หนุน ‘รมช.มนัญญา’ สอบสหกรณ์ แนะนายทะเบียนฟ้องแทนสมาชิก

“สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” หนุน รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ สอบสหกรณ์ออมทรัพย์ 6 ประเด็นทุจริตลูกโซ่ แนะนายทะเบียนสหกรณ์ฟ้องแทนสมาชิก เชื่อหากทำสำเร็จภาพพจน์นักการเมืองดีขึ้น

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ กล่าวว่า ตนในฐานะเคยเป็นประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมาจำกัด (สอ.นม.) ระหว่าง 2546-2547 ซึ่งเป็นสถาบันการเงินใหญ่ มีสมาชิกราว 2 หมื่นคนและมีเงินทุนหมุนเวียนมากในลำดับต้นๆ ของประเทศ สมัยนั้นประกันชีวิตเริ่มเข้ามาปีแรกๆ กรรมการทั้ง 13 ใน 15 คนก็ลงมติให้พ้นจากสมาชิกภาพของสมาชิก หมายความว่าต้องพ้นจากประธานกรรมการโดยตำแหน่งปริยาย จากนั้นตนก็ร้องไปที่รองนายทะเบียนสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมาถูกปลดออกจากตำแหน่ง เพียง 28 วัน

รองนายทะเบียนปฏิบัติหน้าที่แทนนายทะเบียนสหกรณ์จึงสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานเหมือนเดิม พอกลับมาปรากฏว่ากรรมการที่เหลือทำประกันชีวิตเรียบร้อยหมดแล้ว เมื่อตนได้ฟังนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นนักการเมืองที่มุ่งปราบปรามการคอร์รัปชันโดยเฉพาะเรื่องกำจัดสารเคมี”3สารพิษ”ให้สัมภาษณ์ว่า จะเริ่มดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจังกับสหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งได้รับเรื่องร้องเรียนการทุจริตจำนวนมากโดยจะเริ่มจากกรุงเทพฯ ก่อนซึ่งได้เรียกอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์หรือนายทะเบียนสหกรณ์มาร่วมพิจารณาแล้ว

ผู้ประสานงานกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ กล่าวอีกว่า สมัยที่ตนเป็นนักการเมืองได้เคยเสนอให้สหกรณ์ออมทรัพย์เป็นส่วนงานอยู่ภายใต้กำกับสองหน่วยงานคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการคลัง และเสนอใน สนช.ให้บัญญัติในกฎหมายว่ากรรมการทั้ง 15 คนและเจ้าหน้าที่กระทำความผิดถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ สมาชิกสหกรณ์จะได้ฟ้องในมาตรา 157 เวลาเลือกตั้งทำการซื้อเสียงเพื่อครองตำแหน่งนานๆ สามารถฟ้องได้ และที่สำคัญสามารถขึ้นศาลทุจริตและประพฤติมิชอบได้

ตนเคยตั้งกระทู้ถามเวลาครูกู้เงินธนาคารออมสินจะทำประกันชีวิตไว้ในอัตราแพงกว่าสหกรณ์ทำประกันและรัฐบาลได้ตอบในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่ข้อเสนอเหล่านี้ไม่รับการตอบสนองแต่ประการใด ดังนั้น เมื่อพบว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเริ่มให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศแล้ว ก็แสดงความชื่นชมนักการเมืองหญิงคนนี้มาก และตนได้เสนอเรื่องการทุจริตจากการค้นคว้าและทำการเขียนมาราว 20 ปี สหกรณ์ออมทรัพย์มักจะกระทำความผิดซ้ำๆ ซากๆ ใน 6 เรื่องดังต่อไปนี้

1.การทุจริตรุนแรงและชั่วช้าที่สุด ได้เม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำมากเมื่อสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจำนวน 80 แห่งนำเงินกว่า 8,000ล้านบาท โดยสหกรณ์แต่ละแห่งก็ขอกู้เงินจากธนาคารไปร่วมลงทุนกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนียน ตอนหลังเมื่อเริ่มเกิดวิกฤตการณ์กลัวไม่ได้เงินคืนไปขอเปลี่ยนเป็น “เงินฝาก”  สร้างความเจ็บปวดแก่ครูเจ้าของเงินอย่างแสนสาหัส

เรื่องนี้จะต้องจบลงที่ศาลในคดียักยอกและฟอกเงิน หลายแห่งกรรมการไปฟ้องกรรมการด้วยกันที่ศาลจังหวัด แต่ไม่ยินยอมนำเรื่องการไม่ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ เรื่องข้อกำหนดหรือลงทุนอย่างอื่นของสหกรณ์ พ.ศ.2552 ข้อ 3. เงินของสหกรณ์อาจฝากหรือลงทุนได้ ดังต่อไปนี้ (1) บัตรเงินฝากที่ธนาคารเป็นผู้ออก (2) ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้รับรอง สลักหลังหรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้สลักหลังโดยไม่มีข้อจำกัดความรับผิดชอบ ฯลฯ ศาลฎีกายกฟ้อง สามารถนำหลักฐานใหม่ในข้อ 3. ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติไปฟ้องได้

ท่าที่ทราบมาว่าสหกรณ์ที่นำเงินไปลงทุนนี้น่าจะร่วมกันรับเงินทอนเป็นเงินร้อยละ 10-12 อันนี้นายทะเบียนสหกรณ์ต้องอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของกฎหมายสหกรณ์ฟ้องแทนสมาชิกได้ เรื่องนี้สั่นสะเทือนครั้งแรก แล้วลุกเป็นไฟท่วมสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศมาในปี 2555-2558 มาแล้ว

2.การคอร์รัปชันใหญ่สั่นสะเทือนมากลำดับสอง คือแชร์ลอตเตอรี่มีอย่างน้อย 14 สหกรณ์ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลยจำกัดสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษาจังหวัดเลยจำกัด สหกรณ์การเกษตรวังสะพุงจำกัด สหกรณ์ครูชัยภูมิฯ สหกรณ์ครูปทุมธานีฯ สหกรณ์ครูราชบุรีฯ สหกรณ์ครูยโสธรฯ สหกรณ์ครูร้อยเอ็ดฯ สหกรณ์สาธารณสุขสงขลาฯ สหกรณ์ครูนนทบุรีฯ สหกรณ์ครูสกลนครฯ สหกรณ์ครูเชียงรายฯ และสหกรณ์ครูกาฬสินธุ์ อีกแห่งคือสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด

ผู้บริหารระดับสูงดีเอสไอสั่งให้ยุติเรื่องและย้ายด่วนพนักงานสอบสวนไปประจำที่นครราชสีมา ล่าสุดสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นเงินหายไปจากบัญชี 431 ล้านบาท ตั้งแต่พฤศจิกายน 2554 พึ่งทราบเรื่องปี 2562 ปรากฏว่าผู้จัดการและกรรมการรวม 4 คนมีส่วนเกี่ยวข้อง คดีนี้ศาลได้ลงโทษกรรมการสหกรณ์ 13 แห่งฐานฉ้อโกงประชาชนและการฟอกเงิน

คดีนี้หลายสหกรรณ์ฯครูศาลอาญาชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกไปแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.862/2561(หนา 294 หน้ากระดาษ) วันที่ 28 มีนาคม 2561 บางคดีก็ถูกจำคุก 1,410 ปี บางคดีก็ถูกศาลจำคุก 200 ปี 600เดือน แต่ได้ลดโทษตามกฎหมายเหลือคนละ 20 ปี และการทุจริตแชร์ลอตเตอรี่สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใหญ่ลำดับแรกๆ ก็ได้รับการลงโทษจำคุกแล้วเช่นกัน และในปัจจุบันนี้แชร์ลูกโซ่ได้พัฒนาไปสู่การขายสินค้าแบบลูกโซ่ มีค่าตอบแทนเป็นลำดับชั้นๆ ไป และมีการโอนเงินผ่านทางบัญชีของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ด้วย

3.การทำประกันปลอมและฉ้อโกงประชาชน ด้วยการทำในหลายวิธีการ เช่น การนำเงินกองทุนของผู้เกษียณอายุไปทำประกันปลอม และการปล่อยเงินกู้ยืมเพื่อพัฒนาอาชีพแล้วคิดค่าเบี้ยประกันแสนละ 650 บาทต่อปี เช่น ปล่อยกู้ 2 แสนบาทต้องเสียค่าเบี้ยประกันไปปีละ 1,300 บาท เมื่อชีวิตลงปรากฏว่าทายาทได้รับค่าสินไหมบางรายแต่ต้องลงนามต่อหน้าตัวแทนสหกรณ์ครูและผู้ใหญ่บ้าน  และลงนามในสัญญาจะไม่เปิดเผยและทำการฟ้องร้อง และหลายรายไม่ได้รับค่าสินไหมอ้างว่ากรมธรรม์ยังไม่คุ้มครอง บางแห่งใช้เงิน 126 ล้านบาทไปซื้อประกันกลุ่มกับบริษัทขายสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นการผิกฎหมายประกันชีวิตและกฎหมายประกันวินาศภัยอย่างชัดเจน และเป็นฉ้อโกงประชาชนจากการทำประกันปลอมอีกด้วย

4.การจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ปลอมเกลื่อนกลาดเต็มประเทศเพื่อเป็นหลักประกันในการปล่อยเงินกู้จำนวนมากถึง 2-4 ล้านบาทต่อราย ผิดกฎหมายพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 สหกรณ์ออมทรัพย์มีการตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ถึง 2-4 สมาคมฯ เมื่อรวมกับสมาคมฌาปกิจส่วนกลางมาตั้งสาขารับสมัครสมาชิกแล้วมีถึง 5-6 สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ที่เด่นชัดที่สุดของการปลอมคือ ไม่แสดง “ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน”(มาตรา 11) ไม่เคยมีการเรียกประชุมใหญ่ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ถึงทุกคน (มาตรา 24) และสมาคมฯก็ตั้งอยู่ในบริเวณหรืออาคารของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งๆ ที่เป็นคนละส่วนกฎหมายคนละฉบับคือสหกรณ์ออมทรัพย์ขึ้นตรงต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ขึ้นตรงต่อกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คาดว่าถ้ามีการตรวจสอบจริง

เหมือนที่ท่านรัฐมนตรีช่วยฯสัมภาษณ์ไว้ก็จะสั่นสะเทือนมากเป็นไฟลุกลามท่วมสหกรณ์ออมทรัพย์ในปัจจุบัน ดังกรณีที่มีการฟ้องศาลปกครองนครราชสีมาคดีหมายเลขดำที่ 229/2562 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 แล้วเป็นตัวอย่าง.

5.การปล่อยเงินกู้ของสหกรณ์หรือธนาคารออมสินไม่คำนึงถึงหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ การประเมินรายได้และความสามารถชำระหนี้ประกอบการพิจารณา เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดปัญหาหนี้ครัวเรือนของสมาชิก ในกรณีครูกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ กพฐ. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ไม่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบและรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยพิจารณาจากข้อมูลเครดิตบูโร รวมถึงความสามารถในการส่งชำระหนี้ และรายได้ที่เหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพของสมาชิกแต่ละรายมาประกอบการพิจารณาให้กู้ด้วย ขณะเดียวกันหลักทรัพย์และหลักประกันต่างๆจะต้องมีความมั่นคงและเชื่อถือได้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหนี้เสียในระบบสหกรณ์

ดังจะเห็นได้จากกลุ่มชมรมรมครูชีวิตใหม่เพื่อชาติจำนวน 2,919 คนได้ฟ้องศาลปกครองกลางถึง 45 สำนวนว่าการปฏิบัติของผู้บริหารตรวจสอบคุณสมบัติของผู้กู้มิได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าเงินได้รายเดือนเหลืออยู่ร้อยละ 30 หรือไม่ หรือปล่อยเลยตามเลย “เห็นสมควรให้กู้ได้” เพื่อหวัง “เงินค่าจ้าง” ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 สรุปความว่า ผู้บริหารลำดับต่างๆ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติทั้งนี้ให้ดำเนินการตามคำพิพากษาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

6.การส่อว่าไม่สุจริตของรองนายทะเบียนสหกรณ์(สหกรณ์จังหวัด) และนายทะเบียนสหกรณ์ ผู้ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ มักไม่ค่อยสนใจใส่ใจในการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ เช่น เห็นได้ชัดเจนกับบทบาทของกรมส่งเสริมสหกรณ์กับการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนียนจำกัด การออกคำสั่งเป็นหนังสือให้สหกรณ์ปฏิบัติตามกฎหมายตามมาตรา 22 และสั่งให้ผู้ตรวจการสหกรณ์หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งนายทะเบียนมอบหมายแก้ไขข้อบกพร่องให้แล้วเสร็จตามวิธีการและระยะเวลาที่นายทะเบียนกำหนดและดำเนินกิจการแทนสหกรณ์ตามมาตรา 23/1 และการตอบคำร้องเรียนสมาชิกตามมาตรา 51/2 (3) ดำเนินกิจการนอกวัตถุประสงค์หรือขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์ และสำคัญที่สุดคือการร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนสหกรณ์ได้ตามมาตรา 21 เป็นสิ่งที่ควรจัดการขึ้นมาใหม่ในอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนสหกรณ์ ฯลฯ

“คิดว่าเรื่องทุจริตเหล่านี้ ที่ผมเสนอมา เพราะอยากจะเห็น การเมืองและนักการเมืองบ้านเรามีภาพพจน์ดีขึ้นมาบ้างเมื่อได้ทำงานปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศซึ่งมีทรัพย์สินเป็นมูลค่าถึงร้อยละ 17 ของจีดีพี และทำกำไรของสหกรณ์ออมทรัพย์ในปี 2560 ให้มากกว่าธนาคารขนาดใหญ่สองแห่งรวมกัน ในปี 2560″ ผู้ประสานงานกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ กล่าวและว่า

สหกรณ์ของไทยมีทั้งสิ้นจำนวน 7,083 แห่ง มีมูลค่าสินทรัพย์ในระบบมากที่สุดคือสหกรณ์ออมทรัพย์มีมากถึง 2.5 ล้านล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 89 ของสหกรณ์ทั้งระบบที่ 2.8 ล้านล้านบาท สมาชิกกว่า 3 แสนคนในสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างได้รับผลกระทบเป็นไฟลามทุ่ง อีกกว่า 5.6 หมื่นคนไม่สามารถเบิกเงินที่ตนเองฝากไว้ได้

“ช่วยกันทำหนังสือร้องเรียนเรื่องทุจริตทั้งหลายไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และนับจากนี้ไปที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ จะทำการตรวจสอบอย่างเข้มข้น จึงทำให้สังคมไทยมีความหวังมากขึ้น เหมือนท่านทำเรื่องสามสารพิษรู้สึกด้วยใจจริงว่าท่านตั้งใจทำเพื่อชาติและประชาช” ผู้ประสานงานกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ กล่าว

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น