สช. เร่งสานพลังเครือข่าย หนุนเสริมชุมชนป้องกัน COVID-19

 สช.เร่งสานพลังเครือข่ายทุกภาคส่วนและสมัชชาสุขภาพจังหวัดทั่วประเทศ หาแนวทางหนุนเสริมการป้องกันไวรัส COVID-19 นพ.ปรีดา แนะประชาชนปฏิบัติและรับข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก

          เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ในรายการบอกเล่า 965 ออกอากาศทางคลื่นความคิด FM 96.5 ช่วง สานพลังสร้างสุขภาวะกับ สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ) นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้แนะให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการและรับข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นหลัก เพื่อรับมือไวรัส COVID-19 ขณะที่ทาง สช. จะทำหน้าที่ประสานภาคีเครือข่ายที่มีอยู่ทุกจังหวัด หาแนวทางร่วมกันต่อไป

          นพ.ปรีดา กล่าวว่า ในแง่การแพทย์และการป้องกันนั้น สธ. มีแนวทางมาตรการชัดเจนอยู่แล้ว และยังประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายตามมาตรา 4 ใน พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย และเพื่อยกระดับการเตรียมความพร้อม ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่การระบาดระยะที่ 3 แต่การมีมาตรการเข้มข้นและป้องกันล่วงหน้า ก็เพื่อชะลอการระบาดให้ช้าที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ต่อประเด็นที่ว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลให้แพทย์ทราบ ซึ่งมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ระบุไว้ว่า ข้อมูลด้านสุขภาพถือเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ ท่ามกลางกระแสสังคมที่หวั่นกลัวเชื้อ COVID-19 ก็ยิ่งทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเก็บตัวเงียบเพราะไม่ต้องการถูกรังเกียจ นพ.ปรีดา อธิบายประเด็นนี้ว่า

“ข้อมูลส่วนบุคคล ใครจะเอาไปเปิดเผยไม่ได้ แม้แต่แพทย์พยาบาลก็ทำไม่ได้ แต่สมมติเราเจ็บป่วยไม่สบาย มีโรคประจำตัว แล้วเราไม่บอก จะเป็นผลเสียต่อตัวเองอย่างยิ่ง เพราะเมื่อข้อมูลไม่ครบถ้วนการวินิจฉัยก็อาจผิดพลาด ถ้าไม่บอกว่าไปที่ไหนมา เป็นพื้นที่เสี่ยงไหม กว่าจะเจออาการก็มากแล้ว และอาจแพร่เชื้อสู่คนอื่นโดยไม่รู้ตัว การปกปิดข้อมูลกับแพทย์และโรงพยาบาลจึงไม่เป็นผลดีต่อใครเลย”

แสดงความคิดเห็น