“เอกชนโคราช” จี้รัฐรับผิดชอบ EIA มอเตอร์เวย์ลูบหน้าปะจมูก

นักธุรกิจโคราชระบุ EIA มอเตอร์เวย์ทำแบบลูบหน้าปะจมูก  10 สัญญารุกป่า รัฐต้องรับผิดชอบปล่อยให้ผ่านมาได้อย่างไร การปรับแบบเพิ่มวงเงินอีก 6,000 ล้าน ต้องแยกว่าส่วนใดเอกชนจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย จี้ให้เร่งให้ดำเนินการก่อสร้างอย่างน้อยเปิดใช้บางส่วนต้นปี 2564

นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชษฏ ประธานสภาอุตสาหกรรมจ.นครราชสีมา กล่าวถึง กรณีปัญหาการปรับแบบโครงการมอเตอร์เวย์เส้นทางบางประอิน- นครราชสีมา ว่า ตนคิดตามโครงการมอเตอร์เวย์มาโดยตลอด เพราะมอเตอร์เวย์นั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการคมนาคมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนในภูมิภาคอีสาน  โครงการก่อสร้างนั้นมีทั้งหมด 40 สัญญา และได้มีการแบ่งซอยสัญญาออกมาเป็นช่วงๆ

ขณะนี้การดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้ว 17 สัญญาและเป็นการดำเนินการเสร็จก่อนครบสัญญาในปี 2565 ด้วย และอีก 13 สัญญาไม่มีปัญหาอะไร จะมีเพียง 10 สัญญาที่มีปัญหาโดยเฉพาะช่วง อ.หมวกเหล็ก ที่จะต้องผ่านผืนป่าต่างๆ และยังมีจุดอื่นซึ่งตนขอไม่ลงรายละเอียด

“ผมเกาะติดโครงการมอเตอร์เวย์มาตลอด เข้าร่วมประชุมทุกครั้ง ทราบรายละเอียดโครงการต่างๆ และเห็นว่าการแบ่งซอยสัญญาเป็น 40 สัญญาและใช้ระบบให้ผู้รับเหมารายใดทำงานได้เสร็จก็สามารถเบิกเงินได้ทันทีเป็นการเรื่องดีและสร้างจูงใจให้ผู้รับเหมาเร่งทำงานให้เร็วมากยิ่งขึ้น” นายหัสดิน กล่าวและว่า

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่จะต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ เรื่องการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ที่ไม่รอบคอบเป็นไปแบบลูบหน้าปะจมูก เมื่อดำเนินก่อสร้างไปบางพื้นที่เป็นผืนป่า บางพื้นที่เป็นแหล่งน้ำจึงต้องมีการปรับแบบไป ซึ่งภาครัฐผิดแน่นอนและภาคเอกชนจะต้องได้รับการเยียวยาหากไม่เช่นนั้นเขาก็อาจจะไม่ทำงานต่อไป

ประธานสภาอุตสาหกรรมจ.นครราชสีมา กล่าวว่า ปัญหาคือ งบประมาณที่มีการขอเพิ่มเติมจำนวน 6,000 ล้านบาท ก็จะต้องมาพิจารณาแยกว่า ผู้รับเหมามีส่วนผิดหรือไม่ เพราะเมื่อมีการเห็นแบบแล้วก็ย่อมรู้ว่าทำได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่ใช้วิธีการเหมารวมก็จะไม่แฟร์ ผู้รับเหมาก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย

“เรื่องEIA ที่มีการประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี 2556 และมีการก่อสร้างปี 2558 ปล่อยให้ผ่านมาได้อย่างไร ข้อบกพร่องทีเกิดขึ้น รัฐจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาและกล้าตัดสินใจ วงเงินที่เพิ่มขึ้นมานั้น ไม่ได้เกินกรอบงบประมาณที่ตั้งไว้” นายหัสดินทร์กล่าว

นายหัสดินกล่าวว่า สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนอีสาน นั้นเรื่องแรกคือ โอแอนด์เอ็ม หรือช่องทางการเก็บเงินของผู้ที่จะเข้มาทำหน้าที่ดูแลรักษาเส้นทางตลอดระยะเวลา 30 ปีของสัญญานั้นยังไม่มีการประมูล จึงยังไม่มีการก่อสร้าง ซึ่งหมายถึงเส้นทายังไม่มีการขึ้นลง ซึ่งเป็นไปได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องความผิดของภาครัฐแน่นอนที่จะไปรอให้การก่อสร้างเสร็จแล้วจึงจะดำเนินการ

สิ่งที่ตนเรียกร้องคือ ในช่วงต้นปี 2564 คนอีสานจะต้องได้ใช้มอเตอร์เวย์บางช่วง โดยเฉพาะช่วงหมวกเหล็กและคลองไผ่ ที่มีการจรจรหนาแน่นมากๆ นับจากนี้ไปยังมีเวลาเหลืออีก 4 เดือน ที่จะทำให้การเดินทางปลอดภัยในระดับพอสมควรและมีช่องทางขึ้นลงได้ใช้ประโยชน์ด้วย เพราะก่อนที่จะมีการเปิดใช้อย่างเป็นทางการผู้รับเหมาก็จะต้อมีการทดสอบความแข็งแรงและปลอดภัยอยู่แล้ว

“มอเตอร์เวย์ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางคมนาคมเท่านั้น และยังมีรถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูงที่จะช่วยกันเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจอีสานด้วย สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน นั้น เราไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย จากเดิมไทยเราค้ากับจีนเป็นอันดับหนึ่งต่อมาเวียดนามแซงหน้าไปเป็นอันดับหนึ่ง และล่าสุดอินโดเนียเซียก็แซงเราขึ้นไปทำให้ไทยเราหลุดมาเป็นอันดับสาม” นายหัสดินกล่าว

นายหัสดินกล่าวอีกว่า การพัฒนาภาคอีสานนั้น รัฐควรที่จะได้ให้แต้มต่อในการลงทุน  ไม่ต้องเท่ากับ EEC หรอก แต่ก็ควรที่จะมี เพราะธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ไม่สามารถไป EEC ได้เขาก็จะได้เลือกมาลงทุนที่ภาคอีสาน  ทั้งโคราช ขอนแก่น หรืออุดรฯ ซึ่งเป็นอีเวอร์จิ้นมาเก็ตของประเทศไทย ประชากรจำนวนมาก และตลาดของภาคอีสานก็ยังใหม่และเดินไปได้ด้วยดีแม้จะมีวิกฤตเกิดขึ้นก็ตาม

เส้นทางมอเตอร์เวย์บางประอิน – นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. ราคากลางก่อสร้างประมาณ 90,000 ล้านบาท ประมูลราคาก่อสร้าง  77,970 ล้านบาท ค่าเวนคืน 6,630 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 84,600 ล้าน ต่ำกกว่าราคาประมาณ 5,400 ล้านบาท โดยการปรับแบบครั้งนี้มีการเสนองบประมาณเพิ่มจำนวน 6,000 ล้าน โดยยังไม่ได้มีการเจรจาต่อรองกันระหว่างรัฐกับผู้รับเหมา

                                                          “””””””””””””””

แสดงความคิดเห็น