เริ่มแล้ว!!ธกส.เปิดลงทะเบียน www.เยียวยาเกษตร.com สำหรับผู้ไม่มีบัญชี ตั้งแต่วันที่7 พ.ค. เป็นต้นไป

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดให้เกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์รับเงินจากมาตรการช่วยเหลือ “เยียวยาเกษตรกร” ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน รวม 15,000 บาท ตั้งแต่พ.ค.-ก.ค.2563 ที่ไม่มีบัญชี ธ.ก.ส. แต่มีบัญชีของธนาคารอื่นสามารถลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาผ่านเว็บไซต์ www.เยียวยาเกษตรกร.com

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธ.ก.ส. กล่าวว่า ผู้จะได้สิทธิ์รับเงินเยียวยาจะต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้ว และผ่านการตรวจสอบจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครอบคลุมเกษตรกร 10 ล้านราย ใช้งบประมาณรวม 150,000 ล้านบาท

โดยธ.ก.ส.จะเริ่มจ่ายเงินให้เกษตรกรตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ส่วนขั้นตอนการจ่ายเงินเยียวยาให้กับเกษตรกรที่มีบัญชีของธ.ก.ส.อยู่แล้ว ธ.ก.ส.จะรับข้อมูลผู้ขึ้นทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจากกระทรวงเกษตรฯ และดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง

ในกรณีเกษตรกรมีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.แล้วสามารถใช้บัญชีเงินฝากเดิมได้ หลังจากระบบประมวลข้อมูลและตรวจสอบบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการเยียวยา จะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับความช่วยเหลือในมาตรการ“เราไม่ทิ้งกัน”แล้ว เมื่อ ธ.ก.ส.ได้รับเงินจากกระทรวงการคลัง จะรีบดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรต่อไป โดยจะกระจายการโอนครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ประมาณวันละ 1 ล้านราย

“โครงการเงินบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าว ธ.ก.ส.จะเร่งดำเนินการอย่างเคร่งครัด ซึ่งนอกจากเกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.แล้ว ยังสามารถใช้บัตร ATM ของ ธ.ก.ส.ถอนเงินจากตู้ ATM ของทุกธนาคาร หรือใช้โทรศัพท์มือถือที่มีแอพพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile ถอนเงินโดยไม่ใช้บัตร ATM ที่ตู้ ATM ของ ธ.ก.ส.ได้อีกด้วย ” นายอภิรมย์ กล่าว

สำหรับการรับเงินเยียวยาเกษตรกรครัวเรือนละ 5,000 บาท 3 เดือน รวม 15,000 บาท ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นมาตรการของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและครอบครัว เป้าหมายไม่เกิน 10 ล้านราย

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ จำนวน 8.43 ล้านราย กลุ่มที่ 2 เกษตรกรที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ไม่เกิน 1.57 ล้านราย

ภาพประกอบ:http://accesstrade.in.th

ข้อมูล:สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง

แสดงความคิดเห็น