นั่ง Grab มาเลเซีย

ผมได้รับเชิญเข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การสร้างสันติภาพและการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง” ที่ปีนังระหว่างวันที่ 26-29 พย.62 ที่ผ่านมา แต่ยังจะไม่พูดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับการสัมมนาเพราะอยากชวนผู้อ่านคุยเรื่องเบาๆ คือการเรียกใช้บริการ Grab ซึ่งบ้านเราจะมีข่าวคราวปัญหาระหว่างคนขับ Grab กับคนขับ taxi อยู่เสมอ เมื่อมาถึง ใช้บริการแท๊กซี่ สนามบิน ซึ่งคิดค่าโดยสารแบบเหมา ขากลับจากโรงแรมที่พักมาสนามบิน เจ้าหน้าที่โรงแรมบอกว่า จะเรียก Grab ให้ แล้วก็ได้ราคา และเวลาที่ต้องรอมา เมื่อตกลงว่าจะใช้บริการ นั่งรอไม่นานก็มีรถทะเบียนที่แจ้งไว้มาจอด ปรากฎว่าคนขับเป็นสุภาพสตรีเชื้อสายจีน พอขึ้นมาบนรถ ก็เลยชวนเธอคุย ว่าขับมานานหรือยัง เคยมีปัญหากับแท๊กซี่ไหม เธอบอกว่า ขับเวลาว่าง ช่วงกลางวัน ที่ไม่ต้องไปรับลูกที่โรงเรียน ปัญหากับแท๊กซี่ ไม่เคยมี แต่เคยได้ยินบ้างตอน Grab เริ่มมาบริการใหม่ๆ แล้วเธอก็คุยต่อว่าไม่ต้องวิตกนะ เธอมีประกันสำหรับผู้โดยสาร และมีใบขับขี่สาธารณะ ตามกฎหมายที่ทางมาเลเซีย เพิ่งกำหนดใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็เลยบอกเธอว่าเออ เมืองไทยยังไม่มีแบบนี้ แล้วก็เป็นข้อที่แท๊กซี่ นำมาใช้เรียกร้อง หรืออ้างว่า Grab บริการรับผู้โดยสารไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งถ้าใครสนิทกับ รัฐมนตรีคมนาคมบ้านเรา จะลองเอาวิธีของมาเลเซียไปเสนอก็ได้เลยนะครับ ถามถึงค่าใช้จ่ายค่าประกันผู้โดยสารเธอจ่ายโดยบริษัท Grab หักเงินวันละ 1.8 ริงกิต หรือประมาณ 15 บาท ส่วนใบขับขี่สาธารณะ ก็เสียค่าไปสอบ 200 ริงกิตหรือประมาณ 1500 บาท พอสอบผ่าน Grab ก็จะจ่ายเงินคืนให้ส่วนหนึ่ง ใบขับขี่สาธารณะ ต้องต่อทุกปี ค่าโดยสารที่หาได้ Grab หักไป 20 % แล้วก็เคยคุยเรื่องลูก เธอบอกมีลูก 2 คนอายุ 13 กับ 15 ถามว่าเรียนโรงเรียนรัฐ หรือเอกชน เธอบอกว่าเรียนที่โรงเรียนเอกชน เพราะอยากให้ลูกได้ภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพราะโรงเรียนรัฐ จะเข้มข้นและบังคับต้องสอบผ่านเฉพาะภาษามาเลย์ แล้วเธอก็คุยว่าเคยไปเมืองไทยครั้งหนึ่ง คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้นะ

คงไม่ขอสรุปอะไรมากมาย แต่อยากให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า เพื่อนบ้านอาเซียนเรา เขามีอะไรหลายอย่างที่ดีกว่าบ้านเราจริงๆ หรือไม่ก็ใส่ใจแก้ไขปัญหา รวดเร็วทันใจประขาชน ไม่ใช่แค่เล่น (ละคร) การเมือง เพื่อเรื่องผลประโยชน์ตัวเองไปวันๆ

โดย-รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหสิริวงศ์ อดีตอธิการบดี ม.นครพนม 

แสดงความคิดเห็น