ในที่สุด… ออเจ้าก็จากไป

ในที่สุด… ออเจ้าก็จากไป

               ละครย้อนยุคหลังข่าวเรื่องบุพเพสันนิวาส ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2561 ที่ผ่านมาในสังคมไทย นับเป็นผลงานประยุกต์ศิลป์อีกชิ้นหนึ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมเป็นกระแสข้ามสู่สินค้าและบริการอื่นๆ กระตุ้นและเร้าให้เศรษฐกิจภายในประเทศเคลื่อนไหวตื่นตัวไม่น้อย ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับละครเรื่องนี้ อาทิเช่น รายได้ของผู้มีส่วนร่วม นักแสดง มีผู้เกี่ยวข้องในวงการละครและบันเทิงได้กล่าวถึงในสื่อต่างๆ ไว้บ้างแล้ว ภาครัฐเองก็ดูจะให้ความสนใจเนื่องจากละครทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกด้านการเศรษฐกิจต่อการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ การเข้าชมโบราณสถานสมัยอยุธยา อันเป็นฉากและยุคสมัยที่อ้างอิงตามท้องเรื่อง รวมไปจนถึงการเกิดกรณีวิพากษ์ด้านเนื้อหาละครทั้งในแง่บวกและลบ ซึ่งเกิดจากความแตกต่างในการเสพย์อรรถรสและเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่มีการอ้างถึงในเนื้อหาละครของผู้ชมที่มองประเด็นแตกต่างกัน เมื่อมีการเผยแพร่ใน social media ก็ยิ่งเป็นการกระพือความสนใจในสังคมจนเกิดอุบัติการณ์ออเจ้า ที่นักท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านถึงกับตั้งใจเดินทางมาเพื่อใส่ชุดไทยถ่ายภาพ และเข้าชมเสพย์บรรยากาศโบราณสถานในละคร

             ในความแตกต่างและหลากหลายของการตอบสนองต่อละครข้างต้น เราเห็นสิ่งหนึ่งในภาพรวมร่วมกันที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือความทรงพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากผลงานสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ไม่ได้ใช้องค์ความรู้จากห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์มาสร้างเป็นนวัตกรรม ไม่ได้ใช้เครื่องมือปฏิบัติการหรือผู้เชี่ยวชาญคิดค้นองค์ความรู้เทคโนโลยีใหม่ขึ้นในโลก อันเป็นสิ่งที่หลายๆ คนและหลายๆ หน่วยงานเชื่อกันว่าเป็นหนทางเดียวที่จะนำสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยในยุคสี่จุดศูนย์ จนเริ่มละเลยที่จะให้ความสนใจศาสตร์ทางสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ อันเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของผลงานสร้างสรรค์หรือละครเรื่องนี้

            ในด้านการออกแบบสินค้าและบริการ การใช้เรื่องราวและองค์ประกอบของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในอดีตมาเป็นแรงบันดาลใจและองค์ประกอบสำคัญนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ การออกแบบแนวย้อนยุคหรือ retro design มีให้เห็นมามากมายทั้งในด้านงานออกแบบผลิตภัณฑ์ งานออกแบบสื่อ งานออกแบบบริการ จนถึงการออกแบบประสบการณ์ หากแต่ผลงานในแนวทาง retro design ส่วนใหญ่มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มเล็กๆ ที่สนใจในประวัติศาสตร์ของบางสิ่ง หรือเรื่องราวในอดีตบางเรื่อง ดังนั้นงาน retro design ที่ไม่ใช่งานสื่อสารสาธารณะ แม้จะเกิดขึ้นแล้วมากมายแต่ก็ขาดพลังในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับภาพรวมระดับชาติ เพราะแต่ละผลงานล้วนมุ่งตอบสนองลูกค้าเฉพาะที่แตกต่างกันในยุคสมัย กลุ่มเป้าหมาย และประเด็นที่นำมาสร้างเป็นจุดขายหรือจุดสนใจ การนำแนวทาง retro design มาทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนระดับประเทศจึงจำเป็นต้องมีเจ้าภาพกำหนดโจทย์ที่มีกรอบของต้นทุนประวัติศาสตร์หรือต้นทุนวัฒนธรรมกลุ่มเดียวกัน และกำหนดแผนการสนับสนุนผลงานสร้างสรรค์สินค้าและบริการในกรอบนี้อย่างต่อเนื่องและชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้สร้างสรรค์สินค้าและบริการ เพราะงาน retro design ไม่ใช่เพียงการลอกรูปแบบ ลอกลวดลาย ลอกตำรับอาหาร หรือลอกทุกสิ่งจากอดีตมาทำซ้ำใหม่เหมือนๆ เดิม แต่ต้องอาศัยต้นทุนเวลาและความรู้ในการสืบค้น วิเคราะห์ และสังเคราะห์สิ่งใหม่ขึ้นมาจากฐานคุณค่าและองค์ประกอบวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ นำมาออกแบบสู่นวัตกรรมสินค้าและบริการใหม่ ที่ตอบ lifestyle ชีวิตประจำวันของลูกค้าปัจจุบันและอนาคตได้จริง ไม่ใช่ผลิตของที่ระลึกจากอดีตให้เป็นของฝากที่ใช้งานไม่ได้ หรือเป็นส่วนเกินที่ปราศจากประโยชน์ใช้สอย

            มองย้อนอดีตกลับไปที่ละครแดจังกึมของประเทศเกาหลี ที่ถูกนำเข้ามาออกอากาศในประเทศไทยเมื่อราวปี พ.ศ. 2548 หรือราวๆ 13 ปี ก่อนละครบุพเพสันนิวาสเป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบ เราจะพบความคล้ายคลึงกันในประเด็นสำคัญคือเป็นละครความรัก ที่มีการอ้างอิงเนื้อหาในประวัติศาสตร์ มีตัวละครสำคัญเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์อยู่ในการดำเนินเรื่อง มีฉากที่ผูกโยงกับเมืองหรือโบราณสถานอันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน อีกทั้งยังนำวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต ในที่นี้คือตำรับอาหารทั้งที่เป็นสูตรโบราณและทั้งที่เป็นอาหารธรรมดาทั่วไปของประเทศมาร่วมสร้างสีสันให้ให้ผู้ชมได้ร่วมระลึกถึง สนใจ จนถึงขั้นโหยหาที่จะได้ชิมและลิ้มรสเมนูต่างๆ ในเนื้อหาที่ละครนำเสนอ หลังจากละครแดจังกึมประสบความสำเร็จในการสร้างกระแสคลั่งไคล้วัฒนธรรมเกาหลีในกลุ่มวัยรุ่นในหลายๆ ประเทศทั่วเอเซียที่มีการนำละครไปออกอากาศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศไทย ความคลั่งไคล้วัฒนธรรมเกาหลีนี้ต่อยอดไปที่ธุรกิจบันเทิง ดนตรี บอยแบนด์ แม้กระทั่งร่วมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวก และทำให้ธุรกิจอื่นๆ เช่นเทคโนโลยี ยานยนต์ เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นในตลาดสากล ภายใต้คุณค่าภาพลักษณ์ร่วมของความ made in KOREA เบียดขึ้นมาเทียบเคียงเจ้าตลาดเดิมในยุคสิบกว่าปีก่อนนั้นคือ made in JAPAN ได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งแซงขึ้นไปอยู่ในระดับที่มี image เหนือกว่าได้อย่างชัดเจน เช่นธุรกิจเพลงและวงการบันเทิงที่เห็นได้ในกลุ่มวัยรุ่นไทย และยังสามารถคงความภักดีต่อกระแสนิยมเกาหลีอันเป็นเสมือน brand loyalty ได้อย่างมั่นคงจนถึงทุกวันนี้ ที่แม้จะมี BNK48 อันเป็นเครือข่ายญี่ปุ่นเข้ามารุกตลาดอีกครั้งเพื่อชิงตำแหน่งคืน แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่สามารถดึงวัยรุ่นไทยในภาพรวม ณ ปัจจุบันให้กลับไปคลั่งไคล้ธุรกิจบันเทิงแนวญี่ปุ่นได้เช่นในอดีตเมื่อสิบกว่าปีก่อน

           พลังในการสร้างความนิยมเกาหลีของละครแดจังกึมนั้น อาจนับได้ว่าเป็นหนึ่งในตำนานของการใช้ธุรกิจบันเทิงกรุยทางให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สินค้าและบริการ ของประเทศเกาหลีสู่เวทีเอเซียและสากล ละครบุพเพสันนิวาสของไทยโดยลำพังของผู้สร้างสรรค์คงไม่สามารถไปถึงจุดของการสร้างความนิยมไทยหรือ made in THAILAND ในระดับนั้นได้หากปราศจากความร่วมมือกันของธุรกิจสินค้าและบริการอื่นๆ ภายในประเทศ ทั้งในระดับของการสร้างความนิยมไทยภายในประเทศเอง จนถึงการส่งออกความนิยมไทยสู่ตลาดสินค้าและบริการในโลกสากล การผลิตสินค้า การจัดการเครือข่ายบริการ ในรูปแบบของการตามกระแสหรือโหนกระแสละครบุพเพสันนิวาสที่ผ่านมาเกิดขึ้นบ้างอย่างประปรายแบบตัวใครตัวมัน ขาดการสร้างความร่วมมือเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันของแต่ละธุรกิจ ขาดการสนับสนุนให้ประยุกต์เสน่ห์ความเป็นไทยในอดีต วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตโบราณให้สอดคล้องกับ lifestyle ที่เป็นชีวิตประจำวันของปัจจุบัน นักออกแบบ นักธุรกิจและนักลงทุนแม้จะมีไอเดียด้านสินค้าและบริการ ในการนำประเด็นย้อนยุคความเป็นไทยอยุธยาหรือยุคอื่นๆ มาเป็นจุดขาย แต่เมื่อเห็นว่าละครจบลงแล้ว และไม่มีใครเป็นผู้นำที่สามารถให้ความมั่นใจได้ว่าจะมีนโยบายสนับสนุนต่อเนื่องกับธุรกิจที่นำต้นทุนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมาเป็นแนวทาง สุดท้ายแล้วกระแสนิยมไทยอันร้อนแรงที่ถูกจุดขึ้นโดยบังเอิญจากละครเรื่องนี้ ก็คงจะเป็นไฟไหม้ฟางที่หมดเปลวลงอย่างรวดเร็วและดับไปอย่างน่าเสียดาย

—————

บทความโดย ชลวุฒิ พรหมสาขา ณ สกลนคร อาจารย์ประจำหลักสูตรการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  ม. ขอนแก่น

 

 

Facebook Comments