ด้วยความเป็นยอดฝีมือขั้นพระกาฬ “อีสานบิซ” จึงมอบพื้นที่ข่าวเด่นฉบับนี้ ให้ย้อนรอยเส้นทางสืบสวนสอบสวน ก่อนศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต “นวัธ” ส.ส.พรรคเพื่อไทย ฐานจ้างวานฆ่าปลัด อบจ.ขอนแก่น

พล.ต.ต.ไพโรจน์ กุจิรพันธ์ อดีตผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 (ผบก.สส.ภ.4) ปัจจุบันเป็น ผู้บังคับการกองอุทธรณ์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ผบก.อธ.) คือ พนักงานสอบสวนมือพระกาฬคนหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม
แม้ประวัติของเขาไม่ค่อยโด่งดังสักเท่าไหร่ ดูเหมือนยากที่จะค้นหาด้วยซ้ำไป มีเพียง facebook ส่วนตัวที่ระบุสั้นๆ ว่าเคยเป็นนักเรียนจ่าทหารเรือรุ่น 21 จบนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก่อนพลิกผันชีวิตราชการมาโลดแล่นอยู่บนถนนสายสืบสวนสอบสวน ไต่เต้าจนมาถึงวันนี้
ต่างกับผลงานที่โดดเด่นจนได้รับฉายา “นายพลคนสอบสวน” แห่งภาคอีสานเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะปิดคดี จ้างวานฆ่า นายสุชาติ โคตรทุม ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น(ปลัด อบจ.ขอนแก่น) จนจับผู้ต้องหาได้ทั้งหมด และศาลฎีกาก็พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหมดไปแล้ว รวมทั้งยังสามารถจับกุมผู้จ้างวานฆ่าได้ คือ นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.พรรคเพื่อไทย และถูกศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา
ยังมีผลงานอื่นที่โดดเด่นไม่แพ้กัน นั่นคือ เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคดีครูจอมทรัพย์ ช่วงที่มีการขอรื้อฟื้นคดี, คดีเรือฟินิกซ์ล่ม ที่ จ.ภูเก็ต, คดีเปรี้ยวหั่นศพ และอีกหลายคดี
“ผลงานชิ้นหนึ่งที่ทำด้วยหัวใจ ไม่ได้ต้องการให้ใครต้องรับโทษสูงสุด แต่ต้องการให้เห็นผลงาน การสืบสวนสอบสวน ซึ่งนำรูปแบบการทำคดีที่แตกต่างออกไปจากเดิม ขอบคุณทีมงานทุกฝ่าย” พล.ต.ต.ไพโรจน์ เขียนเอาไว้ใน facebook วันที่ศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต “นวัธ” (เฟซบุ๊กส่วนตัว/24 ก.ย.62)
อะไร คือ การทำคดีที่แตกต่างออกไป ในความหมายของ พล.ต.ต.ไพโรจน์ เรามาย้อนกลับไปดูกลเม็ดเด็ดพรายที่เป็น “ทีเด็ด” ของการสืบสวนสอบสวนคดีนี้พร้อมกัน

แกะรอยกล้องวงจรปิดย้อนหลัง
พล.ต.ต.ไพโรจน์ เล่าย้อนหลังให้เห็นการแกะรอยที่เชี่ยวชำนาญในการหาหลักฐานและพยานในคดีฆ่าปลัดอบจ.ขอนแก่น กับอีสานบิซ ว่า สืบเนื่องจากวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 มีเหตุนายสุชาติ โคตรทุม ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ปลัด อบจ.ขอนแก่น ถูกยิงตายที่หน้าบ้านตัวเอง ในหมู่บ้านจอมพล ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เวลาประมาณ 7 โมงเศษๆ เมื่อได้รับแจ้งเหตุเราก็ไปดูที่เกิดเหตุ พบศพนายสุชาตินอนก้มหน้าเสียชีวิตอยู่ข้างรถโตโยตา ฟอร์จูเนอร์สีขาว หน้าบ้านตัวเอง สภาพศพถูกยิงที่ลำตัว และที่ก้นจำนวนหลายนัด
แนวทางการสืบสวนเบื้องต้น ให้น้ำหนัก 2 เรื่องคือขัดผลประโยชน์ ใน อบจ. และ เรื่องชู้สาว
“วันนั้นเราสอบสวนปากคำพยานในบ้านผู้ตาย และบ้านข้างๆ ประเด็นแรกคือเรื่องขัดผลประโยชน์ เรามีการขออนุญาตท่านนายกอบจ.ขอนแก่น ดร.พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ เข้าไปตรวจสอบในห้องทำงานของท่านปลัดผู้ตาย ก็พบเอกสาร ภาพถ่ายต่างๆซึ่งมีการตรวจอย่างละเอียด”
จากนั้น พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนในคดีนี้โดยมี พล.ต.ต.ยรรยง เวชโอสถ ขณะนั้นเป็น รองผบก.สส.ภ.4 พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ คงศิริสมบัติ ผู้กำกับการสืบสวน 3 กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 พ.ต.อ.จรูญ นวมทอง ขณะนั้นเป็น ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น และตน พ.ต.อ.ไพโรจน์ กุจิรพันธ์ (ยศขณะนั้น)ผู้ทรงคุณวุฒิหรือหัวหน้างานสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เข้าร่วมประชุม
ในการสืบสวน ภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าบ้านเกิดเหตุ เห็นว่า รถที่เข้ากระทำผิดเป็นรถกระบะสีดำ เราจึงมาแบ่งหน้าที่กันว่า ชุดสืบสภ.เมือง ไล่ดูกล้องย้อนหลังก่อนเข้ามาที่เกิดเหตุ รถคันก่อเหตุมาจากทางไหนให้ย้อนกลับไปดู ส่วนกองกำกับการสืบสวนสอบสวนของจังหวัด พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ ผู้กำกับการสืบสวน 3 กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 กับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย รองผกก.สืบสวน 3 กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ให้ไล่จากจุดเกิดเหตุไปเส้นทางหลบหนี ส่วนชุด พล.ต.ต.ยรรยง เวชโอสถ รองผบก.สส.ภ.4 ให้ไล่เส้นทางออกจากพื้นที่ขอนแก่นไปสู่ด้านนอก
เมื่อมีการมอบหมายงานเสร็จแล้ว ทีมงานแต่ละทีมก็เข้าไปตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดที่ได้ พบว่า รถคันที่ก่อเหตุมีอีกคันเป็นรถฮอนด้าแจ๊ส ย้อนกลับไปพบว่า รถทั้ง 2 คัน มาจากปั้มปตท.ถนนประชาสโมสร ทางไปโรงแรมอวานี รถทั้งสองคันขับเข้าไปในปั้ม จากนั้นผู้ต้องสงสัยลงจากรถไปเข้าห้องน้ำของปั้มดังกล่าว และเมื่อดูจากกล้องวงจรปิดพบว่า คนที่ขับรถฮอนด้าแจ๊ส คือ ด.ต.วีระศักดิ์ ชำนาญพล อดีตผบ.หมู่ปราบปราม สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น
“เขาเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผม สมัยอยู่โรงพักหนองหิน จังหวัดเลย เมื่อปี 2543 พอเราเห็นภาพเราก็จำได้”
แต่ใกล้เคียงกันมีรถเข้ามาอีก 1 คัน เป็น รถฟอร์ด สีส้ม ออกแดงๆ รวมเป็น 3 คัน มีรถ ฮอนด้า แจ๊ส รถฟอร์ด และรถคันที่ก่อเหตุ คือโตโยตา ซึ่งเมื่อตรวจสอบทะเบียนปรากฏว่า 2 คัน ทะเบียนไม่ตรง หรือเช็กหมายเลขตามทะเบียนติดมาไม่ได้ แสดงว่ามีการอำพราง ส่วนรถฟอร์ด ที่มีหมายเลขทะเบียนตรงกับที่ติดมา พบว่า เจ้าของรถมารับเหมาที่พุทธมณฑลอีสาน ก็เลยเชิญมาสอบสวนซึ่งจากการสอบสวน ปรากฏว่าคนนี้เป็นผู้กำกับหนังและเป็นจิตรกรวาดภาพ เราจึงเชิญมาสเก็ตภาพคนร้าย ที่ขับรถฮอนด้า แจ๊ส และรถโตโยตา ที่พบในปั้มด้วยกัน
“ท่านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และท่านยังบอกว่าเจ้าหน้าที่เราสเก็ตภาพไม่เหมือนกับที่บอกเล่า ท่านเลยขอลงมือวาดเอง เพราะท่านจำหน้าคนร้ายได้แม่นยำ”
อีกทางหนึ่งของการสืบสวนและหาหลักฐานยังทราบ จากตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่นว่า มีคนมาถามเบอร์ ปลัด อบจ.ก่อนที่จะเสียชีวิตไม่กี่วัน บุคคลที่ถามก็คือ หมวดโต หรือ ร.ต.ท.ชาตรี รัตนพลที และเราก็สืบทราบอีกว่า หมวดชาตรีมาถามเพราะได้รับการจ้างวาน มาจาก นายนวัธ เตาะเจริญสุข ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ โดยนายนวัธ ให้มาติดตามภรรยาของส.ส.นวัธ เนื่องจากว่า หมอดูทำนายว่า ภรรยาจะนอกใจ
หลังจากได้ภาพสเก็ต ของด.ต.วีระศักดิ์ เรียบร้อยแล้ว เราก็มาดูกล้องวงจรปิด พบว่าหลังออกจากปั้มปตท. แถวโรงแรมอวานี มาถึงแยกกสิกรทุ่งสร้างเลี้ยวขวา มาจอดอยู่แถวๆกสิกรทุ่งสร้างซอย 20 ที่จะเข้าไปบ้านปลัด อบจ. แล้วก็เห็นรถวิ่งเข้าไปด้วยกัน แต่พอตอนวิ่งออกมา พบว่ารถฮอนด้าแจ็สไม่ได้ออกมาทางกสิกรทุ่งสร้างซอย 20 แต่ไปออกทางถนนจอมพล แล้วเลี้ยวขวาไปทางค่ายศรีพัชรินทร์ เช่นเดียวกับรถของผู้ก่อเหตุ เมื่อยิงเสร็จแล้วถอยหลังกลับเดินหน้าออกมาปากทาง ซอยกสิกรฯ 20 เลี้ยวขวาวิ่งตามรถฮอนด้าแจ๊ส ไปทางค่ายศรีพัชรินทร์
จากการไล่ดูกล้องวงจรปิดไปเรื่อยๆ พบว่ารถฮอนด้าแจ็สไปสิ้นสุดที่ อ.หนองเรือ
“พอรู้ว่าเป็นดต.วีระศักดิ์ เราก็เข้าไปหาข้อมูลที่โรงพักว่ารถฮอนด้าแจ๊สเป็นรถของใคร ปรากฏว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถที่ยึดไว้ที่โรงพักหนองเรือ เราก็เลยตามต่อว่า ใครเป็นคนควบคุมดูแลรถคันนี้กลายเป็น ท่านรองสำเนียง สำโรงผล พนักงานสอบสวน ก็เชิญมาสอบ จนทราบว่า พ.ต.ท.สมจิต แก้วพรม อดีตรอง ผกก.(ป) สภ.หนองเรือ ยืมไปและให้ด.ต.วีระศักดิ์ ยืมต่อ แล้วปรากฏว่า ทะเบียนในกล้องวงจรปิดกับทะเบียนที่อยู่ที่รถไม่เหมือนกัน โดยเปลี่ยนเลข 6 เป็นเลข 8”
ในการสืบสวนครั้งแรกเราพุ่งเป้าไปที่ด.ต.วีระศักดิ์ กับหมวดโต ซึ่งขอหมายจับเอาไว้แล้ว แต่ปรากฏว่า หลังมีการไปเชิญตำรวจที่หนองเรือมาสอบอีกครั้ง รวมทั้งจากภาพวงจรปิดที่อยู่ในปั้มน้ำมัน พบว่าคนที่ใส่หมวก สะพายกระเป๋าเป้นั้น ตำรวจหนองเรือยืนยันว่า คือ พ.ต.ท.สมจิต แก้วพรม ที่จำได้เพราะหมวกใบที่ใส่วางอยู่ที่ห้องสืบ ของสภ.หนองเรือ ส่วนกระเป๋าสะพาย ด.ต.กิตติพงษ์ ซื้อให้พ.ต.ท.สมจิต นี่ก็เป็นที่มาของการได้หมายจับ
ที่สำคัญเมื่อเอาจิตรกรที่สเก็ตภาพ มาสอบอีกครั้ง พร้อมให้ดูระหว่าง หมวดโต กับพ.ต.ท.สมจิต ซึ่งหน้าตาคล้ายกัน พอเห็นพ.ต.ท.สมจิต พยานก็ยื่นยันทันทีว่า คนนี้ 100 เปอร์เซ็นต์
“ผมก็ถามว่า ทำไมถึงจำได้ เขาก็บอกว่า เนื่องจากพ.ต.ท.สมจิต เหมาะที่จะเป็นนักแสดงหนังคิวบู้ได้อย่างดี เพราะมีมาด มีลักษณะเด่น จึงจำได้ง่าย แล้วเอารูปที่ให้สเก็ตมาเทียบดู เขาก็ยืนยัน100 เปอร์เซ็นต์ จึงไปถอนหมายจับเดิมจากหมวดชาตรีเป็นหมายจับพ.ต.ท.สมจิต ในวันเดียวกัน”

พ.ต.ท.สมจิตโยงใย “นวัธ”
จากนั้น ด.ต.วีระศักดิ์ มาถูกจับที่ อ.กู่ทอง จ.มหาสารคาม ระหว่างเดินทางกลับจาก จ.สกลนคร
ผลสอบปากคำ ด.ต.วีระศักดิ์ ยืนยันว่า มาจริง โดยให้รายละเอียดว่า ก่อนเกิดเหตุ ตอนบ่ายวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ต.ท.สมจิต เอากุญแจรถมาให้ แล้วให้ติดสติ๊กเกอร์ เปลี่ยนหมายเลข ก่อนพากันมาพบกับ นายประพันธ์ ศรีพิลัย ที่ปั้มปตท.หน้าทางหลวง จากนั้นก็เข้าไปที่ซอยมิตรภาพ 11 บ้านหลังในสุด โดยพ.ต.ท.สมจิต ลงไปกับนายประพันธ์ เข้าไปในบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งประมาณร่วมชั่วโมง จากนั้นก็พากันขึ้นรถ ฮอนด้าแจ๊ส ขับออกมา แล้วมาวนดูบ้านปลัด บอจ.ขอนแก่น ก่อนคืนเกิดเหตุ จากนั้นก็ไปส่งนายประพันธ์ และมาส่งพ.ต.ท.สมจิตที่ปั้ม ปตท. ซึ่งพ.ต.ท.สมจิต หายไปไหนไม่รู้ ก่อนจะกลับมา และให้ตนพากลับเข้าบ้าน พอกลับบ้านก็ทะเลาะกับภรรยาจนมีบาดแผลที่หน้า ส่วนด.ต.วีระศักดิ์ก็มีแผลเช่นกันเนื่องจากเข้าไปห้าม
ในคืนดังกล่าว นายประพันธ์ นายบุญช่วย จูงกลาง และ นายปิยพงศ์ มีกำบัง ก็มาพักผ่อนด้วยกันจนกระทั่งเช้า จึงพากันมายังปั้มปตท.ประชาสโมสร จากนั้นพ.ต.ท.สมจิต ก็ออกจากรถฮอนด้าแจ๊สไปนั่งรถกระบะ โตโยตา และพากันไปบ้านที่เกิดเหตุโดยมีการนัดแนะกันว่า ให้วีระศักดิ์จอดรถให้มองเห็นประตูบ้านของผู้ตาย เมื่อไหร่ที่ประตูบ้านเปิด ให้โทรศัพท์หาพ.ต.ท.สมจิต ซึ่งด.ต.วีระศักดิ์จอดรถด้านขวาบ้าน ส่วนนายบุญช่วย พ.ต.ท.สมจิต นายประพันธ์ และนายกิตติพงศ์ อยู่ในรถจอดอยู่ด้านข้างซึ่งเป็นมุมเหลี่ยมเป็นลานที่ทิ้งขยะ


วันดังกล่าวมีพยานคนหนึ่งมาทิ้งขยะ ก็เห็นรถจอดอยู่ตรงนี้ ประมาณ 06.30 น.ใช้เวลาประมาณ 30 นาที พอประตูรั้วบ้านเปิดปุ๊บ ด.ต.วีระศักดิ์ ก็โทรแจ้งตามที่นัดกันไว้ นายประพันธ์ก็ขับรถถอยหลังเข้ามาขวางรถผู้ตายที่ถอยออกจากบ้าน จากนั้นพ.ต.ท.สมจิต กับนายประพันธ์ก็ลงมายิงทันที พอปลัดอบจ.ล้มลงก็ยิงซ้ำไปที่ก้นหลายนัด ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที เสร็จแล้ววิ่งไปขึ้นรถ โดยนายวีระศักดิ์ ขับรถเลี้ยวซ้ายออกมามุ่งหน้าออกถนนกสิกรทุ่งสร้าง ส่วนคันที่ก่อเหตุก็ขับมุ่งหน้าออกถนนกสิกรทุ่งสร้างเช่นกัน วิ่งตามกันไป
นอกจากจับด.ต.วีระศักดิ์ได้แล้ว เรายังทราบอีกว่า พ.ต.ท.สมจิต เคยอยู่ที่จ.ชัยภูมิมาก่อน และชอบทำไม้ ในกลุ่มของพ.ต.ท.สมจิต ที่ชอบทำไม้และสนิทสนมกันน่าจะเป็นใคร ทางชุดสืบภาค 4 ของ พล.ต.ต. ยรรยง เวชโอสถ ก็ตามต่อจนทราบว่า มีนายประพันธ์ ศรีพิลัย ที่ สนิทกับพ.ต.ท.สมจิตมาก ตอนพ.ต.ท.สมจิตอยู่ที่อ.บ้านเขวา จ.ชัยภูมิ ก็จะให้นายประพันธ์ เป็นกต.ตร. ของโรงพัก จากนั้นก็ติดตามกันมาอยู่ที่ อ.หนองเรือ เมื่อเอารูปมาให้ด.ต.วีระศักดิ์ดู ซึ่งมีรูปนายบุญช่วยด้วย ด.ต.วีระศักดิ์ก็ยืนยันว่า 2 คนนี้มาด้วยจริง จึงได้ออกหมายจับเพิ่มอีก 2 คน คือ นายประพันธ์ ศรีพิลัย และ นายบุญช่วย จูงกลาง ส่วนนายปิยพงศ์ หรือ โม สืบมาจนทราบว่า ได้มาด้วยอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกน้องของนายบุญช่วย ก็ออกหมายจับทั้งหมด

หลักฐานเด็ดวิเคราะห์ใช้โทรศัพท์
นอกจากหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและสอบสวนภาคเดินดินแล้ว ในเรื่องการเดินอากาศ คือโทรศัพท์ จากข้อมูลการใช้โทรศัพท์พบว่า หมายเลขโทรศัพท์ของพ.ต.ท.สมจิต เป็นแกน มีของ ด.ต.วีระศักดิ์ และอีกเบอร์หนึ่งที่พ.ต.ท.สมจิต โทรติดต่อหลายครั้งคือเบอร์ นายนวัธ นับแต่ก่อนเกิดเหตุ เช้าวันเกิดเหตุ แม้แต่ 1 นาทีหลังเกิดเหตุ พบว่าจุดที่นายนวัธใช้โทรศัพท์ ก่อนวันเกิดเหตุอยู่ที่บริเวณบ้านซอยมิตรภาพ11 แต่ขณะเกิดเหตุและก่อนเวลาดังกล่าว การใช้โทรศัพท์อยู่บริเวณบ้านคนตายทั้งหมด ทั้งเบอร์ ของพ.ต.ท. สมจิต เบอร์ของด.ต.วีระศักดิ์ เบอร์ของนายนวัธ และที่สำคัญหลังเกิดเหตุตัวจุดประเด็นสำคัญประมาณ 5 นาทีหลังเกิดเหตุ พบว่าเบอร์ของนายนวัธ ไปใช้เบสที่เสาบ้านดอน ค่ายศรีพัชรินทร์ ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่รถฮอนด้าแจ๊ส รถโตโยตา พากันไปที่นั่น ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป


ต่อมา พ.ต.ท.สมจิต เข้ามอบตัวสู้คดี “คนลงมือยิงคือนายประพันธ์ กับพ.ต.ท.สมจิต ปฎิเสธ ไม่ขอให้การในชั้นสอบสวน ส่วนวีระศักดิ์ นายบุญช่วย และปิยพงศ์ ยืนยันว่าร่วมมาด้วย แต่ไม่รู้ว่าจะมาฆ่า”
ที่สุดศาลฎีกา พิพากษาว่า ดต.วีระศักดิ์ พ.ต.ท.สมจิต นายประพันธ์ นายบุญช่วย มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพกพาอาวุธเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่รับอนุญาต โดยลงโทษจำคุก ดต.วีระศักดิ์ นายประพันธ์ และนายบุญช่วย ตลอดชีวิต และลงโทษประหารชีวิต พ.ต.ท.สมจิต
ส่วนนายปิยพงศ์ มีกำบัง หรือโม ศาลพิเคราะห์ว่ามาจริงแต่ตัวเองไม่รู้เรื่องเพราะหลับในรถตลอด เชื่อว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเพราะพยานปากอื่นก็ยืนยันว่า โม หลับอย่างเดียว ศาลจึงยกประโยชน์ให้นายปิยพงศ์ไป

มูลเหตุจูงใจ “ฆ่าได้หยามไม่ได้”
พอเรารู้คนลงมือแล้วจะสาวไปหาคนจ้างวาน สิ่งสำคัญคือเราก็ต้องหามูลเหตุจูงใจให้ได้ก่อน มูลเหตุขนาดไหนที่คนจะสั่งให้คนไปฆ่าคน ตรงนี้แหละคือจุดสำคัญ เราได้ข้อมูลเบื้องต้นจากหมวดโตที่ไปขอหมายเลขโทรศัพท์ของปลัด อบจ.ขอนแก่น เราก็เลยตั้งประเด็นว่า น่าจะมาจากเรื่องชู้สาว เพราะเราไปดูเรื่องความขัดแย้งในอบจ. พบว่าไม่มีความขัดแย้ง เราเลยเจาะลึกประเด็นชู้สาว ว่ามันลึกซึ้งขนาดไหน จากการสอบสวนผู้ร่วมงาน และสอบสวนภรรยาทั้ง 2 คน ของผู้ตายยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ผู้ตายมีพฤติกรรมชู้สาว จนอาจทำให้นายนวัธระแคะคาย เรื่องนี้
และจากคำให้การของนายประพันธ์ นอกรอบ ซึ่งมีการบันทึกเทปไว้ เขาบอกว่า แค้นแทนนาย นอกจากนี้นายประพันธ์ยังให้การว่า จุดที่จะยิงปลัดไม่ได้ต้องการยิงแค่ตรงก้น ถ้าหากผู้ตายหงายหน้าขึ้นมา ก็อาจโดนเต็มๆ เรียกว่า “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ฆ่าได้หยามไม่ได้”
พอเราได้มูลเหตุแล้ว เราก็มารวบรวบพยานหลักฐานให้ทางอัยการเชื่อ ให้ทางศาลเชื่อว่าสิ่งที่เราได้มาเป็นสิ่งที่ไม่มีการดัดแปลง แต่งเติม เป็นพยานที่บริสุทธิ์ และเป็นความจริง เพื่อให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย จะทำอย่างไรให้พยานลักฐานที่ได้มาเป็นพยานโดยชอบด้วยกฎหมายนี่คือจุดสำคัญ ถ้าเรามีพยานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะเป็นเรื่องจริง มันก็เป็นการต้องห้าม ถือเป็นการสอบสวนไม่ชอบ เสียไปทั้งสำนวน
ส่วนพ.ต.ท.สมจิต ที่มีสายสัมพันธ์กับนายนวัธ นั้น เนื่องจากพ.ต.ท.สมจิต เคยถูกออกจากราชการและกลับมาเป็นสารวัตรธุรการและขึ้นมาเป็น รองผกก.(ป) สภ.หนองเรือได้ เพราะนายนวัธสนับสนุน โดยเฉพาะ หากส.ส.นวัธไปหาเสียงอยู่เขตไหน พ.ต.ท.สมจิต ก็จะตามส.ส.ไปโดยตลอด แต่เราก็ต้องสอบพยานและหาหลักฐานความเกี่ยวโยงของสองคนนี้ รวมทั้ง นายประพันธ์ นายบุญช่วย และนายปิยพงศ์ ก็คือคนที่สนิทกับ พ.ต.ท.สมจิต ทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบว่า พ.ต.ท.สมจิต เคยก่อคดีที่ชัยภูมิมาแล้ว
เราเอาประสบการณ์ที่อยู่กับสายงานสืบสวนสอบสวนมาทั้งชีวิต เติบโตมาจากสายงานนี้มาประยุกต์ ถามว่ากดดันไหม ในทีมเราไม่ถือว่ากดดัน เราทำตามพยานหลักฐาน เราไม่ได้มองว่าผู้กระทำผิด ผู้ใช้จ้างวานจะเป็นใคร จะมีอิทธิพลหรือไม่ เป็นนักการเมือง หรือคนใหญ่คนโต เราจะไม่มอง ถ้ากดดันคงมาไม่ถึงขนาดนี้ อาจจะมองว่าเหมือนช้า แต่เราก็บอกทางญาติผู้เสียหายจะเอาเร็วแล้วหลุด หรือเอาช้าแต่ชัวร์ ทางผู้เสียหายเขาก็เข้าใจ เราเองก็ทำด้วยความละเอียด อาจจะมีคำถามว่า ทำไมชุดนี้เขาตัดสินไปแล้ว ศาลฎีกาตัดสินหารชีวิตปิดคดีแล้ว ทำไมชุดนี้เพิ่งจะมา นี่คือช้าแต่ชัวร์

ทั้งหมดพิสูจน์แล้วว่า กว่าจะสาวถึงตัวผู้บงการฆ่าได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วย “ฝีมือ” ระดับพระกาฬของทีมสืบสวนสอบสวนคดีทั้งหมด รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ดึงเข้ามาช่วยคดี ด้วยความละเอียดรอบคอบของการหาพยานหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริง ในที่สุดศาลจึงตัดสินโดยปราศจากข้อสงสัย ซึ่งในคดีลักษณะนี้น้อยนักที่ศาลจะฟังได้เช่นนี้

แสดงความคิดเห็น