ขอนแก่น SMART CITY มีส่วนร่วมทั้งเมืองและชนบท “ดิจิทัล” เติมเต็มศักยภาพคน

โจทย์ใหญ่ ขอนแก่น “สมาร์ท ซิตี้” (SMART CITY) ถูกนำขึ้นสู่เวทีถกเถียงครั้งสำคัญ แท้จริงแล้ว “ดิจิทัล” ไม่สำคัญเท่ากับ “คน” ความเป็น “อัจฉริยะ” เป็นแค่เครื่องมือที่มาเติมเต็มการใช้ศักยภาพให้มีคุณภาพสูงขึ้น เมืองและชนบทต้องพัฒนาไปด้วยกันทั้งจังหวัด  

แม้การขับเคลื่อน เรื่อง SMART CITY ของจังหวัดขอนแก่น จะล้ำหน้าไปไกลจนหลายอย่างเป็นรูปเป็นร่าง เป็นรูปธรรมของการพัฒนาไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีคำถามตามมาอยู่ไม่น้อยว่า แท้จริงแล้ว คนขอนแก่น โดยเฉพาะคนชนบท คนในอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รู้เรื่อง และเข้าใจอย่างที่ นักวิชาการ นักธุรกิจ นักการเมือง ในเมือง เข้าใจหรือไม่ และเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

 นี่คือ ที่มาของการจัดเวทีเสวนาระดมความคิดเรื่องนี้ เพื่อที่จะหาคำตอบ และหาทางทำให้เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจร่วมกัน เพราะการที่จะเป็น SMART CITY ได้ ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“ดิจิทัล” ตัวเสริมศักยภาพของคน

      ทั้งนี้เวทีเสวนา การขับเคลื่อนสู่การเป็นจังหวัดอัจฉริยะมุมมองจากชนบทสู่เมือง(Smart province) ในงาน KHONKAEN SMART CITY & MICE CITY EXPO 2019 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562

รศ.ดร.ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า  คำว่า สมาร์ท ในความหมายของพวกเรา ไม่ได้หมายถึงการใช้ไอที ใช้เทคโนโลยี หรือใช้ดิจิทัล เป็นตัวนำ แต่ความหมายคือ การที่คนลุกขึ้นมา คิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา หาทางเลือก หาทางออก ด้วยตัวของเขาเอง เปลี่ยนระบบที่คิดพึ่งพิงคนอื่น พึ่งพิงส่วนกลาง พึ่งพิงรัฐ มาเป็นพึ่งพิงตัวเอง พึ่งพาซึ่งกันและกัน ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค ก็เปลี่ยนบทบาทของตัวเอง มาเป็นผู้สนับสนุน นี่แหละคือ สมาร์ท

พอเรามาพูดถึงเทคโนโลยี ดิจิทัล เราก็เอาตัวนี้เป็นตัวเสริมเท่านั้นเองที่จะทำให้คนที่มีศักยภาพอยู่แล้ว ใช้สิ่งนี้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาได้ ดังนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนในเมือง แต่มันได้ทุกที ทุกหน ทุกแห่ง  สมาร์ทซิตี้เรามองว่า เป็นเรื่องของการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ถ้ามองในภาษาวิชาการก็คือ เป็นการพัฒนาแบบ อินคลูซีฟ  รวมทุกส่วน

เวลาเราพูดถึงนโยบาย ไม่ใช่นโยบายระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ว่าในตัวของพื้นที่เอง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนานโยบายสาธารณะเป็นตัวที่สำคัญ เป็นกลไกหลักในการพัฒนา และเป็นหน่วยงานเดียว ที่เป็นลักษณะในเชิงบูรณาการ ถ้าขยับตรงจุดนี้ ปรับบทบาท ให้เปลี่ยนจากการบริการสาธารณะ เป็นหน่วยในการพัฒนาเชิงพื้นที่ เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาคนเป็นศูนย์กลาง

“สมาร์ท” ต้องแก้ปัญหายากจน

ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก นายกสมาคมพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคม กล่าวว่า  คำว่า สมาร์ทซิตี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่อง หรือคนในเมือง คนในมหาวิทยาลัย ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจคำนี้ ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวในกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ ถ้าอยากให้คนชนบทรู้เรื่องสมาร์ทซิตี้ ผมลองคิดเล่นๆว่า ต้องทับศัพท์ เป็นภาษาอีสาน เช่น ขอนแก่นเมืองคักแน๊  ขอนแก่นเมืองไคแน๊ ฯลฯ ฝากให้คิดเล่นๆ

จะมีบางคน บางกลุ่ม ที่ไม่คิดอะไร ไม่อยากจะทำอะไร อยากอยู่แบบนี้ไปวันๆ อันนี้คือความเป็นจริงของคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในชนบท คนที่ตื่นตัว ต้องการมีส่วนร่วม กับเรื่องนั้น เรื่องนี้ ต้องการแก้ปัญหาชุมชน ปัญหาเมือง ก็อาจจะมีสัก 10 เปอร์เซ็นต์ แต่คนกลุ่มคักแน๊ (กลุ่มคนสมาร์ท) ยังมีน้อยอยู่

คนชนบทเขาจะรู้ไหมว่าถ้าเขามีรถรางเบา ชีวิตเขาจะได้อะไร เขาจะต้องสูญเสียอะไร ที่ดินเขาจะต้องถูกเวนคืนไหม หรือที่ดินเขาจะขายได้ราคาดีตามที่เขาพอใจแล้วไปหาซื้อที่ดินใหม่ไหม สิ่งเหล่านี้เขาไม่รู้เลย

เราอยากได้ชีวิตกึ่งเมืองกึ่งชนบทมากกว่า แบบไม่ใช่เมือง ศิวิไลซ์ แบบโลกาภิวัตน์ เพราะฉะนั้นสมาร์ทซิตี้ จะทำอย่างไรให้คนชนบทเข้าใจ ก็ต้องมีการสื่อสาร เพราะตอนนี้ช่องทางสื่อสาร ยังน้อย ช่องทางที่เราใช้ยังเป็นช่องทางของคนในเมือง ไม่ใช่ช่องทางของคนชนบท เราไม่ผ่านกลไกชนบทที่ไปผ่านท้องถิ่น อบต. เทศบาล ไปผ่าน คณะกรรมการหมู่บ้าน  อสม.หรือกองทุนหมู่บ้าน พวกนี้เขาจะเข้าถึงมากกว่า

การพัฒนาเมืองกับการพัฒนาจังหวัด อยู่ในมือใคร ถ้าความเป็นจริงอยู่ในมือราชการ อยู่ในมือการเมือง อยู่ในมือธุรกิจ อยู่ในมือท้องถิ่น มีประชาชนเข้ามาร่วมนิดหน่อย แต่ไม่ได้มีส่วนร่วม เพราะประชาชนไม่ได้ตัดสินใจ ถ้าเราอยากเป็นเมืองอัจฉริยะ มันต้องปักธงให้ตรงกัน เราต้องแก้ปัญหาความยากจน ความเหลือมล้ำ โดยที่ไม่ทำลายคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ต้องกลับมาทบทวนเรื่องของการจัดทำยุทธศาสตร์ โดยเริ่มจากข้างล่างขึ้นมาข้างบน ให้คนข้างล่างสร้างโมเดลและเอาเทคโนโลยีไปเรียนรู้ให้มันเติบโต

เสริมทักษะการใช้ชีวิตของชุมชน

นายพิสุทธิ์ อนุตรอังกูร นายกเทศมนตรี ตำบลท่าพระ กล่าวว่า คำว่า สมาร์ทซิตี้ ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจ ผมก็มานั่งคิดเองเล่นๆ ตามคำภาษาอังกฤษ smart แปลว่า หล่อ โก้ เท่ city แปลว่า เมือง  เมืองแห่งคนหล่อ เมืองแห่งคนโก้ เมืองแห่งคนเท่หรือเปล่า แต่พอเรามาศึกษาจริงๆ คำว่า สมาร์ทซิตี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เราก็มาค้นคว้า ศึกษาว่าสมาร์ทซิตี้จะมีประโยชน์ ให้กับชุมชน ให้กับท้องถิ่นได้อย่างไร  สมาร์ทซิตี้เป็นเหมือนการนำเอาเทคโนโลยี มาอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน สามารถเข้าถึงหรือเข้าใจ ในการใช้เทคโนโลยี เพื่อมาเสริมสร้างคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคม คุณภาพของวัฒนธรรม คุณภาพของสิ่งแวดล้อม ในชุมชน หรือสังคมนั้นให้มีสังคมที่ดีขึ้น พึ่งพาอาศัยกัน รู้จักรับผิดชอบหน้าที่ รู้จักประหยัดพลังงาน และก็มีการเพิ่มความสะดวกสบายให้คน

ทั้งนี้สามาร์ทซิตี้จะเกิดขึ้นได้ เรื่องคนเป็นสำคัญ วันนี้ถามว่า คนตำบลท่าพระ รู้จักคำว่า สมาร์ทซิตี้จริงไหม สมาร์ทซิตี้คืออะไร  เอาภาษาอังกฤษไปคุยกับเขา เขาไม่รู้หรอก เขารู้อย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรให้มีเงิน  มีกินมีใช้ และมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้

ตนมองมิติในการพัฒนาในเรื่องของสมาร์ทซิตี้  3 ด้าน 1. เรื่องของเทคโนโลยีเป็นหลัก เรื่องของนวัตกรรม ในเรื่องความทันสมัย แต่นวัตกรรมแบบไหนที่จะให้ท้องถิ่น เป็นสมาร์ทซิตี้ได้ อย่างชุมชนชนบทสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของเขา ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และเป็นการพึ่งพาอาศัยกันมากที่สุด โดยไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง มาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เพื่อจะนำไปสู่ความเป็นอัจฉริยะ

เรื่องที่ 2. มาดูเรื่ององค์ประกอบของท้องถิ่น มีทรัพยากรอะไรบ้าง ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในภายนอก

และประเด็นสุดท้าย ที่จะมาสนับสนุน สองด้านนี้ ก็คือ ท้องถิ่นที่มีบริบทของการบริหารจัดการ มิติการพัฒนาความสมาร์ทในแต่ละด้าน ว่าจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่นมีบทบาท ไปเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ไปเสริมสร้างทักษะให้กับการใช้ชีวิตของชุมชน ของคนในท้องถิ่นให้มีคุณภาพีชีวิตที่ดีขึ้น  นี่ก็คือสมาร์ทซิตี้ในอุดมคติของผม

Young-old” ก็ smart farmer ได้

ผศ.ไกรเลิศ ทวีกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาส่งเสริมเกษตรและเกษตรเชิงระบบ คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น  กล่าวว่า แรกๆตนได้ยิน คำว่า สมาร์ทซิตี้ ทำไมถึงไปยุ่งเกี่ยวแค่ในเขตเทศบาล แค่คนเมือง แล้วอีก 26 อำเภอ กลุ่มคนบ้านนอก คนชนบททำไมไม่พูดถึงเขา บังเอิญได้ไปร่วมกับทีม สมาร์ทซิตี้ ในกลุ่มของ สมาร์ทฟาร์มมิ่ง มีโอกาสได้พูดคุยกันในทีมว่า เราจะทำสมาร์ทฟาร์มมิ่ง 60 เปอร์เซ็นต์จาก199 ตำบล ให้ได้ 120  ตำบลน่าจะได้ เลยมาร่วมกันว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร

แต่ก่อนตนทำงาน NGO ก็เลยใช้ฐานที่เคยทำงานกับชุมชนมาก่อนขับเคลื่อน จนทำให้เกิด ปราชญ์ชาวบ้าน ทำให้เกิด สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง  ช่วงหลังมีคำ young smart farmer ตนเลยมีแนวคิดอีกว่า เมื่อ young แล้วก็ต้องมี old  เราจะทิ้งพ่อแม่ ลุง ป้าที่ทำนา ทำไร่  ไม่ได้ ตนจึงคิดขับเคลื่อน 2  กลุ่ม คือ young smart farmer กับ old smart farmer และขับเคลื่อน ตอนนี้ young smart farmer ขายสินค้าเกษตรออนไลน์ ได้เดือนละ 240,000 บาท  ตอนแรกกลุ่ม young smart farmer ที่เข้ามา ก็มาปรึกษาว่า อยากทำเกษตร เหตุผลของกลุ่มนี้คือ เขาต้องการอยากเลี้ยงพ่อแม่ สองเขาต้องการอยู่กับมรดกที่ดิน ไร่สวนของเขาที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้  และชีวิตโรงงานไม่ใช่ชีวิตของพวกเขา ทั้งหมดคือเราสร้างขึ้นมา ก็เหมือนเป็นการตอบโจทย์ เรื่องของสมาร์ทซิตี้

“ตอนนี้คนอายุ 70-80 ปีก็ยังสมารถทำเกษตรได้ โดยใช้มือถือเครื่องเดียว ไม่ต้องออกแรงอะไร เปิด-ปิดน้ำรดแปลงผัก บังคับด้วยระบบมือถือ โดยเราหาแหล่งทุนต่างๆ เข้ามาช่วยในการสนับสนุนชาวบ้าน “

ทุกวันนี้การทำเกษตรไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องใช้แรง เราใช้แค่ความรู้กับนำเทคโนโลยีมาใช้ อยู่ในห้องแอร์ก็สมารถทำเกษตรได้ ตอนนี้กลุ่มวัยรุ่นเริ่มสนใจหันมาทำเกษตรมากยิ่งขึ้น

เห็นได้ชัดว่า ขอนแก่น สมาร์ทซิตี้ ไม่ใช่แค่ “ขอนแก่น เมืองอัจฉริยะ” หากแต่ เป็น ขอนแก่น Smart province หรือ สมาร์ททั้งจังหวัด ทั้งภาคเมืองและชนบท โดยมี “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนายุคดิจิทัลนั่นเอง

แสดงความคิดเห็น