ลุงตู่มาแล้ว.. จี้นายทะเบียนสหกรณ์รายงานความโปร่งใส/สภาพคล่องทุกเดือน

ด่วนที่สุด! เปิดหนังสือสำนักเลขาธิการนายกฯย้ำมติครม.ให้รมว.เกษตรฯโดยนายทะเบียนสหกรณ์ รายงานปัญหาสหกรณ์ให้นายกรัฐมนตรีทราบทุกเดือนเริ่มพฤษภาคมนี้ “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ระบุครู 8 แสนคนหนี้รวมกว่า2ล้านล้านบาทย้ำ6ปัญหาใหญ่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เสนอนายกฯจี้นายทะเบียนสอบข้อร้องเรียนให้เสร็จภายใน 3-6 เดือนและใช้อำนาจลงดาบคนผิดแทนสหกรณ์และสมาชิก

รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดที่นร. 0505/13582 ลงวันที่ 30 เมษายน 2563 เรื่องให้รายงานความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ เรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเนื้อหาระบุว่า ด้วยในคราวประชุมครม.เมื่อวันที่ 28 เม.ย.63 ครม.พิจารณาเห็นว่าปัจจุบันการดำเนินกิจการของสหกรณ์ หลายแห่งประสบปัญหาทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงิน หรือขาดสภาพคล่อง รวมทั้งปัญหาความโปร่งใส ในการดำเนินงานของผู้บริหารสหกรณ์ด้วย

ทั้งนี้อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสมาชิกสหกรณ์และประชาชนที่เกี่ยวข้องในวงกว้างได้ ดังนั้น ครม.จึงมีมติมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์( กรมส่งเสริมสหกรณ์) ติดตามและตรวจสอบการดำเนินกิจการของสหกรณ์ต่างๆอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

รวมทั้งให้จัดทำรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีทุกๆหนึ่งเดือนโดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป จึงเรียนยืนยันมาลงนามโดยนายปัญญาพล ศรีแสงแก้ว รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ และอดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด และปัจจุบันเขียนในคอลัมน์ “อีสานบิซ”(Esanbiz.com) หัวข้อ “ไม้ขีดก้านแรกส่งให้รัฐจัดการกลุ่มทุจริตยักยอกฟอกเงิน:จุดติดแล้วไฟลามทุ่งสหกรณ์ครูทั่วประเทศ” ตอนที่ 8 กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรีว่า ปัญหาใหญ่มากที่กระทบในวงกว้างคือ ครูเป็นหนี้หลายทางจำนวนมหึมาจากสามแหล่งคือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมากที่สุด รองลงมาคือธนาคารออมสินและธนาคารอื่นๆและหนี้นอกระบบ รวมครูแล้วเกือบ 8 แสนคนเป็นหนี้รวมกันกว่า2ล้านล้านบาท

นายสมเกียรติกล่าวอีกว่า ดูเหมือนว่าครูจะเป็นอาชีพเดียวที่มีหน่วยงานพยายามหยิบยื่นเงินกู้ได้ เพราะครูเงินเดือนสูงแล้วและยังมีเงินวิทยฐานะอีก สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจึงพยายามใช้กลยุทธ์ใหม่เพิ่มการกู้เงินประเภทสามัญตามกิจกรรมที่คิดขึ้นเช่น เงินสามัญปกติ เงินสามัญเพื่อการเคหะ เงินสามัญเพื่อประกอบอาชีพเสริมอื่นๆ เงินสามัญเพื่อเพิ่มวิทยฐานะ ฯลฯ

ดังนั้น การเพิ่มยอดเงินกู้จึงเป็นการแข่งขันในหมู่คณะบุคคลที่ลงสมัครเป็นคณะกรรมการสหกรณ์ทุกปี เงินกู้ก็เพิ่มยอดขึ้นเรื่อยๆ กรรมการฯพวกนี้จึงให้ครูทำประกันเพื่อการคุ้มครองเงินกู้ก็หากินกับค่าบำเหน็จ (คอมมิชชั่น) กับเบี้ยประกัน และยังตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นดอกเห็ดก็ยังหากินเงินศพครูร่วมสหกรณ์

“กรรมการฯก็ชื่นชอบอยู่แล้วเรื่องปล่อยกู้ให้มากที่สุดเช่น สอ.ยโสธรปล่อยกู้สามัญได้มากถึง 4.5 ล้านบาทตอนนี้ลดแล้วเหลือ 3.5 ล้านบาท สหกรณ์อื่นโดยทั่วไปก็ปล่อยกู้ถึง 3 ล้านบาท

จึงทำให้การประชุมใหญ่จัดขึ้นไม่ได้เพราะมีหนี้สงสัยจะสูญและความจริงเป็นศูนย์แล้วจำนวนมากจริงๆเพิ่มสูงขึ้นทุกปี อีกทั้งครูยังกู้เงินกับธนาคารออมสินได้อีกรายละ 3 ล้านบาท เงินเดือนรวมเงินวิทยฐานะ4-6 หมื่นบาทยังพอชำระหนี้ได้”นายสมเกียรติกล่าวและว่า

เมื่อใช้หนี้ตอนเกษียณราชการแล้วเหลือเงินบำนาญ1- 4 หมื่นบาทโดยประมาณก็ส่งได้เล็กน้อยต่างเดือดร้อนแสนสาหัส ช่วงนี้ครูจะใช้หนี้ไม่หมดในชาตินี้อย่างแน่นอน บางรายผ่อนส่งมีหลักฐานอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการส่งเงินงวดชำระหนี้ยาวมากจาก 200 งวดถึง 519 งวด

นายสมเกียรติกล่าวอีกว่า ปัญหาเหล่านี้ได้ร้องเรียนไปยังนายทะเบียนสหกรณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าสองสามปียอมรับตรงๆว่า ปัญหานายทะเบียนสหกรณ์เป็นปัญหาหลักทำงานช้ามากกว่าจะตัดสินว่าถูก หรือผิดใช้เวลาเป็นปีจนสมาชิกต้องลงมือฟ้องกันเองเช่น สหกรณ์ครูมหาสารคาม สหกรณ์ครูขอนแก่น สหกรณ์ครูนครราชสีมา และสหกรณ์อีกนับสิบแห่งก็ฟ้องเองในคดีแชร์ลอตเตอรี่จนสร้างความเสียหายมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท

บางสหกรณ์ก็ทำการฟ้องเองคือ คดีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นที่บรรดาสหกรณ์ 76 แห่งนำเงินไปลงทุนไปฝากกับสหกรณ์เครดิตยูเนียนนับหมื่นๆ ล้านบาทก็ถูกฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงินไม่ได้เงินคืน สองเรื่องนี้เป็นเรื่องโด่งดังมาตั้งแต่ปี 2553-2556 แล้ว

 

“ปัญหาที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาอย่างรีบด่วนให้นายทะเบียนสหกรณ์ไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก โดยกำหนดวันแล้วเสร็จภายใน 3-6 เดือน ไม่ใช่ปีสองปีสามปีอย่างเช่นปัจจุบัน”นายสมเกียรติกล่าว

นายสมเกียรติยังกล่าวถึงเมื่อครั้งที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนและตั้งกระทู้ถามในสภาเรื่องหนี้สินครูไว้จำนวนมาก สรุปว่าถึงวันนี้ได้เกิดวิกฤตแล้วในสหกรณ์ครูใน 5 เรื่องใหญ่

1.เกิดสภาพลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้เนื่องจากมีหนี้เกิดจากการกู้ยืมมากเกินความจำเป็นของมนุษย์ไปจากธนาคารฯกู้ 3 ล้านบาท จากสหกรณ์ครูก็กู้อีก 3 – 4.5 ล้านบาท รวม 6-7 ล้านบาทเกินความจำเป็นที่มนุษย์ต้องมีต้องใช้แล้ว กระทรวงศึกษาธิการเคยนำเงินไปแก้หนี้ให้บางคนเป็นหนี้ 6 -7 ล้านบาท (มีหลักฐาน) เขาเรียกว่าขาดสภาพคล่อง เก็บหนี้ไม่ได้ เกิดหนี้สูญจำนวนมหึมา ทำลายความเชื่อถือต่อสหกรณ์ลดน้อยลง

2. กรรมการและฝ่ายจัดการยังหวังประโยชน์จากการทุจริตจะมีตลอดไป ดังนั้นพวกเขาจึงหาทางยักยอก ฉ้อโกง และฟอกเงินจำนวนมหาศาล จากแชร์ลูกโซ่ในอดีตแชร์ลอตเตอรี่ในปัจจุบันแชร์สินค้าการนำเงินที่ไม่ใช่ของกรรมการไปลงทุนร่วมกับสหกรณ์เครดิตยูเนียนฯ ทำให้ธนาคารและสหกรณ์ที่ปล่อยกู้หลายแห่งขึ้นดอกเบี้ยจากเงินกู้เดิมและให้ส่งงวดชำระคืนเร็วขึ้น จนเครดิตต้องเสียไปจำนวนมาก

3.เรื่องกองทุนสวัสดิการเกษียณมีแห่งละ 3-6 กองทุนแล้วทำประกันชีวิตกันเอง ฟ้องกันมั่วไปหมด นายทะเบียนสหกรณ์ก็ไม่กล้าใช้อำนาจบอกแต่ว่าให้ระวังจะผิดกฎหมายประกันชีวิตและกฎหมายประกันวินาศภัยในปี 2554 ล่าสุดหนังสือนายทะเบียนสหกรณ์เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 ว่าฝ่าฝืนกฎหมาย และอาจถูกดำเนินการตามกฎหมาย

4.การตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์จำนวนมากต่อหนึ่งสหกรณ์รับมั่วไปหมด ฉ้อฉลเรื่องเก็บเงินค่าทำศพและค่าบำรุงประจำปีโดยเฉพาะสองแห่งที่จังหวัดนนทบุรีตั้งขึ้นแบบไม่เคยเรียกประชุมใหญ่ที่ถูกต้องแม้แต่ครั้งเดียว บางแห่งมีการเก็บในใบเสร็จสหกรณ์ทั้งๆ ที่อยู่ในกฎหมายกันคนละฉบับ ร้องไปยังนายทะเบียนประจำท้องที่เทศบาลต่างๆ ก็ต่างเก็บเงียบ ร้องไปยังนายทะเบียนกลางกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ก็มอบกลับให้นายทะเบียนประจำท้องที่ ข้าราชการกลุ่มนี้ทำงานล้าช้าโยกโย้จนน่ารังเกียจและรำคาญเอามากๆ

5.ปัญหาสำคัญที่สุดเกิดจากรองนายทะเบียนฯ(สหกรณ์จังหวัด)กับนายทะเบียนสหกรณ์(อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์)เคยทำผิดพลาดมาแล้วในสหกรณ์เครดิตยูเนียนฯแล้วยังมาทำให้เสียหายอย่างร้ายแรงในสหกรณ์ครูชัยภูมิ เช่น การแก้ไขข้อบังคับรับจดทะเบียนขายสลากกินแบ่งรัฐบาล(แชร์ลอตเตอรี่) อย่างมีชั้นเชิงเล่ห์เหลี่ยมรับจดแล้วก็เลิกรับจดทะเบียนการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลแถมยังไปถอดถอนคณะกรรมการที่ยกเลิกแชร์ฯกับบริษัทฯชุดนายสานิตย์ พลศรี เป็นประธานทั้งคณะออก คนที่ถูกถอดถอนก็ฟ้องบรรดานายทะเบียนฯ จากกรมตั้งแต่รองอธิบดี สหกรณ์จังหวัดทั้ง 6 คนที่ศาลปกครองนครราชสีมาปรากฏว่าชนะความ ขณะนี้เฝ้ารอศาลปกครองสูงสุดมาสามปีแล้วก็ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ

6. ปัญหาเกิดจากมีกฎหมายดีแก้ไขป้องกันไว้แล้วตั้งแต่คราวเกิดวิกฤตสหกรณ์เครดิตยูเนียนฯ ให้ผู้แทนของธนาคารแห่งประเทศไทยมามีอำนาจกำกับดูแลด้วย แต่ราชการใช้คนเดิมๆ ไปแก้ปัญหาก็ไม่สำเร็จคือ บรรดานายทะเบียนและนายทะเบียนสหกรณ์ส่วนใหญ่ก็ยังทำงานเหมือนเดิม ถ้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหม่ๆ

“เราอาจจะเริ่มจากปัญหาใหญ่ที่สุดที่จะแก้ได้ทันควันคือ ปัญหาสหกรณ์ครูให้นายทะเบียนฯฟ้องแทนสหกรณ์และสมาชิกตามกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่ตั้งสหกรณ์มานายทะเบียนไม่เคยใช้อำนาจนี้เลยและให้รีบทำทันทีที่ได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วรายงานให้รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีทราบโดยพลันเชื่อว่าสหกรณ์ต่างๆจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” นายสมเกียรติกล่าว
…………………..

แสดงความคิดเห็น