สหกรณ์ฯสั่งเพิกถอนมติ ปันผลสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯขก. “ดร.อนุศาสตร์”อุทรณ์/ขู่ฟ้องศาลปกครอง

สหกรณ์จังหวัดขอนแก่นสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 62 อนุมัติงบกำไรไม่เป็นจริง เงินหาย 431 ล้านบาท แต่มีการนำหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียง 169.7 ล้านบาท

“ดร.อนุศาสตร์ สอนศีลพงศ์” อุทรณ์คำสั่งประกาศเดินหน้าขู่ฟ้องศาลปกครอง อ้างรักษาผลประโยชน์สมาชิกที่จะได้รับผลกระทบการปันผลความคืบหน้ากรณีการทุจริตยักยอกเงินจำนวน 391 ล้านบาท ออกไปจากบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาดินแดง กรุงเทพฯ โดยปรากฎหลักฐานชัดเจนว่านายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้ทำการยักยอกออกไปเมื่อปี 2554 โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นได้ทำการแจ้งความดำเนินคดีที่สภ.เมืองขอนแก่นไว้แล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า สหกรณ์จังหวัดขอนแก่นในฐานะรองนายทะเบียนสหกรณ์ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 ให้เพิกถอน มติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดขอนแก่น จำกัด ระเบียบวาระที่ 3.2 เรื่องพิจารณาอนุมัติจัดสรรกำไรสุทธิ ประจำปี 2562

กรณีกันหนี้เผื่อจะสูญของลูกหนี้เงินสดขาดบัญชีจำนวน 431,862,070.43 บาท โดยมีผู้รับผิดชอบคือนายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และนำหลักทรัพย์มาวางค้ำประกันเป็นที่ดินมูลค่า 169,710,750.00 บาท ซึ่งยังขาดอยู่จำนวน 262151320.43 บาท ทำให้ยอดกำไรสุทธิที่ปรากฏในงบดุลบัญชี ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์ประชุมไคฟ์ ถนนมิตรภาพ จ.ขอนแก่น ไม่ตรงความเป็นจริง ซึ่งได้มีการให้ความเห็นไปแล้ว

มติที่ประชุมดังกล่าวจึงถือว่าได้กระทำการฝ่าฝืนระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์ พ.ศ.2560 และคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ (ขก.)18/2563 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์  2563 ประกอบกับข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัดข้อ 108

อย่างไรก็ตาม ดร.อนุศาสตร์ สอนศิลพงศ์ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น กล่าวว่า จากกรณีที่ชมรมสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นได้ไปร้องนายทะเบียนให้ยกเลิกมติที่ประชุมใหญ่ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา กรณีการจัดสรรกำไรสุทธิในยอดเงินที่ไม่ตรงตามที่ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ได้รายงานในที่ประชุม

ทั้งนี้ทางผู้สอบบัญชีต้องการให้สหกรณ์ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญครบทั้งจำนวน พูดง่ายๆก็คือ100เปอร์เซ็นต์ สหกรณ์ฯตระหนักและคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสมาชิก

ดร.อนุศาสตร์ กล่าวว่า ถ้าสหกรณ์ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญครบ 100 เปอร์เซ็นต์หรือครบทั้งจำนวนก็จะทำให้ผลประกอบการหรือกำไรจะลดลงทันที ฉะนั้นสหกรณ์จึงได้มีมติทำแผนเสนอกรมตรวจบัญชี สหกรณ์ในแผน 4 ปีในการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญปีที่ 1 เราตั้งไว้ที่ 30 ล้าน ปีที่2 ตั้งไว้ที่ 50 ล้าน ปีที่3 ตั้งไว้ 80 ล้านและปีสุดท้าย100 ล้านเศษ

“เราค่อยๆทยอยตั้งค่าเผื่อหนี้จะสูญเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับสมาชิกในเรื่องของการปันผลเฉลี่ยคืนแต่ทางผู้สอบบัญชีสหกรณ์ยืนยันให้เราดำเนินการตามมาตรฐานการสอบบัญชี ซึ่งเราได้ทำหนังสือขอผ่อนปรน”ดร.อนุศาสตร์กล่าวและว่า

ทั้งนี้อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ทำหนังสือตอบกลับมาวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ในขณะเดียวกันวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ก็รับทราบแผนของเราที่วางไว้ 4 ปี แต่ทางนายทะเบียนสหกรณ์ก็ ว่ามีความวิตกกังวลว่ากลัวจะไม่เกิดความมั่นคงของสหกรณ์เนื่องจากเราตั้งค่าเผื่อเรียกจะสูญไม่ครอบคลุมทั้งจำนวน คือไม่ครบ100 เปอร์เซ็นต์ก็ เลยมีมติยกเลิกมติที่ประชุมใหญ่ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา

ดร.อนุศาสตร์ กล่าวว่า สมาชิกไม่ต้องกังวลในเรื่องที่เราปันผล ร้อยละ 6 เฉลี่ยคืนร้อยละ 16 ถ้าเราไปยกเลิกมติที่ประชุมแล้วไปใช้ตามที่ผู้สอบบัญชีเสนอจะต้องนำเอาตัวเลข 894 ล้าน ซึ่งเป็นกำไรสุทธิตามที่ต้องกันให้ครอบคลุมคือกัน100 เปอร์เซ็นต์มาดำเนินการจัดสรรกำไรสุทธิ

“เราไม่ทำถ้าเราเดินไปตามนี้ก็จะได้ปันผล 3 – 4 บาทเศษซึ่งจะกระทบกับสมาชิก”ดร.อนุศาสตร์กล่าวและว่า

เพราะฉะนั้นตามแผน 4 ปี ในปีนี้เราตั้ง30ล้านก็จะต้องมีกำไรที่นำมาพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ในวันนั้น 1,126 ล้าน จึงทำให้เรามีปันผลร้อยละ 6 เฉลี่ยคืนร้อยละ 16

ดร.อนุศาสตร์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเมื่อมีมติจากนายทะเบียนที่สั่งการก็ยินดีปฏิบัติตามนายทะเบียน แต่ก็มีขั้นตอนในการดำเนินการเราก็สามารถที่จะอุทธรณ์คำสั่งนี้ต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อพิจารณาแล้วไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นคุณต่อสหกรณ์เราหรือมีผลกระทบต่อสมาชิก

“ผมในฐานะคณะกรรมการฯก็จะดำเนินการฟ้องศาลปกครอง เพื่อให้ไม่มีผลกระทบกับสมาชิกจนถึงที่สุดของกระบวนการศาลปกครอง แต่ถ้ากระบวนการศาลปกครองได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้วเราก็ยินดีปฎิบัติตาม”ดร.อนุศาสตร์กล่าว

ดร.อนุศาสตร์กล่าวอีกว่า ตนมั่นใจว่ากว่าจะถึงกระบวนการตรงนั้น เผลอๆในกรณีลูกหนี้เงินสดขาดบัญชีอาจจะนำหลักทรัพย์มาเพิ่มเติมหรือมีการดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการทางกฏหมายเรียบร้อยแล้วจึงเชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน

“ขณะนี้คณะกรรมการฯได้ประสานงานกับผู้ที่ทำเงินสดขาดบัญชีทั้งหมดให้หาหลักทรัพย์มาเพิ่มเติมและจะเรียกประชุมผู้แทนสมาชิกใหม่และจะจัดสรรกำไรใหม่แต่ว่าต้องเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกไม่แน่เงิน 30 ล้านที่กันเอาไว้อาจจะได้คืนกลับมาเป็นกำไรและเพิ่มเติมในส่วนเงินเฉลี่ยคืนมากกว่า ร้อยละ16” ดร.อนุศาสตร์กล่าว

ดร.อนุศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นหายขอให้สมาชิกมั่นใจ ว่าผู้แทนนิติบุคคลก็คือคณะกรรมการดำเนินการ เราได้ร้องทุกข์กล่าวโทษตามกระบวนการทางกฎหมายและเดินหน้าไปไกล ตนมั่นใจว่าเงินที่หายไปต้องได้กลับคืนมาแน่นอน

……………….

แสดงความคิดเห็น