“ฝุ่นพิษ” ร้ายถึงเสียชีวิตหลายฝ่ายระดมคิดแก้ไข

ปัญหาฝุ่น MP 2.และฝุ่นขนาดเล็กในอากาศ กลายเป็นปัญหาใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อมในภาคอีสาน ที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้นทุกวัน จนหลายฝ่ายให้ความสำคัญ ขณะที่ มข.ค้นคว้านวัตกรรมตรวจจับและแจ้งเตือนได้แล้ว พร้อมติดตั้งทั่วภาคอีสาน ด้านสภาอุตสาหกรรมขานรับช่วยแก้ปัญหาเผาอ้อย ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ร่วมกับโรงงานน้ำตาล และเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกอ้อยจำนวนมาก รวมทั้งโรงงานน้ำตาลมิตรผลก็มีมาตรการลดการเผาอ้อยด้วยเช่นกัน

จากการจัด  เสวนา หัวข้อเรื่อง “สถานการณ์ ผลกระทบ และการบูรณาการในการป้องกันและรับมือปัญหา PM 2.5” ณ ห้องนภาลัย โรงแรมราชาวดี รีสอร์ต แอนด์ โฮเทล ขอนแก่น เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562

       มีการระดมปัญหาสิ่งแวดล้อมเอาไว้อย่างน่าสนใจหลายเรื่อง ที่สำคัญ คือ ปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ ที่มีอยู่จำนวนมาก อันตรายที่สุดก็เห็นจะเป็น PM 2.5 และฝุ่นที่ยิ่งเล็กนั่นเอง

จุดโฟกัสปัญหาสิ่งแวดล้อม

นายวิรุณภพ สุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 10 กล่าวว่า  สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปีนี้โฟกัสไป 3 เรื่อง เรื่องแรก คือเรื่องขยะ แม้จะเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี 2557 แต่สถานการณ์ก็ยังดีขึ้นไม่มาก เพราะว่าการจัดการขยะที่ตกค้างก็ยังไม่สามารถกำจัดได้ตามเป้าหมาย ขยะตกค้างปีนี้รัฐบาลต้องการไม่ให้ตกค้าง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ก็ยังตกค้างหลายพื้นที่ แล้วในเรื่องการจัดการขยะใหม่ โรงไฟฟ้ากำจัดขยะก็ยังมีไม่พอ มีเฉพาะขอนแก่น ล่าสุดมีคำสั่งจะหยุดรับขยะจากเทศบาลรอบๆ เพราะจะกำจัดขยะเก่าๆของเทศบาลก่อน ซึ่งก็ยังไม่ระบุแน่ชัด เพราะถ้าเป็นเช่นนี้เทศบาลรอบนอกก็คงได้รับผลกระทบ ไม่รู้จะเอาขยะไปทิ้งที่ไหน เพราะเราก็ยังไม่มีทางออกในการกำจัดขยะที่เกิดขึ้นทุกวัน

เรื่องที่สอง คือเรื่องน้ำ ขณะนี้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์มีอยู่แค่ 24 เปอร์เซ็นต์ จะมีน้ำที่ใช้การได้เพียง 20 กว่าล้านลบ.ม. จาก 2,000 กว่าล้านลบ.ม. ที่เขื่อนกักเก็บได้ เรื่องน้ำก็ยังคงวิกฤติ นอกจากจะแล้งแล้ว น้ำที่มีอยู่ก็ยังมีคุณภาพต่ำ เพราะว่าแหล่งน้ำต่างๆรับน้ำเสียจากโรงงานในชุมชน

และเรื่องสุดท้าย กรณีกลายเป็นข่าวฮือฮา ที่จ.ขอนแก่นเกิดมลพิษในอากาศสูงเกินมาตรฐาน ซึ่งในรอบ 3 เดือน ภูมิภาคอีสานฝุ่นพิษเกินมาตรฐานอยู่ประมาณ 8 วัน ถือว่าเรื่องฝุ่นละอองก็เป็นปัญหาที่รุนแรง  ซึ่งจริงๆแล้วจังหวัดอื่นก็มีค่า hotspot สูงกว่าขอนแก่น เพียงแต่ว่าจังหวัดเหล่านั้นไม่มีเครื่องวัด  ซึ่งขอนแก่นที่ผ่านมานั้นจากการดู  hotspot  เป็นจังหวัดเดียวที่มีจุดเผาน้อยที่สุด ในบรรดาทุกจังหวัดในภาคอีสาน แต่เราถูกมองว่าเป็นจังหวัดที่มีปัญหาฝุ่นละอองสูงสุด แต่หากจังหวัดอื่นมีเครื่องวัด จังหวัดขอนแก่นอาจไม่ได้เป็นแชมป์ก็ได้

สำหรับเรื่องการเผาอ้อย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดฝุ่นพิษ ขณะนี้เรากำลังดูในเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ ไบโออีโคโนมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ นำน้ำตาลมาทำให้เกิดมูลค่าสูง เพราะฉะนั้นโรงงานน้ำตาลก็จะเพิ่มขึ้น เราก็ต้องมีความระมัดระวัง และจะต้องมีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่า กิจกรรมที่ทำจะกระทบอย่างไรและจะเตรียมการป้องกันอย่างไร

อันตรายของฝุ่นในอากาศ  

รศ.ดร.พญ.ศิริรัตน์ อนุตระกูลชัย คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น กล่าวถึงภัยร้ายของฝุ่นพิษที่มีผลต่อสุขภาพว่า  เราคุ้นกับ PM2.5 แต่จริงๆก็มีPM10 ก็คือขนาดที่ใหญ่กว่านั้นแต่ไม่เกิน 10 ไมครอน และมีเล็กกว่านั้น เช่น 0.55 (pm0.55) ไมครอน รวมถึงแยกชนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็ก เช่น อนุภาคคาร์บอนดำ ฝุ่นแร่ และแก๊ส เช่น ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นต้น

ถ้าฝุ่นมันเล็กมันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากไม่เกิน 10 ไมครอน เวลาหายใจเข้าไปในจมูกในทางเดินหายใจ ร่างกายสามารถเก็บเอาไว้ได้และกำจัดทิ้งในภายหลัง แต่ถ้ามันยิ่งเล็กลงไปมันก็จะลงไปถึงถุงลม หากเล็กลงไปอีกก็จะผ่านหลอดลมลงไปถุงเลือด ยิ่งเล็กก็จะเข้าไปลึก พอเข้าไปในกระแสเลือด มันก็จะไปเกาะที่ไตและตับ รวมถึงอวัยวะอื่นๆจะทำให้บริเวณนั้นอักเสบ เพิ่มสารอนุมูลอิสระ สารตัวนี้ทำให้เราแก่และสารตัวนี้อาจก่อให้เกิดมะเร็ง นอกจากนี้ฝุ่นยังทำให้หลอดเลือดอุดตัน นี่อาจเกิดในระยะยาว

แต่หากระยะสั้นจะสังเกตว่า ปีที่ผ่านที่เกิดฝุ่นพิษ คนที่ได้รับผลกระทบอาจตาแดง  คัน ปวดหัว เวียนหัว บางคนไอออกมาเป็นเลือด ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ และโรคอื่นๆอีกมากมาย

ที่จริง ฝุ่นพิษPM2.5 มีมานาน แต่ที่รุนแรงปีที่แล้วเนื่องจากมีความกดดันอากาศกดเอาไว้เพื่อให้มันไม่กระจายตัวขึ้นไป  ยิ่งละอองฝุ่นมีขนาดเล็กลงเท่าใด ก็ยิ่งเป็นอันตรายคุกคามต่อสุขภาพเท่านั้น

เสนอติดเซนเซอร์ตรวจฝุ่นทั่วอีสาน

สิ่งที่เราอยากจะทำร่วมกันก็คือว่า หากเราไม่มีเครื่องมือแพงๆ แต่เรามีนวัตกรรมเซนเซอร์ตรวจฝุ่นละออง เราอยากนำเอา “นวัตกรรมเซนเซอร์ตรวจฝุ่นละออง” ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นคิดค้นไปติดทั่วอีสาน วัดตรงพื้นดินเลยว่า การเกิดโรคและเสียชีวิตจากฝุ่นจะเป็นอย่างไร เราจะได้เฝ้าเตือน คนที่อยู่แถวนั้นด้วยว่า มันถึงเกณฑ์ที่เป็นอันตรายแล้ว เราจะได้แนะนำการปฏิบัติตัว เช่น เรื่องสวมหน้ากากอนามัย หรือในห้องที่ปลอดฝุ่น และสำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคตของโครงการ ได้แก่ การทำแอพพลิเคชั่นที่แจ้งเตือนคุณภาพอากาศ ความเสี่ยงต่อสุขภาพ และแนวทางป้องกัน เพื่อให้ประชาชนทราบวิธีดูแลสุขภาพของตนเอง และนำระบบเชื่อมต่อเซนเซอร์ที่เฝ้าระวังมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมไปใช้ในวงกว้าง พร้อมตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่ที่สัมผัสกับมลภาวะ เพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้น  ตอนนี้เราไม่ได้ทำแค่มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ยังร่วมกับมูลนิธิอานันทมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่จะให้เกิดภาพรวมแบบนี้ทั้งประเทศ

รศ.ดร.พรพรรณ สกุลคู คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.ขอนแก่น ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญของการเกิดฝุ่นพิษคือ หนึ่ง เกิดจากการเผา เช่น เผาขยะ เผาใบไม้ เผาอ้อย เผาหญ้า เผาตอซังข้าว หรือการใช้ดีเซล รวมถึงการเผาป่า สอง เรื่องอุตุนิยมวิทยา เรื่องของอากาศทำให้ฝุ่นละอองไม่ขยับเขยื้อน สาม เรื่องภูมิประเทศ  อย่าง เชียงใหม่เป็นแอ่งแล้วก็มีภูเขาขนาบ เพราะฉะนั้นการพัดพาของอากาศ ก็ค่อนข้างเป็นอุปสรรค หรือพื้นที่เป็นเนินเขาหรือเป็นเมืองที่มีความหนาแน่น รวมถึงพื้นที่ที่มีต้นไม้น้อย

แล้วเราจะรับมืออย่างไร ก็ต้องมีเครื่องมือวัดฝุ่นละออง ในส่วนของจังหวัดขอนแก่น มีเพียง 1 เครื่อง สำหรับภาคอีสานจะมีเครื่องวัด 3 ที่ คือขอนแก่น โคราช และเลย ส่วนจังหวัดอื่นยังไม่มี เพราะค่าใช้ง่ายค่อนข้างสูง ทำให้จังหวัดอื่นไม่ตื่นตระหนักทั้งที่จังหวัดอื่นอาจมีค่าฝุ่นพิษมากกว่าขอนแก่นก็ได้

 เพราะเหตุนี้เอง ทางมข. จึงคิดค้น นวัตกรรมเซนเซอร์ตรวจฝุ่นละออง เสมือนเป็นตัวบอกคุณภาพอากาศต่อวัน ต่อชั่วโมง ให้ประชาชนรู้สภาพอากาศตรงนั้นว่าเป็นอย่างไร ฝุ่นละอองเยอะไหม สามารถตั้งอยู่ในสถานที่สาธารณะ ซึ่งเครื่องนี้ผ่านกระบวนการกลั่นกรองข้อมูลอย่างถูกต้องมาเรียบร้อยแล้ว และก็สื่อสารกับประชาชนได้อย่างแม่นยำ เช่น หากมีธงขึ้นมาเป็นสีส้ม คือเกิน 100 เริ่มมีผลกระทบแล้ว ประชาชนต้องระวังซึ่งราคาไม่ได้สูง เครื่องที่เราจะพัฒนาต่อไปสามารถบอกได้ว่า อีก 4 ชั่วโมง มันเกินมาตรฐานไหม เครื่องนี้เราพัฒนามาถึงเฟส 3 แล้ว หากสำเร็จจะนำไปติดตั้งตาม รพ.สต. สถานที่สาธารณะต่างๆเพื่อตรวจวัดฝุ่นละออง

เฝ้าระวังสาหร่ายพิษหน้าแล้ง

ผศ.ดร.ชาติชาย ไวยสุระสิงห์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น กล่าวว่า  ในช่วงหน้าแล้ง สิ่งหนึ่งที่จะเจอ คือน้ำน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสารอาหารก็จะเยอะเข้มข้น ทำให้เกิดแบคทีเรียตัวหนึ่ง เรียกว่า ไซยาโนแบคทีเรีย หรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน สาเหตุทำให้ไตวายเฉียบพลัน ไตวายเรื้อรัง หากชาวบ้านรู้ไม่ทัน ช่วยไม่ทัน ชาวบ้านก็ต้องสูญเสียชีวิต

หากเราทราบว่า มันเกิดบริเวณไหน และเราตรวจสอบเจอก็จะสามารถช่วยชาวบ้านและป้องกันได้ ซึ่งจากข้อมูลที่เราได้รับ คนอีสานมีความเสี่ยงที่จะได้รับแบคทีเรียดังกล่าวนี้ แล้วเราคิดว่าทำอย่างไรเราจะตรวจวัดได้ ซึ่งตอนนี้เรามีเซนเซอร์ภาคการเกษตร เซนเซอร์ตัวนี้จริงๆเอาไว้วิจัยการเติบโตของนาข้าว อ้อย  เนื่องจากมันมีความสามารถตรวจได้อย่างรวดเร็ว ละเอียดและทันเวลา

นอกจากการเฝ้าระวังมลภาวะทางอากาศแล้ว นักวิจัยในโครงการ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจและพัฒนาคุณภาพแหล่งน้ำจากคณะวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์และคณะเทคนิคการแพทย์ ได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยทางโครงการได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนอุบลรัตน์ และ สทป. เพื่อเฝ้าระวังและพัฒนาคุณภาพของแหล่งน้ำในพื้นที่อุบลรัตน์และบริเวณจังหวัดใกล้เคียง โดยวิเคราะห์และเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารในแหล่งน้ำ ดิน และในสัตว์น้ำ ด้วยการตรวจคุณภาพน้ำและนำข้อมูลที่เปิดเผยจากดาวเทียม มาประกอบเพื่อเฝ้าระวังและแจ้งเตือนมลภาวะที่เกิดขึ้น และ สทป. ได้ใช้โดรนทำแผนที่บริเวณที่ควรเก็บน้ำมาตรวจวัดคุณภาพ นอกจากนี้มีการพัฒนานวัตกรรมที่ทราบผลประเมินคุณภาพที่รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย

ประสานช่วยลดการเผาอ้อย

นายชุมพร แสนขวา รองประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวถึง บทบาทสภาอุตสาหกรรมกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ 2.5 Pm ว่า เรามีส่วนหนึ่งที่ดูแลผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายใหญ่ ซึ่งถือว่า เราเป็นตัวกลางระหว่างชุมชนและผู้ประกอบการ จริงๆแล้วในการเผาอ้อย ผู้ปลูกอ้อยถ้าเป็นรายใหญ่ๆเขาจะมีวิธีการจัดการโดยไม่ต้องเผา แต่ก็เป็นส่วนน้อย แต่ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการรายย่อย อย่างชาวบ้านจะมีการเผาอ้อยมาก เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น

“ชาวบ้านที่ปลูกอ้อยได้รับผลกระทบจากราคาอ้อยตกต่ำ ยังต้องมาเจอว่าเป็นต้นเหตุของฝุ่นพิษที่เกิดจากการเผาอ้อยอีก สังคมก็เรียกร้องว่า ห้ามเผา หาว่าชาวบ้านเห็นแก่ตัว แค่คนเดียวทำให้กระทบคนทั่วประเทศ คนที่ปลูกอ้อยกลายเป็นเชลยของสังคม แล้วจะให้พวกเขาต้องทำอย่างไร”

คนส่วนใหญ่อาจจะมีคำถามว่า ทำไมต้องเผา ทำไมไม่ใช้เครื่องตัดก็จบ สำหรับผู้ปลูกแปลงเล็กๆ 5-10ไร่ ถ้ามีใบอ้อย คนงานก็ไม่อยากตัด แต่หากอ้อยที่เผาแล้วไม่มีใบ ความรวดเร็วในการตัดมันเป็นเท่าตัว และหากมีใบอ้อยก็จะเกิดอุบัติเหตุใบอ้อยบาด คันบ้าง ส่วนใหญ่คนรับจ้างตัดก็ไม่อยากรับ ถ้าไม่เผา หากจะใช้เครื่องตัดก็มีราคาแพงไม่คุ้มทุน ชาวบ้านจึงต้องจำใจแอบเผาใครจะด่าก็ไม่สน

ทางสภาอุตสาหกรรมขอนแก่นในฐานะที่เป็นตัวอย่างก็มีแนวคิดว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการรายย่อยๆสามารถอยู่ได้ และหาแนวทางป้องกันฝุ่นPM2.5 นี้ด้วย

เราจึงประสานไปยังผู้ผลิตเครื่องจักร และรวมกลุ่มเกษตรเพื่อซื้อเครื่องจักร แล้วบริการรับจ้างตัดอ้อยให้กับกลุ่มเกษตรกรปลูกอ้อยด้วยกัน โดยเราจะร่วมมือกับสมาคมไร่อ้อยและโรงงาน เพื่อที่จะกำหนดราคาค่าบริการ และเราจะเป็นผู้ประสานเรื่องลูกค้าให้ นี่ก็เป็นนโยบายของสภาอุตสาหกรรม โดยในปีนี้เป้าหมายแรกคือ อ.น้ำพอง เพราะพบว่าที่น้ำพองจะมีการปลูกอ้อยและเผาอ้อยมากที่สุด และที่ อ.ภูเวียง เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบว่า ในการใช้เครื่องจักรเข้าไปจัดการ จะสามารถลดปัญหาฝุ่นได้ ลดปัญหาการเผา ลดการใช้แรงงาน และที่สำคัญกลุ่มนี้รับรองมีงานทำแน่นอน ตอนนี้เราเพิ่งรวบรวมเครื่องจักรซึ่งก็ยังมีไม่ค่อยมาก

วางมาตรการเข้มลดเผาอ้อย

นายวิฑูรย์ นะเอ้ย ผจก.ฝ่ายความปลอดภัย อาชีวะ อนามัยสิ่งแวดล้อม บริษัทรวมเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด (โรงงานน้ำตาลมิตรผล จำกัด) กล่าวถึง การรับมือของอุตสาหกรรมน้ำตาล ว่า ฝุ่นที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล สาเหตุใหญ่เกิดจากการเผาไหม้ของไฟฟ้าชีวมวล เกิดจากกองชานอ้อย และฝุ่นจากการเผาในไร่ ซึ่งเป็นความเข้าใจของชาวบ้านว่า ตัดง่าย ได้ผลผลิตอ้อยดี  บางคนเชื่อว่าถ้าตัดอ้อยปุ๊บจะทำให้อ้อยหวานขึ้น ขายได้ราคาดี ซึ่งทางโรงงานก็ลงไปทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรแล้ว

ในส่วนของทีมโรงไฟฟ้าชีวมวล เรามีเทคโนโลยีที่นำมาใช้เก็บกักฝุ่น มีอยู่ 2 ระบบ คือระบบกักฝุ่นแบบหยดน้ำแบบเปียก และระบบกักฝุ่นโดยใช้ไฟฟ้าสถิต อันนี้เป็นระบบแห้ง ทั้ง2ระบบประสิทธิภาพอยู่ที่ 99.5 เปอร์เซ็นต์ ข้อเสียของระบบเปียก ต้องใช้น้ำในการสคลับ น้ำจากการสคลับที่ออกจาก Stack ที่มองเห็นเป็นควันคือแก๊สที่ออกจากช่องเผาไหม้ จากนั้นก็ผ่านไปสู่ระบบแห้ง ตัวนี้จะจับฝุ่นที่มีขนาดเล็กอย่างฝุ่นPM2.5

สำหรับปีหน้า เป็นปีแรกของนโยบายรัฐบาลกำหนดมาว่า โรงงานทุกโรงใน56 โรงทั่วประเทศ จะต้องรับอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน การที่จะทำให้เป็นศูนย์ภายใน3ปีนั้น ในปี 62 หนึ่ง เราตั้งเป้าการตัดอ้อยไฟไหม้ จะให้ราคาต่ำเพื่อกระตุ้นให้เขาไม่เผาอ้อย สอง การจัดคิวรถอ้อยเข้าโรงงานในกลุ่มโรงงาน เราจะจัดคิวให้รถอ้อยสดก่อน ส่วนอ้อยไฟไหม้จะต้องรอคิวยาว สามสถานที่ขนถ่ายของโรงงานมิตรผล จะรับอ้อยสดร้อยเปอร์เซ็นต์

ในส่วนของการส่งเสริม เรามีมาตรการเข้าไปส่งเสริมคือ ซื้อรถตัดเพิ่มในกลุ่มของเกษตรกรและชาวไร่ที่เราดูแลอยู่ตอนนี้ 18 คัน รวมกับปัจจุบันเป็น 52 คัน ตัวนี้สามารถจะสนับสนุนอ้อยได้เกือบ 3 แสนไร่

เมื่อทุกฝ่ายช่วยกันระความคิด หาทางแก้ไขอย่างนี้แล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานปัญหาจะต้องลดลงและหมดไปในที่สุด

 

แสดงความคิดเห็น