จะเป็นแบบเดิม แต่มีฟุตบอลอย่างเดียวที่เกิดอีกทีผมไม่กลับไปทำฟุตบอลอีกแล้ว เพราะผมเห็นคนที่ล้มเหลวมามาก ยิ่งแข่งขันสูง ยิ่งหมดตัวเยอะ ยิ่งต้องเห็นแก่ตัว ต้องเอาเปรียบ ต้องทุจริต ตั้งแต่กรรมการ ผู้เล่นฝั่งตรงข้าม ผู้เล่นฝั่งตัวเอง จนผมไม่อยากกลับไปอีกแล้ว

         เป็นเรื่องปกติ ถ้าเห็นแก่ตัวมันก็ทำได้ทุกวงการ และถ้าเป็นผมยิ่งง่ายด้วยซ้ำ ผมสร้างโค้ชมาจะขอผลการแข่งขันมันน่าจะง่ายกว่าคนอื่น ผมสร้างนักฟุตบอลมาเยอะแยะ ผมอยู่ในสมาคมฟุตบอล มันน่าจะง่ายกว่าคนอื่น ฟุตบอลจริง ๆ ไม่มีผู้ตัดสินเราก็เตะกัน  แต่เมื่อฟุตบอลพัฒนาก้าวไปเรื่อย ต้องมีผู้ตัดสินถึง 5 คน มีหลังโกลด้วย และหลัง ๆ มาฟุตบอลอาชีพต้องมี VAR (Video Assistant Referee) เลย นั่นหมายความว่ากีฬาประเภทนี้นอกจากได้รับความนิยมสูงสุด ยังเต็มไปด้วยการทุจริต เต็มไปด้วยความผิดพลาด เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เพราะกีฬาในปัจจุบันมันต้องมีแท็กติกเยอะแยะมากมาย ผมอยู่สมาคมฟุตบอลทำให้รู้เรื่องเหล่านี้ แต่ด้วยความเป็นครู ด้วยความเป็นพี่ ความเป็นเพื่อน ทำให้เราทำไม่ได้

          นั่นหมายความว่ากีฬาประเภทนี้นอกจากได้รับความนิยมสูงสุด ยังเต็มไปด้วยการทุจริต เต็มไปด้วยความผิดพลาด เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เป็นเหตุผลที่ผมไม่อยากกลับไปเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าปีหน้า หรือชาติหน้า เพราะถ้าผมกลับไปเริ่มต้นใหม่ผมจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ผมจะเป็นคนทุจริตคอรัปชั่น ผมจะเป็นคนที่ไม่มีความเกรงกลัว ความละอายต่อบาป คือไม่มีหิริโอตัปปะ ที่ผมผ่านมาได้มันอาจจะเป็นไปได้ว่า มีเพื่อนดี มีครูดี มีสิ่งแวดล้อมดี

 

สุภาพบุรุษลูกหนัง

         ตอนแรกก็เหนื่อยและท้อมาก แต่โชคดีที่มีบุญรอด มีบางกอกกล๊าสเข้ามาเป็นหุ้นส่วน คนที่ทิ้งทีมได้ต้องเข้าใจเขาที่ขอยุบทีม ขอพักการแข่งขัน แต่ของเราคือครูกับลูกศิษย์ ทิ้งมันแล้วมันจะไปที่ไหน กินอะไร ก็ต้องหาทางยื้อไปเรื่อยจนกระทั่งเห็นว่า ความสุภาพ ความดีงามของลูกศิษย์ น่าจะเอามาเป็นประโยชน์กับทีมได้

         ตั้งแต่บุญรอดเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของไทยที่เสียภาษีมากที่สุด ก็มีโครงการสุภาพบุรอดบุญรอด คือนักฟุตบอลทุกคน ต้องมีความสุจริต ต้องมีความซื่อสัตย์ ต้องมีความรับผิดชอบ ต้องมีน้ำใจนักกีฬา ตัวชี้วัด 3 อย่างนี้  ทุกคนรับรู้ตรงกันว่าการจะแต่งตัว การจะมาประชุม ผมเผ้า การจะทำอะไรสักอย่าง  คำพูดคำจา ล้วนเป็นหน้าตาของตัวคุณเอง แต่ก่อนคุณอยู่คนเดียว เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว แต่ตอนนี้คุณเป็นไอดอลของเขา แค่ทรงผมคุณ แค่น้ำลายคุณ การแต่งกายของคุณ ทำให้เด็กเสียคนมาเยอะแยะ เพราะฉะนั้นการเป็นสุภาพบุรุษบุญรอดถึงต้องระมัดระวังตัว ทั้งในและนอกสนาม

         ผมเคยใช้จ่ายปีหนึ่งสูงสุด ประมาณ 20 ล้าน ตั้งแต่บุญรอดเข้ามา ด้วยการทำ CSR  ด้วยการหานักฟุตบอลเก่ง ๆ ด้วยเงิน 60-70 ล้านบาท ถ้าเป็นคนที่ลงทุนเขาก็หวังอย่างอื่นไม่ได้หรอกนอกจากการได้เลื่อนชั้น นั่นเป็นมุมหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งซึ่งถ่วงน้ำหนักแล้วมากกว่านั้น ผมอยากให้นักฟุตบอลของผมได้รับ การยกย่องว่าเป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งในสนามฟุตบอลอาชีพบ้านเราน้อยมาก และน้อยลงเรื่อย ๆ อาจจะไม่ขาวสะอาด จะเป็นเทาก็ได้  แต่ไม่ใช่เดามืดมิด ทำร้ายจากข้างหลัง ทำร้ายจากข้างหน้า แทงพนัน ซื้อโค้ช ซื้อคู่ต่อสู้ เหล่านี้มันมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ลูกผู้ชายต้องแพ้เป็น

         ผมเคยเห็นความผิดหวัง ความพ่ายแพ้ ความเสียใจ ของคุณพ่อมาเยอะ คุณพ่อลงเลือกตั้ง 8 ครั้ง ได้เป็น สส. 5ครั้ง สอบตก 3ครั้ง ไม่มีประเทศจะอยู่ ถูกยึดพาสปอร์ต ทั้ง 2516 และ 2519 ลูกหลานไม่มีที่จะอยู่ ผมอยู่กับความผิดหวัง ความสูญเสียมาเยอะจนกระทั่งมีความรู้สึกว่า ทำไมพ่อกับแม่เขาเฉย ๆ กับความสูญเสีย ความพ่ายแพ้ เมื่อเลือกตั้งแพ้ เขาได้ปริญญาเอก ออกไปอยู่ต่างประเทศทั้งที่เป็นหัวหน้าพรรคพลังใหม่ พรรคที่ผู้คนบอกว่าเป็นพรรคที่กำลังจะเป็นผู้นำประเทศ เมื่อต้องถูกให้ออกนอกประเทศก็ไปได้ปริญญา และอีกหลาย ๆ อย่างในระหว่างที่อยู่ที่นั่น

         ผมผ่านมาแล้วเรื่องชัยชนะ สำหรับผมเป็นเรื่องเล็ก แต่ผมจะภูมิใจมากสำหรับรางวัลปีที่แล้ว คือใบเหลือง ใบแดง น้อยที่สุด ผมจะภูมิใจมากว่าโค้ชกับนักเตะของผมไม่ถูกเชิญขึ้นไปบนอัฒจันทร์  ผมจะภูมิใจมากที่แฟนบอลทีมเยือนโหวตให้เป็นเจ้าบ้านแห่งปี แล้วเวลาแพ้ผมมีความรู้สึกว่า นักฟุตบอลของผมมันต่ำเตี้ยลง มันไม่เหินอยู่บนฟ้า  มันมีความรู้สึกว่ามันต้องกินข้าวแกงเหมือนคนอื่น มีเมตตาธรรมกับแฟนบอลที่เขาซื้อตั๋วมาดู ความพ่ายแพ้ มีประโยชน์สำหรับผม

 

ฟุตบอลกับการเมือง

         สำหรับเรื่องการเมือง เกิดมาก็เห็นแจกใบปลิวแล้ว เขาหิ้วขึ้นรถทหาร ปี 16 ยังไม่รู้เรื่องเลย ไปขอนมเขากินอีก  แขวนคอหน้าธรรมศาสตร์ปี 19 เห็นมาเยอะแล้ว อย่าเป็นอีกเลยให้แค่พ่อเป็นเถอะ เว้นไว้เจเนอเรชั่นหนึ่งคุณพ่อเป็น ส.ส. 5 สมัย เป็นรัฐมนตรี 5-6 กระทรวง  แต่ผมไม่เคยเข้าไปในกระทรวงและสภาผู้แทนราษฎรเลย ผมกลัวการเมืองที่สุด เพราะคิดว่าตนเองไม่เก่งพอ เนื่องจากการเมืองลึกซึ้ง การเมืองเป็นเรื่องของคน เป็นเรื่องของการได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่ใช่เรื่องของการรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย คุณพ่อเก่งมากเป็นตำราเล่มหนึ่งแต่ผมไม่อยากจะเป็นแบบนั้น ในความภูมิใจที่รัฐบาล กระทรวง และพรรคการเมือง ให้เกียรติเรา แต่ต้องท่องไว้ในหัวเลยว่า เราไม่เก่ง เราไม่เหมาะสม ก็เลยไม่เอาการเมือง

        ฟุตบอลกับการเมืองเหมือนกันตรงที่คือการทำให้คนมีความสุข ทำให้คนมารวมตัวกัน ทำให้คนรักเรา เพราะฉะนั้นฟุตบอลก็เป็นแนวโน้ม เหมือนแต่ก่อนโต๊ะสนุกเกอร์เต็มบ้านเมือง เพราะเรามี ต๋อง ศิษย์ฉ่อย แต่ก่อนเรามีมวย 5-6 โมงเย็น เวลาที่  สามารถ เขาทราย หรือแสนศักดิ์ ต่อย บางทีขึ้นบนเวทีมอบทองเป็นชั่วโมงยังไม่เสร็จ

          การเมืองคือการทำให้คนมีความสุขเมื่อมาเจอฟุตบอลที่มีคนชื่นชอบอยู่ทั่วประเทศ เป็นเรื่องทำธรรมดาที่ต้องตามใจประชาชน เพียงแต่ว่าถ้าเอาการเมืองมาใส่ในฟุตบอล การเมืองของไทยมันเป็นเรื่องของความได้เปรียบ เสียเปรียบ เป็นเรื่องแพ้-ชนะ มันลืมคำว่าเพื่อน ลืมคำว่า จริยธรรม คำว่ามิตรภาพไป เป็นเรื่องที่ความรู้ความสามารถ ความอดทนของผม มันไม่เหมาะกับการเมือง

 

ฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก

          ความสามารถทางกีฬาคนไทยมีอยู่ในสายเลือด ไม่ว่าจะเป็นอันดับโลกของแบตมินตัน ปิงปอง ว่ายน้ำ หรือฟุตบอล เรามีโอกาสทั้งนั้น มีแฟนบอลทีมชาติไทยอยู่ครึ่งค่อนประเทศ ในนัดสำคัญสนาม 40,000-50,000 ที่นั่งเต็มหมด ที่สำคัญก็คือระเบียบปฏิบัติในปัจจุบัน มันทำให้ฟุตบอลอาชีพในประเทศไทยเป็นอาชีพจริง ๆ สภาพสนาม การรักษาความปลอดภัย เทคนิคส่วนตัวต่าง ๆ เทคโนโลยีต่าง ๆ ประเทศอื่น ๆ เขาก็เดินเหมือนกัน

         ถ้าฟุตบอลไทยจะไปฟุตบอลโลกไปได้แน่นอน ตัวอย่างใกล้สุดเลยที่ไม่ได้ตัวสูงใหญ่คือญี่ปุ่น ระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต 2 อย่างนี้มันทำให้ญี่ปุ่นเข้มแข็งและยิ่งใหญ่ ทีมฟุตบอลหญิงเป็นแชมป์โลก โค่นเยอรมัน โค่นบราซิล สรุปคือโดยความรู้และศักยภาพแล้วไม่ได้แตกต่าง แต่ต้องการความจริงจัง วินัยเป็นเรื่องที่สำคัญ  ซึ่งตอนนี้เรามีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น  แต่ของเขามันมีอยู่ทั้งประเทศ

 

ความฝันสูงสุดในการทำทีมฟุตบอล

          ความฝันของผมคืออยากให้จังหวัดขอนแก่นมีทีมฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุภาพบุรุษ แฟนบอลมีคนยกย่องว่าเป็นเจ้าบ้านที่ดี อยากให้จังหวัดขอนแก่นเดินทางไปไหนมาไหนแล้เจ้าบ้านเขาบอกว่าเป็นทีมเยือนที่มีคุณภาพ เวลาเขาประกาศชื่อขอนแก่นแล้วเป็นที่น่าเกรงขาม แต่ยังอีกไกลครับ เพราะมีจังหวัดอื่น ๆ ที่มีงบประมาณ มีนักการเมือง มีอุตสาหกรรม ที่ต้องอาศัยฟุตบอลอีกเยอะแยะ แต่เราก็มาถึงจุดที่ว่า บุญรอด ขอนแก่นกล๊าส  บางกอกกล๊าส อุตสาหกรรมใหญ่ ให้ความสนใจในความเป็นสุภาพบุรุษของทีมเรา

          “ผมบอกว่าถ้าอยากได้ทีมนี้อย่าให้อยู่กับผมเลยท่านเอาไปหมดเถอะ ซื้อเอาไปทำทีมต่อ เขาก็บอกว่าถ้าจะทำทีมเอง ไม่ต้องมาหา ดร.กษม หรอก ส่งแข่ง T4 – T3  เองเลยก็ได้ แต่ที่ทำให้เราอยากมาอยู่กับคุณ เพราะอยากได้คุณ อยากได้โค้ชของคุณ อยากได้นักเตะของคุณ  อยากได้วัฒนธรรมของคุณ”

          ถ้าชีวิตคนคือการเดินทาง พวกเราคือนักเดินทาง ผมอาจจะไม่ได้เดินทางไกลไปต่างประเทศ ผมอาจจะมีความสามารถแค่ เดินทางไปถึงแค่กรุงเทพเท่านั้น แต่ระหว่างทางผมต้องทำหน้าที่ให้กับคนที่ผมรักและคนที่รักผม อย่างเต็มความรู้ความสามารถเล็ก ๆ นี้ นั่นก็คือฟุตบอลและการสอนหนังสือ จะไปถึงจุดหมายไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง ผลแพ้-ชนะ จะได้ขึ้นไทยลีกหรือไม่ได้ขึ้นไทยลีก จะชนะวันนี้ แพ้วันพรุ่งนี้  ไม่สำคัญเท่าสิ่งที่ทำในสนามทุก ๆ วัน ทุก ๆ สัปดาห์ นี่คือความฝันของผม

Facebook Comments