เปิดปมลับ “ชู้สาว”หรือ“ผลประโยชน์” สั่งฆ่าปลัด อบจ.ขอนแก่น

“น้ำหนักของประเด็นจะถูกปล่อยออกมาเป็นระยะๆว่าเป็นเรื่อง “ส่วนตัว” จะเป็นข่าวลวงหรือข่าวจริงก็ยังไม่สามารถสรุปได้ แต่ประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามไปคือผลประโยชน์ในอบจ.ขอนแก่น”


………………………..
การสังหารนายสุชาติ โคตรทุม ปลัดอบจ.ขอนแก่น
นับว่าเป็นคดีสะเทือนขวัญไปทั้งประเทศ โดยเฉพาะที่จังหวัดขอนแก่น
ที่ถือได้ว่าไม่เคยมีคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับนักการเมือง
ข้าราชการระดับสูงและผู้กว้างขวางมานานมาก
จนส่วนหนึ่งก็กลายเป็นความภาคภูมิใจของคนขอนแก่น
ที่ภาพลักษณ์ของจังหวัดคือ ไม่มี “เจ้าพ่อ” หรือ “ผู้มีอิทธิพล”

เหตุการณ์ครั้งนี้หากบุคคลที่อยู่เบื้องหลังไม่ถูกจับกุมมาดำเนินคดีทางก
ฎหมาย
ก็อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มของการประกาศสงครามของบรรดาผู้มีอิทธิพล
ในพื้นที่
ที่ไม่อาจยอมให้ฝ่ายของตนเองมาถูกกระทำฝ่ายเดียวเป็นแน่แท้เพราะนี่
ถือ…ว่าเป็นการหยามศักดิ์ศรีกันอย่างมากของคนในวงการ“นักเลง”

มือทำงานประสานประโยชน์
นายสุชาติ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนกับเป็น “พ่อบ้าน”
ของอบจ.ขอนแก่น ที่ดูแลงบประมาณต่างๆ ให้กับบรรดา ส.อบจ.
และนักการเมืองระดับชาติ ตลอดจนผู้มีอิทธิพลในจังหวัดได้อย่าง
“ลงตัว” ได้รับเสียงชื่นชมจากบรรดาบุคคลที่เข้ามา “คอนแท็ค” ด้วยว่า
เป็นคนตรงไปตรงมาถ้าจบก็คือจบ ไม่เคยมีปัญหาว่า “เบี้ยว”
แต่ไม่ได้ก็คือ “ไม่ได้” ตั้งแต่แรกไม่ได้เพราะอะไรถือว่า“แฟร์”

นายสุชาติ จึงถือได้ว่าเป็น “มือทำงาน” ที่นายพงษ์ศักดิ์
ตั้งวานิชพงษ์ นายกอบจ.ขอนแก่น
คนปัจจุบันให้ความวางใจเป็นอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ตรงนี้
และไม่เคยลงไปก้าวก่าย ในขณะเดียวกัน นายสุชาติ
ก็ทำงานโดยรู้บทบาทของตนเองโดยให้เกียรตินายพงษ์ศักดิ์
“นายว่าไงก็เอาตามนั้น”
ความสัมพันธ์ ในเชิงการบริหารจึงค่อนข้างเป็นที่ยอมรับ
จากบรรดาสอบ.จ.และบรรดานักการเมืองที่เอางบประมาณต่างๆ
มาฝากผ่านอบจ.ขอนแก่น ว่าไม่เคยมีปัญหา “งบแตก”
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสข่าวที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกั
บนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.กระทรวงศึกษาธิการ คนปัจจุบัน
ตั้งแต่ครั้งนายเสริมศักดิ์เป็นผู้ว่าฯขอนแก่น
การเมืองยุคนี้ของจังหวัดขอนแก่นต้องบอกว่า
ไม่มีใครเทียบบารมีกับนายเสริมศักดิ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เพราะใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างมากกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ
จะว่าไปแล้วคือ การเมืองทุกขั้วในด้านการจัดการผลประโยชน์ถือว่า
ยิ่งกว่า“จอมยุทธ์” ถึงขั้นต้องเรียกว่า “เซียน”
นอกจากนี้ยังมีภรรยา คือ นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช
อดีตสว.ขอนแก่น ที่สนิทชิดเชื้อกับนักข่าวหรือพิธีกรดังๆ ในกรุงเทพฯ
ด้วยภาพลักษณ์ และบทบาทของการเป็นนักรณรงค์เรื่อง
“เมียหลวงเมียน้อย” ใกล้ชิดกับสื่อท้องถิ่นทั้งที่เป็นท้องถิ่นจริงๆ
หรือเป็นท้องถิ่นและทำงานให้กับค่ายส่วนกลาง ตลอดจน “ลูกชาย”
ตอนนี้ก็เป็นดาวรุ่งส.ส.ขอนแก่นที่น่าจะมีอนาคตยาวไกล

เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช คือ “ต้นแบบ”
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจในจังหวัดขอนแก่น ระบุว่า
นายสุชาติ ถือได้ว่า เป็นศิษย์หัวแก้ว หัวแหวนของนายเสริมศักดิ์
พงษ์พานิช ตั้งแต่ครั้งเป็นผู้ว่าฯขอนแก่น
โดยจะเรียกว่านายเสริมศักดิ์และนางระเบียบรัตน์ว่า
“พ่อเสริมฯและแม่แดง” อย่างสนิทปาก งานวันเกิด ปีใหม่

ก็พบเห็นนายสุชาติอยู่บ้าน “พ่อเสริมกับแม่แดง” ทุกครั้ง
แม้กระทั่งเช้าวันตายนายเสริมศักดิ์ก็ยังเดินทางไปที่เกิดเหตุเป็นรายแรก

“นายสุชาติเอาท่านเสริมศักดิ์ เป็น
“ไอดอล”ลอกเลียนแบบบุคลิกและการจัดการต่างๆ มาจากท่านเสริมศักดิ์
ทุกเรื่องทำอย่างไรไม่เกิดปัญหา แต่อาจจะขาดเรื่องความนุ่มนวล สุภาพ
และลูกล่อลูกชน ระหว่างที่นายสุชาติเป็นรองปลัดอบจ.ขอนแก่น
ก็ได้ครูดีคือ
ปลัดฯคนที่แล้วครอบครูด้านการบริหารให้วิทยายุทธ์จึงครบเครื่อง”
เมื่อเป็นเช่นนี้ ปมเงื่อนการสังหาร ที่ถูกทิ้งน้ำหนักลงไปอย่างมาก
จนเหมือนจะทำให้เรื่องอื่นๆ แทบไม่ได้มีการหยิบมาพิจารณาประกอบ
ด้วยข้อมูลที่ได้รับในเบื้องต้นของ จากคนใกล้ชิดทั้งหมด
กระทั่งนายเสริมศักดิ์ หรือแม้แต่ภรรยาของนายสุชาติเองสรุปตรงกันว่า
เป็นเรื่อง“ชู้สาว”
ทั้งนี้เพราะเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า
นายสุชาติมีรสนิยมเรื่องผู้หญิงที่หลากหลาย
และเขาเองที่เป็นคนเปิดปากเล่าด้วยลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ค่อนข้างโผง
ผาง เปิดเผย บางครั้งคน “หมั่นไส้” ก็จะมองออกไปในลักษณะว่า “ขี้คุย”
แต่ทั้งหมดก็เป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะรสนิยมผู้หญิงระดับนางงาม
เรื่องนี้ ภรรยาของนายสุชาติ
เคยขอเข้าพบและขอคำปรึกษาปัญหากับ นายกฯพงษ์ศักดิ์
แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือหรือเกี่ยวข้องอะไรได้
เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว
ประเด็นเรื่องส่วนตัว หรือ ชู้สาว
จึงถูกทิ้งน้ำหนักไว้อย่างมากดังที่กล่าวไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
มีกระสุนนัดหนึ่งถูกยิงเข้าใส่ใกล้อวัยวะเพศ แต่อย่างไรก็ตาม
ก่อนหน้านี้ผู้สันทัดกรณีรายหนึ่งให้ความเห็นไว้ 4 ประเด็นคือ
1.แค้นเรื่องชู้สาว 2. พลาดเพราะตอนโดนนัดแรกผู้ตายทรุดลง หรือ
3.อาจเป็นความจงใจการเบี่ยงเบนประเด็นเนื่องจากรู้ข้อมูลส่วนตัวของ
ปลัดฯสุชาติเรื่องผู้หญิง

และข้อสุดท้ายคือ 4.ปืนที่ใช้ยิงเป็นขนาด 9 ม.ม.
ไม่ใช่ของมืออาชีพ
จึงไม่สามารถจะควบคุมวิถีการยิงได้เต็มที่จึงพลาดเป้า
ซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิถีกระสุนวินิจฉัย ตอนผ่าศพพิสูจน์ปัญหาคือ
ขอนแก่นมีมือขนาด “หมอควินซี่” หรือเปล่า ว่าเป็นบาดแผลนัดที่เท่าไร
ถ้าเป็นนัดแรกแสดงว่าตั้งใจยิงเพราะแค้น

ขาใหญ่ภาคใต้ของาน
อย่างไรก็ตามยังมีบางประเด็น ที่แหล่งข่าวใกล้ชิด อบจ.บอกว่า
ตำรวจอาจจะยังไม่มีข้อมูล คือ ประเด็นผู้รับเหมาจากภาคใต้
เข้ามาขอพบนายสุชาติ เพื่อของาน แต่เนื่องจาก อบจ.ขอนแก่น
ไม่มีโครงการใหญ่เกินสองล้าน
เพราะได้ทำการซอยโครงการให้เล็กลงเพื่อความสะดวกในการจัดซื้อจั
ดจ้าง ดังนั้นการฮั้วงานในโครงการขนาดใหญ่ๆ แบบจังหวัดอื่นๆ
จึงไม่ค่อยมี
นายสุชาติ จึงได้บอกปฏิเสธไป
แต่ในการพบปะกันคราวนั้นก็ได้มีการขึ้นเสียงต่อว่าต่อขานกันเสียงดัง
และมีการคำอาฆาตมาดร้ายกันไว้มีเจ้าหน้าที่หลายคนภายในอบจ.ขอน
แก่น ได้ยินหากมีการสอบสวนหน้าห้องก็น่าจะรู้และวงจรปิดในอบจ.
ก็มีพอจะทราบว่าเป็นใคร
จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ตำรวจจะตามไปแกะรอยคลี่คลายปมการสอบสวนออกมาตรวจสอบพิจารณา
ประเด็นน่าสนใจอีกกรณี และเรื่องนี้ ดร.พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชพงษ์
ถึงขนาดเรียกนายสุชาติ มาเตือน
คือกรณีการเข้าประชุมสัมมนาสมาพันธ์นายกอบจ.ทั่วประเทศ เมื่อวันที่
30 เมษายน ที่ผ่านมา นายสุชาติ
ได้เดินทางไปร่วมประชุมแทนนายกฯพงษ์ศักดิ์ และในฐานะปลัด อบจ.
โดยนายสุชาติ ได้ไปแสดงบทบาท ในลักษณะ “ของขึ้น” ในห้องประชุม
คราวนั้น ผ่านไมค์โครโฟนว่า “นายกอบจ.ทั่วประเทศน่าที่จะสามัคคีกัน
ไม่ควรกัดกันเอง”

ท่วงทำนองและภาษาในการสื่อสารออกไปดังกล่าว
ทำให้ถูกประท้วงอย่างรุนแรงจาก นายกอบจ.คนหนึ่ง
ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ว่า “ท่านปลัดฯท่านใหญ่มาจากไหน
จึงมาพูดหม(…)ๆแบบนี้”
บานปลายออกไปจนถึงขนาดไล่นายสุชาติออกจากห้องประชุมและยังมี
การกล่าวคำอาฆาตมาดร้ายกันไว้ด้วย
“กรณีนี้มีคนมาฟ้องนายกฯ จนทำให้ต้องเรียกนายสุชาติ
มาคุยเพื่อให้ลดความห้าวลงบ้าง ซึ่งนายสุชาติก็ได้กล่าวชี้แจง
ในวันที่มีการประชุมข้าราชการอบจ.ประจำเดือนปลัดฯสุชาติก็ยอมรับเอ
งว่า เขาเป็นคนปากหม(…) อาจมีคนเกลียด
แต่ยังติดตลกว่าไม่เคยกลัว”แหล่งข่าวระบุ

ตำรวจเดินหน้าแกะปม
ด้านการสอบสวนของตำรวจเริ่มจากการตั้งข้อสันนิษฐานว่า
มือปืนเป็นมืออาชีพหรือไม่ จึงได้มีการตรวจสอบวิถีกระสุนในที่เกิดเหตุ
และในร่างของนายสุชาติผู้ตาย พบว่า มีกระสุนปืนทั้งหมด 2 ชนิด คือ
9 มม. และ .357 กระสุนที่ยิงเข้าถูกร่างของนายสุชาติมีทั้งหมด 10 จุด
ประกอบด้วยบริเวณนิ้วมือด้านซ้าย 1 จุด แขนขวา 2 จุด แก้มขวา 1
จุด เอวด้านหลัง หน้าอกด้านซ้าย 1 จุด ท้ายทอย 1 จุด ใต้รักแร้ 1 จุด
และที่ก้น 2 จุด โดยมีกระสุนฝังในร่าง 5 นัด และตกในที่เกิดเหตุ 5 นัด
จากการวิเคราะห์ลักษณะการใช้อาวุธ
และกระสุนที่อยู่ในร่างของนายสุชาติตามจุดต่างๆ
ทำให้ทีมสืบสวนสรุปว่า
เป็นมืออาชีพเพราะมีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธเป็นอย่างดี
การดำเนินการหารายละเอียดของทีมสอบสวน
อีกทีมหนึ่งได้นำเอากล้องวงจรปิดที่อยู่ในบ้านของนายสุชาติผู้ตาย
ที่ติดไว้ใต้หลังคา 2 ตัว มาตรวจสอบ
ประกอบกับกล้องวงจรปิดในจุดต่างๆที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุทำให้เห็นกลุ่มค
นร้ายและรถยนต์ของคนร้ายที่ใช้ก่อเหตุอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีพยานบุคคลสำคัญที่เห็นเหตุการณ์
ได้เข้าพบตำรวจหลังข่าวปรากฏให้การว่า เขาอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ

เพราะไปถ่ายทำวิดิโอย่านนั้น
และเห็นผู้ต้องหากลุ่มนั้นไปวนเวียนก่อนก่อเหตุ และระบุว่า
หากเห็นคนร้ายอีกครั้งหนึ่ง สามารถจดจำได้อย่างขัดเจน
เมื่อตำรวจได้ภาพจากกล้องวรจรปิดมาเปิดให้พยานดูจึงทำให้ทราบทัน
ทีว่า มือปืนรายนี้เป็นใคร
ทีมสอบสวนจึงได้ตัดสินใจขออนุมัติศาลเพื่อออกมาหมายจับในเวลาประ
มาณ 3 ทุ่มของวันที่ 5 พฤษภาคมและรายงานการจับกุมผู้ต้องหารายนี้
ถูกรายงานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ
ศรีวรขาน รองผบ.ตร.ได้เดินทางมาเปิดแถลงข่าวการจับกุมด้วยตนเอง
เนื่องจากถือว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์

ออกหมายจับ3ผู้ต้องหาชุดแรก
คดีเริ่มคลี่คลายเพิ่มขึ้นเมื่อมีการจับกุมผู้ต้องหารายแรก
ที่ตำรวจดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ต้องยอมรับว่า
เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ทีมสืบสวนสอบสวนที่บัญชาการ
โดยพล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร รองผบช.ภาค 4
นายตำรวจที่คุมพื้นที่ขอนแก่นมายาวนาน
รู้ตื้นลึกหนาบางของคนในวงการต่างๆของจังหวัดขอนแก่นเป็นอย่างดี
ทั้งนี้โดยใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน โดยเหตุเกิด วันที่ 3
พฤษภาคม เวลาประมาณ 07.15 นาที และสามารถออกมาจับผู้ต้องหา
3 ราย ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
โดยผู้ต้องหารายแรกถูกจับกุมตัวได้และนำมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชน
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม คือ ดต.วีระศักดิ์ ชำนาญพล
ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม ประจำสภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น
ตำรวจได้ควบคุมตัว ดต.วีระศักดิ์
ได้ขณะเดินทางอยู่กับครอบครัวที่จังหวัดสกลนคร
จึงได้มีการนำตัวมาสอบสวนที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร
ภาค 4 โดยเขาจำต้องยอมเปิดปากรับสารภาพว่าตนเอง
เป็นผู้ชี้เป้าในปฏิบัติการครั้งนี้และให้การซัดทอดไปว่า

มือสังหารที่แท้จริงนั้น เป็นผู้ต้องหารายที่ 2
ที่ตำรวจได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับไปแล้วคือ พ.ต.ท.สมจิตร
แก้วพรม รองผกก.ป.สภ.หนองเรือ ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืน 357
ยิงเข้าใส่ผู้ตาย และผู้ต้องหารายที่ 3 ที่ตำรวจได้ออกหมายจับเพิ่มเติม
คือนายประพันธ์ ศรีพิลัย ชาวอ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ ซึ่งถูกซัดทอดว่า
เป็นผู้ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงใส่ร่างของนายสุชาติ
การยอมเปิดปากสารภาพของ ดต.วีรศักดิ์นั้น
เนื่องจากจำนนต่อหลักฐานที่ตำรวจได้นำมาแสดงในวันเกิดเหตุ
เป็นกล้องวงจรปิดจำนวน 2 ตัว ที่อยู่ใต้หลังคาบ้านของนายสุชาติผู้ตาย
กล้องวงจรปิดของร้านอาหารแห่งหนึ่งบนถนนกสิกรทุ่งสร้างที่ปรากฏภา
พของกลุ่มมือปืนทั้งหมดอย่างชัดเจน
พยานหลักฐานทั้งหมดจึงนำไปสู่การแกะรอยหาผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ขณะที่เขียนรายงานชิ้นนี้ ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมพ.ต.ท.สมจิต
แก้วพรม รองสวป.หนองเรือ ผู้ต้องหารายที่ 2 ที่ถูกระบุว่าเป็น
“มือสังหาร” ที่แท้จริงได้ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติของที่มาของ
ตำรวจทั้ง 2 นาย ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้
แม้แต่ตำรวจจะยังไม่ยอมเปิดเผย แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลแล้ว
ได้เชื่อมโยงกับนักการเมืองชื่อดังคนหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น ว่า
จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสาเหตุการตายของปลัดสุชาติหรือไม่

ผู้ต้องหาคนนักการเมือง
ดต.วีระศักดิ์นั้น เดิมรับราชการอยู่ที่ สภ.หนองหิน จ.เลย
เพิ่งจะย้ายมาประจำที่ สภ.หนองเรือ ได้ไม่นาน เช่นเดียวกับ
พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม ที่เดิมรับราชการอยู่ที่ สภ.โพธิ์ทอง จ.ร้อยเอ็ด
ก็เพิ่งจะย้ายมารับตำแหน่งรองผกก.ป.หนองเรือ
ได้ไม่ถึงปีด้วยบารมีของนักการเมืองรายนี้
เมื่อสืบค้นลึกลงไปพบว่า
ตำรวจทั้งสองนายนั้นมีประวัติไม่ใคร่ดีนัก โดยรายแรกดต.วีระศักดิ์
เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับไม้เถื่อน เช่นเดียวกับพ.ต.ท.สมจิตร
นั้นร้ายแรง ถึงขนาดเคยถูกให้ออกจากราชการมาแล้ว

แต่ในที่สุดก็สามารถต่อสู้จนหลุดคดี
และทำเรื่องขอกลับเข้ามารับราชการได้อีกครั้ง
ไม่มีใครรู้ว่า
เป็นการใช้กำลังภายในของใครที่ทำคดีนี้หลุดออกมาได้
แต่เขาติดตามนักการเมืองคนนี้มาตั้งแต่ยังมียศเพียงร้อยตำรวจโทหรือร้
อยตำรวจเอกเท่านั้น
ซึ่งใครก็ตามที่มีส่วนช่วยให้เขาหลุดจากคดีและกลับเข้ามารับราชการใ
หม่ได้ ย่อมเป็นบุญคุณที่พร้อมตอบแทน
แม้ต้องแลกด้วยชีวิตหรืออนาคตของตนเอง
เพราะชีวิตของเขานั้นเสมือนตายแล้วได้เกิดใหม่
เมื่อกลับมารับราชการใหม่
ก่อนย้ายมาเป็นรองผกก.ป.สภ.หนองเรือ พ.ต.ท.สมจิตร
มีตำแหน่งเป็นสารวัตร ฝ่ายอำนวยการของสภ.โพธิ์ทอง หลายคนเชื่อว่า
เป็นเพราะมาจากการสนับสนุนของนักการเมืองคนหนึ่ง
ที่กำลังพยายามสยายปีกเบ่งบารมีของตนเองให้เติบโตในเส้นทางการเมื
องขอนแก่นและระดับชาติ
ยังไม่มีการรายงานว่า มูลเหตุของการสังหารนายสุชาติครั้งนี้
เกิดจากอะไร แม้จะมีการออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว 3 ราย
เป็นตำรวจ 2 ราย บุคคลธรรมดา 1 ราย และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้
1 ราย เพราะตำรวจยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดออกมา
ทว่า…น้ำหนักของประเด็นจะถูกปล่อยออกมาเป็นระยะๆ
ว่าเป็นเรื่อง “ส่วนตัว” จะเป็นข่าวลวงหรือข่าวจริง
ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ แต่ประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามไปคือ
ผลประโยชน์ในอบจ.ขอนแก่น
ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานปมเงื่อนต่างๆก็จะถูกแกะออกมาคลี่ให้เห็นแน่นอน

……………………………..

“ผ่านไปเพียงไม่กี่วันงบประมาณ 200 ล้านที่ค้างอยู่
ก็ถูกโอนเข้าอบจ.ขอนแก่นทันที

ว่ากันว่าเป็นของนักการเมืองคนหนึ่งฝากมา
เป็นที่ตะลึงงงงันของนักล็อบบี้นักวิ่งงบประมาณทั้งหลาย”
หัวเรื่อง- เปิดวิธีงบประมาณอบจ./ปมเงื่อนงบ200ล้าน)
ลองมาพิจารณาเรื่องระบบงบประมาณของอบจ.ขอนแก่นที่อาจทำให้เห็
นภาพบางอย่างเพิ่มเติม 3 ปี ย้อนหลังกลับไป
งบอบจ.ขอนแก่นได้รับเฉลี่ยจะมีปีละประมาณ 1,400 ล้านบาท
(หนึ่งพันสี่ร้อยล้านบาท) เป็นงบปกติตามข้อบัญญัติงบประมาณ 800
ล้านบาท (แปดร้อยล้านบาท)
เป็นงบอุดหนุนกรณีพิเศษ
จากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทย
โดยคณะกรรมการกระจายอำนาจ อีกปีละประมาณ 600 ล้านบาท
(หกร้อยล้านบาท)แต่ละอบจ.จะได้ไม่เท่ากันเพระเป็นการจัดสรรงบประ
มาณกรณีพิเศษขึ้นอยู่กับความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละท้องถิ่นนั้น
นี่….เป็นหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณตามระเบียบทางราชการ
แต่ในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริง ที่รับรู้ในวงการนักวิ่งเต้นงบประมาณ คือ
เป็นการจัดสรรงบประมาณตามสัดส่วนของจำนวนส.ส.ของแต่ละจังหวัด
โดยส.ส.เขตจะได้รับการจัดสรรคนละ 20 ล้านบาท
ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ได้คนละ 10 ล้านบาท รัฐมนตรีได้คนละ 100
ล้านบาท
และจัดสรรให้ส.ส.ทุกพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล
และดำเนินการเช่นนี้เป็นประเพณีปฏิบัติมาทุกยุคทุกสมัย
งบประมาณก้อนนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 150,000 ล้านบาท
(หนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาท) เป็น
งบอุดหนุนส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
โดยคณะกรรมการกระจายอำนาจ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน
อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเลขานุการโดยตำแหน่ง
และยังมีตัวแทนองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและข้าราชการระดับสูงเข้าร่
วมเป็นกรรมการโดยจัดแบ่งงบประมาณเป็น 3 ประเภท

1.งบประมาณอุดหนุนทั่วไป
โดยมีวิธีจัดสรรหารหัวเฉลี่ยประชากรงบประมาณนี้
จะปรากฏอยู่ในข้อบัญญัติงบประมาณในหมวดงบอุดหนุนทั่วไปของงบ
อบจ.
2. งบอุดหนุนตามภารกิจ ซึ่งจะมีการจัดสรรตามภารกิจของ
อบจ.ที่ถ่ายโอนมาจากหน่วยงานราชการอื่น เช่น ภารกิจด้านการศึกษา
ภารกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานถนน อาคาร
ที่ได้รับภารกิจถ่ายโอนมาจาก รพช. และโยธาธิการเดิม
3.งบอุดหนุนเฉพาะกิจกรณีเร่งด่วน
การจัดสรรงบประมาณเปิดกว้างขึ้นอยู่กับ อบจ. แต่ละ อบจ.
เสนอโครงการที่มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนของประชาชนก็สามารถไ
ด้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว
งบประมาณตามข้อที่ 3 นี้แหละที่อบจ.ขอนแก่น
ได้รับการจัดสรรปีละ 600 ล้านบาท (หกร้อยล้านบาท)
เป็นงบประมาณจำนวนมากอันดับต้นๆของประเทศ
ที่ได้รับการจัดสรรงบในกรณีพิเศษนี้ หากจะวิเคราะห์นับรวมเอางบ ส.ส.
คนละ 20 ล้านบาท ส.ส.ขอนแก่นมี 11 คนและ สส.บัญชีรายชื่อ 3
คนละ 10 ล้านบาท ก็ 250 ล้านบาท เท่านั้น
อีก 350 ล้านบาท มาจากไหน จึงเป็นประเด็นน่าติดตาม
ในวงการวิ่งเต้นระบบงบประมาณเป็นที่รู้กันว่า
หากเอางบประมาณมาฝากไว้ที่อบจ.ขอนแก่น
แล้วรับรองได้รับเงินทอนได้คืนร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีปัญหา
ในวงการผู้รับเหมาเป็นที่รู้กันว่า อบจ.จังหวัดไหนการเมืองไม่นิ่ง
ส.ส. ในจังหวัดนั้นก็จะเอาโควตาที่ได้รับงบประมาณมา “ขายทิ้ง”
ไปให้พื้นที่จังหวัดอื่น โดยมีค่าจ่ายเป็นเงินทอน 10% ถึง 20%
ของงบประมาณ จึงไม่แปลกอะไรที่
อบจ.ขอนแก่นจะได้งบประมาณจากการจัดสรรประเภทนี้ 300-
400ล้านบาท ทุกปี
(เสี่ยด.ขาใหญ่ขอนแก่น)

แหล่งข่าวระบุว่า ขอนแก่นจะมีขาใหญ่ที่เป็น “ล็อบบี้”
ใกล้ชิดนักการเมืองใหญ่นามแฝงชื่อย่อ “เสี่ย ด.”
เป็นคนระดมเงินสดจากผู้รับเหมารายเล็กรายน้อยไปตั้งโต๊ะรับซื้องบดัง
กล่าวที่สโมสรรัฐสภา “เสี่ย ด.”ผู้นี้เก่งฉกาจนักไม่ว่ารัฐบาลยุคไหน
“เสี่ยด.” ได้มาทั้งนั้น แม้แต่ยุค คมช.ของรัฐบาลสุรยุทธ์ “เสี่ย ด.”
คนนี้ก็ยังไม่พลาด
เมื่อได้งบประมาณมาแล้วก็จัดทำโครงการให้ถูกต้องตามระเบียบในการ
จัดสรรงบประมาณตั้งแต่แต่งเรื่องให้ชาวบ้านขอร้องโครงการนั้น
มาไม่ว่าถนน ไม่ว่าขุดลอก
ล้วนแต่ทำถูกขั้นตอนตั้งแต่จัดฉากทำต้นเรื่องให้เห็นความจำเป็นจากกา
รใช้งบจากระดับหมู่บ้านมา อบต. จาก อบต. มาอำเภอ จาก อำเภอ ถึง
อบจ. เมื่อถึงอบจ.แล้ว อบจ. ไม่มีงบประมาณ ก็ทำหนังสือถึงจังหวัด
จังหวัดก็ส่งไปที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกระทรวงมหาดไท

กระทรวงมหาดไทยก็เอาเข้าวาระการพิจารณาของคณะกรรมการการก
ระจายอำนาจเพื่อจัดสรรงบประมาณ เมื่อจัดสรรงบประมาณมาถึง อบจ.
แล้วก็ทำพิธีจัดซื้อจัดจ้าง
เป็นที่น่าแปลกใจตรงที่ว่าขอนแก่นนั้น
แต่ละโครงการจะมียอดงบประมาณไม่เกิน 2 ล้านบาท
ทั้งนั้นการจัดซื้อจัดจ้างเลยเป็นวิธีสอบราคา
ซึ่งง่ายต่อการจัดสรรโครงการให้ผู้รับเหมาเงียบเชียบไร้ข้อขัดแย้งลงตัว
ดมมือ “เสี่ย ด.” แล้วไร้กลิ่นคาวเลือด ประเด็นนี้ถูกตัดไป
(นายกฯมิเตอร์เยส/ปลัดมิสเตอร์โอเค)
หันมาดูงบภายใน อบจ. 800 ล้านบาท ที่จัดสรรให้ ส.จ.
แต่ละคนปีละ 7 ล้านบาท รองนายกอบจ. คนละ 10 ล้านบาท
ที่ปรึกษาเลขาอบจ. คนละ 5 ล้านบาท
รวมเบ็ดเสร็จงบที่ถูกจัดสรรให้กับผู้มีตำแหน่งทางการเมืองใน
อบจ.ขอนแก่น 300 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีงบประจำทั้งเงินเดือน และงบบริหารใน อบจ. อีก
35% คิดเป็นเงิน 280 ล้านบาท และยังงบอุดหนุนกรณีทั่วไป
และงบอุดหนุนตามภารกิจอีก 140 ล้านบาท อีก 80 ล้านบาท
ก็จะเป็นงบกลางเพื่อบริหารจัดการตามคำขอของหน่วยงานราชการ
ที่เป็นไปตามภารกิจที่ถ่ายโอนมา ไม่ว่าด้านส่งเสริมอาชีพกลุ่มโอท็อป
ด้านสุขอานามัยกลุ่ม อสม. ด้านป้องกันสาธารณะภัย อพปร.
ด้านการศึกษาโรงเรียนต่างๆ
นายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ นายก อบจ.ขอนแก่น
จัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานราชการตามคำขอมาตลอดโดยสั่ง
การส่งไปที่ปลัด อบจ. นายสุชาติ โคตรทุม
จนได้มีการให้ฉายาจากหัวหน้าส่วนราชการต่างๆว่า “นายกมิสเตอร์เยส
ปลัดมิสเตอร์โอเค”
การจัดสรรงบประมาณและการจัดสรรงานรับเหมาใน อบจ.
ตั้งแต่ปลัดฯสุชาติ
ยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองช่างอบจ.ลงตัวไม่มีปัญหามาตลอดทำห
น้าที่ได้เป็นอย่างดี
สอบ.จ.ที่เป็นฝ่ายก็สลายขั้วเปลี่ยนข้างฝ่ายค้านมาเป็นฝ่ายรัฐบาล
เป็นที่พอใจของฝ่ายการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย จึงเติบโตกลายเป็นปลัด
อบจ. ควบคู่บารมีนายกฯพงษ์ศักดิ์ ที่ครองตำแหน่งนายก อบจ.ขนแก่น
มาอย่างยาวนาน ดมกลิ่นดูแล้วไร้วี่แววข้อขัดแย้ง
หากแต่ยังมีอีกงบหนึ่งที่เป็นงบอุดหนุนเฉพาะกิจ
ตกค้างมาจากรัฐบาลประชาธิปัตย์รอยต่อรัฐบาลเพื่อไทย
มีงบเศษจัดสรรคณะกรรมการกระจายอำนาจเพียง 200 ล้านบาท
นักล็อบบี้นักวิ่งงบประมาณวิ่งฝุ่นตลบเข้าหาผู้นำที่สนับสนุนรัฐบาลเป็นบ
รรณาการของชัยชนะในการเลือกตั้ง
ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์
เป็นรองนายกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอารีย์
ไกรนรา หัวหน้าการ์ดเสื้อสีหนึ่ง
เป็นเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย หรือที่เรียกขานกันว่า
มท.1/1 แต่เนื่องจากนายอารีย์

เป็นอดีตข้าราชการมหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่อยู่ในแวดวงการเมืองโด
ยตรง
นักวิ่งล็อบบี้งบประมาณ ต่างต่อไม่ติดเข้าไม่ถึง
วิ่งเข้าหาผู้นำเสื้อสีหนึ่งทั้งสายอุดรฯ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด
ฝุ่นตลบจนทำให้ผู้นำเสื้อสีนั้นหลายคนขึ้นเครื่องบินกินไวน์ใส่เสื้อแบรน
ด์เนม กลายเป็นเรื่องปกติ
แต่ในที่สุดก็กินแห้วนักล็อบบี้เสียเงินค่าโง่ให้ผู้นำเสื้อสีนั้นตามระเบียบ
งบประมาณไม่ได้ถูกจัดสรร ไม่มีใครเข้าถึงนายอารีย์ ไกรนราได้
(ปมเงื่อนงบ200ล้านน่าสงสัย)
หลังจากเลือกตั้ง ส,ส. ผ่านพ้นไป เลือกตั้งซ่อม สจ.ในขอนแก่น
ผ่านไปเพียงไม่กี่วันงบประมาณ 200 ล้านที่ค้างอยู่
ก็ถูกโอนเข้าอบจ.ขอนแก่นทันที
ว่ากันว่าเป็นของนักการเมืองคนหนึ่งฝากมา
เป็นที่ตะลึงงงงันของนักล็อบบี้นักวิ่งงบประมาณทั้งหลาย
ทว่า..การดำเนินการจัดสรรงบก้อนนี้นายสุชาติ
ผู้ตายไม่ยอมปล่อยเงินออกมาให้กับนักการเมืองรายนี้ได้ง่ายๆ
เหมือนโครงการอื่นที่ผ่านมา ซึ่งนายกฯพงษ์ศักดิ์ก็อาจรับรู้ด้วย
เนื่องเพราะที่ผ่านมาอบจ.ขอนแก่นมีบทเรียน
ที่ไม่ค่อยประทับใจกับกับพฤติกรรมการทำงานครั้งอดีตที่ไม่รับผิดชอบข
องนักการเมืองรายนี้
ซึ่งมีการทวงถามกันหลายครั้งแต่นายสุชาติยังไม่ปล่อยให้งานผ่านไป
ด้วยเม็ดเงินจำนวนดังกล่าว
ที่มีจำนวนมากเพียงพอที่จะนำไปสู่เงื่อนไขของการปฏิบัติการของ
มือปืนระดับรองผกก.ป.และดต.ผบ.หมู่งานปรามปรามจากโรงพักเดียวกั
นก็อาจเป็นไปได้
บรรยากาศงานศพก่อนที่วัดศรีจันทร์ อำเภอเมืองขอนแก่น
เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสีย
และคนใกล้ชิดแต่อีกบรรยากาศที่สัมผัสได้คือ
อาการหวาดผวาและว้าเหว่ของบรรดาผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในอบจ

. เพราะนายสุชาติ เป็นเสมือนพ่อบ้าน
ที่ทำหน้าที่จัดสรรประโยชน์ให้ทุกอย่างลงตัว
ปมเงื่อนสำคัญและเป็นที่รับทราบกันดีว่า นายสุชาติผู้ตาย
เป็นคนชอบเล่นคอมพิวเตอร์
ฉะนั้นบันทึกที่เกี่ยวกับการจัดสรรผลประโยชน์ต่างๆ
ย่อมจะต้องถูกบันทึกในไฟล์คอมพิวเตอร์ทั้งหมด
รับจ่ายให้ใครไปเท่าไหร่
เชื่อว่า…หากเปิดออกมาคงสะเทือนไปทั้งวงการ ไล่ระดับมาตั้งแต่
รัฐมนตรี (บางคน) ส.ส.(บางคน) ส.อบจ.หรือแม้แต่ข้าราชการระดับสูง
ไส้กี่ขดกี่ขดอาจถูกสาวออกมาแฉ
ขนาดตำรวจที่เข้าไปยึดอุปกรณ์เหล่านี้ในห้องทำงานของนายสุชาติ
และที่บ้านต้องใช้นายตำรวจใหญ่
ระดับรองผู้บัญชาการภาคฯเข้าไปดำเนินการ
เพราะต้องเคลียร์ความเรียบร้อยให้มั่นใจได้ว่า “ข้อมูลไม่รั่วไหล”หรือ
“หลุดออกมา”
ฉะนั้นมือปืนทั้งหมดจะต้องถูกจับให้ได้เร็วที่สุดอย่างแน่นอน
เพราะปล่อยไว้นานไป หากหน่วยงานส่วนกลาง อาทิ
ตำรวจกองปราบปราม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI หรือ แม้แต่
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ปปช. )
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)หรือ กรมบัญชีกลาง
ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องในการตรวจสอบ หรือ “รื้อพรม” ออกมาดู
เชื่อได้เลยว่าจะเกิดสถานการณ์ที่อบจ.ขอนแก่นเสมือนอาการของ
“ผึ้งแตกรัง”
ก่อนเกิดเหตุการณ์การสังหารปลัดสุชาติ อบจ.ขอนแก่น
มีโปรมแกรมไปเที่ยว(ดูงาน) ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 5 – 11
พฤษภาคม 2556 โดยผู้ที่เดินทางไปประกอบด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
ทั้งฝ่ายประจำ ฝ่ายการเมือง และ สอบ.จ.รวมผู้ติดตามทั้งหมดน่าจะกว่า
100 คน ใช้งบประมาณราว 10 ล้านบาท

หลังเกิดเหตุการณ์ไม่สามารถงดได้เพราะจ่ายเงินไปหมดแล้ว
แต่อาจมีบางคนต้องงดเดินทางเพราะหากไม่มีใครอยู่โยง
เกิดสอบสวนกลางขอเข้าค้นห้องทำงานอีกรอบอาจจะยุ่งแน่นอน
และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การทำงานของตำรวจต้องล่าช้าออกไปก
ว่าที่ควรจะเป็น
สุดท้ายคดีนี้จะสาวไปถึงต้นตอของมูลเหตุที่แท้จริงหรือไม่
ยังไม่มีใครสามารถตอบแทนได้ เพราะทุกอย่างโยงใยไปถึงหลายส่วน
“กุญแจสำคัญ” ที่จะทำให้คดีนี้คลี่คลายออกมาได้คือ พ.ต.ท.สมจิตร
แก้วพรม ซึ่งยังไม่รู้ชะตากรรมว่า จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
ทั้งนี้เพราะหากนักการเมืองที่ถูกวิเคราะห์เชื่อมโยงไปถึงเกรงว่า
จะถูกสาวไปถึงตนเอง “การตัดตอน” ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง
แต่หากเกิดกรณีตัดตอนเชื่อได้เลยว่า
คดีนี้ก็ใหญ่เกินกว่าที่ตำรวจในพื้นที่ แม้จะมีมือดีอย่างพล.ต.ต.ศักดา
เตชะเกรียงไกร รองผบช.ภาค 4 บัญชาการก็ตาม
ที่อาจจะไม่สามารถทำงานแต่เพียงฝ่ายเดียวได้
จำต้องมีฝ่ายอื่นดังกล่าวข้างต้นเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องราวก็จะลุกลามบาน
ปลายออกไป
การยอมเสียสละผลประโยชน์บางส่วน ของกลุ่มผลประโยชน์
ในอบจ. โดยร่วมมือกันแสวงหาหนทางเอาคนผิดมาลงโทษ
น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะหากคนผิดไม่ถูกลงโทษ
ก็อาจจะเกิดการเหิมเกริม
ก่อเหตุความรุนแรงครั้งใหม่และอาจทำให้แผ่นดินขอนแก่นลุกเป็นไฟไ
ด้ในอนาคต

……………………..

แสดงความคิดเห็น