3 เวทีม็อบขอนแก่น ผนึกพลังคนต่างวัยต่างปัญหา ตอกย้ำ3ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล

ปรากฏการณ์การชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก – Free YOUTH  ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 18 ก.ค.63 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับสังคมไทยอย่างมาก จากการนำเสนอ 10 ข้อเรียกร้องที่เป็นประเด็นทะลุทะลวงแบบไม่เคยมีการมาก่อนในเวทีการชุมนุมต่างๆที่ผ่านมา

หลังจากนั้นได้มีการขยายการชุมนุมออกไปในต่างจังหวัดหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ จ.ขอนแก่นซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอีสานที่แม้จะมีการประกาศว่า ไม่ได้มีการวางแผนการชุมนุม แต่การจัดชุมนุมทั้งหมด 3 ระลอกภายในสัปดาห์เดียวกันก็อาจถือว่าเป็นการวางแผนแบบไม่วางแผน

เริ่มด้วยวันที่ 20 ส.ค. 63 มีการนัดรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (ศาลหลักเมือง) โดยกลุ่มขอนแก่นพอกันที ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาที่เป็นกำลังหลักในการชุมนุม และขึ้นเวทีปราศรัย โดยมีผู้ปราศรัยคนสำคัญจากกรุงเทพฯเดินทางมาร่วมเวทีปราศรัยด้วย

อาทิ “เพนกวิน”  พริษฐ์ ชีวารักษ์ ,“อั๊ว” จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียนนิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และ “ใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ กลุ่มขอนแก่นพอกันที

ผู้เข้าร่วมชุมนุมกว่า 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมและนักศึกษามหาวิทยาลัย เนื้อหาการปราศรัยบนเวทีโดยรวมไม่รุนแรงเมื่อเปรียบกับการปราศรัยที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม อาทิ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา งบประมาณที่ใช้ในหน่วยงานความมั่นคง ผู้หญิงในสังคมชายเป็นใหญ่(ปิตาธิปไตย) การทุจริตในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น

นอกจากนี้ผู้ชุมนุมยังได้จัดพิธีสวดไล่เผด็จการ โดยอุปกรณ์ในพิธีประกอบไปด้วยบายศรี หุ่นเล็กที่ปั้นคล้ายพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรูปภาพของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

นายวชิรวิทย์ เทศศรีเมือง หนึ่งในพิธีกร ผู้ปราศรัย จากกลุ่มขอนแก่นพอกันที กล่าวให้ความเห็นว่า ผลของการจัดกิจกรรมชุมนุมในครั้งนี้ว่า

“ผมก็ไม่คิดว่ามันจะออกมาดีขนาดนี้ แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดที่จะต้องแก้ไขกันอยู่พอสมควรเหมือนกัน เพราะครั้งนี้คนมาเยอะแล้วเราได้ปิดถนนครั้งแรก ก็เป็นโจทย์ว่าครั้งต่อไปเราจะทำยังไงให้งานมันสมูท (smooth) กว่านี้ ผมคิดว่าเป็นที่น่าพอใจของทุก ๆ คน เพราะเราก็ได้อิมแพค (Impact) จากงานพอสมควร

ถามว่าเราเป็นห่วงเรื่องไหน ปิดถนนแล้วกลัวจราจรจะติดขัดไหม ผมก็ต้องพูดตรง ๆ ว่ามันติดอยู่แล้ว เราชุมนุมไม่ได้ทำเพื่ออำนวยความสะดวกนะครับ เราชุมนุมเพื่อยกระดับการกดดันรัฐบาล เพราะฉะนั้นมันไม่สามารถที่จะจัดงานอีเว้นท์ได้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราเข้าใจกันได้”

การจัดกิจกรรมชุมนุมของกลุ่มขอนแก่นพอกันที ผู้ชุมนุมยังยืนยัน 3 ข้อเรียกร้องจากนักศึกษาเช่นเดียวกับข้อเรียกร้องของกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่ยกระดับขึ้นมาเป็นกลุ่มประชาชนปลดแอก คือ เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญใหม่

อีสานปลดแอก ปลาแดกจงเจริญ

ถัดจากนั้นอีกเพียง 2 วัน คือวันที่ 22 ส.ค.63 ได้มีการนัดชุมนุมต่อเนื่องครั้งที่ 2 ในช่วงสัปดาห์เดียวกันในนามสมัชชานักศึกษาอีสาน ขบวนการอีสานใหม่และเครือข่ายภาคประชาชนอีสาน ภายใต้หัวข้อ“อีสานปลดแอก ปลาแดกจงเจริญ” เพื่อตอกย้ำข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ให้รัฐบาลลาออก ยุบสภา และคืนอำนาจให้ประชาชน

การชุมนุมครั้งนี้เป็นการผนวกภาคีนักศึกษากับเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อยกระดับการชุมนุมจากที่เคยเป็นเพียงการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษาโดยได้ต่อยอดการมีส่วนร่วมไปยังภาคส่วนของประชาชนด้วยและเมขยายวงกว้างขึ้น

โดยมีกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลพวงจากการพัฒนาอีสานจึงได้มีการนำเอารูปแบบของวัฒนธรรมชุมชน นั่นก็คือการบายศรีเข้ามาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม

ผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 300 คน ผู้ปราศรัยคนสำคัญที่ขึ้นอาทิ  “ไผ่ ดาวดิน” หรือ นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา “ไนท์ ดาวดิน” ภานุพงษ์ ศรีธนานุวัฒน์ , เชษฐา กลิ่นดี แนวร่วมนิสิตมมส.เพื่อประชาธิปไตย ผู้ชุมนุมได้มีการจัดบายศรีเรียกขวัญประชาธิปไตย” และการรณรงค์เพื่อเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ในขณะชุมนุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงเพื่อเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมอย่าทำผิดกฎหมาย และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดใน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ปี 2558 อย่างเคร่งครัด ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจและตั้งแถวชู 3 นิ้ว ประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมตะโกนว่า “หยุดคุกคามประชาชน”

 ไทบ้านสิบ่ทน คนอีสานปลดแอก

จากนั้นในวันที่ 24 ส.ค.63 เป็นการนัดชุมนุมครั้งที่ 3 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (ศาลหลักเมือง) จ.ขอนแก่น เป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายภาคประชาชน ในนามอีสานเพื่อประชาธิปไตย (นปป.) เครือข่ายเกษตร เครือข่ายเหมืองแร่ เครือข่ายปิโตรเลียม

เครือข่ายที่อยู่อาศัย/คนจนเอง/คนไร้บ้าน เครือข่าย LGBTQ เครือข่ายที่ดิน เครือข่ายสิทธิพลเมือง เครือข่ายผู้หญิง และเครือข่ายนักศึกษา โดยได้รวมตัวกันตั้งเวทีปราศรัยและจัดกิจกรรมชุมนุม คนสำคัญที่ขึ้นเวทีปราศรัย อาทิ  “บารมี ชัยรัตน์” อดีตที่ปรึกษาสมัชชาคนจน “พิณทอง เล่ห์กัน” เครือข่ายผู้หญิงอีสาน “ปฏิวัติ เฉลิมชาติ” เครือข่ายผู้บริโภคอีสาน

ผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 200 คน เนื้อหาเป็นเรื่องผลกระทบที่เกิดจาการพัฒนาในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าร่วมเป็นภาคีข้อตกลงความเข้าใจและความคืบหน้าเพื่อหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก หรือ CPTPP (Comprehensive and Progressive Trans-pacific Partnership) รวมทั้งยังคงตอกย้ำข้อเรียกร้อง 3 ข้อจากรัฐบาล และร่วมรณรงค์เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ  โดยมีกิจกรรมแสดงความคิดเห็นด้วยการเขียนข้อความลงบนผืนผ้าขาวเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ สะท้อนความต้องการของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

แม้การชุมนุมครั้งนี้มีฝนตกกระหน่ำลงมาทั่วบริเวณ แต่กิจกรรมการปราศรัยและการแสดงออกทางวัฒนธรรมของผู้เข้าร่วมชุมนุมยังดำเนินต่อเนื่องจนถึงกำหนดเวลาที่ผู้ปราศรัยและวงดนตรีวงสุดท้ายได้ทำการแสดงจนจบสิ้น

การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้ง 3 ครั้ง อาศัยรูปแบบการชุมนุมในลักษณะเดียวกัน คือ ไม่ยึดติดในผู้นำ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอันเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตย พร้อมกับมีการรณรงค์เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการตอกย้ำข้อเสนอต่อรัฐบาล คือ ประกาศยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญใหม่

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องหรือข้อเสนอดังกล่าวนั้น จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากกลุ่มคนที่หลากหลาย ไม่เช่นนั้นแล้วการขับเคลื่อนในครั้งนี้ก็จะยากต่อการบรรลุเป้าหมาย ผู้ชุมนุมจะต้องมีการโอบอุ้มความเห็นของคนเห็นต่างและอธิบายถึงปัญหา จุดมุ่งหมาย ให้กับคนเห็นต่างเข้าใจตรงกัน

นับเป็นที่น่าจับตาว่าการใช้กลวิธีในการขับเคลื่อนขบวนการแบบไร้แกนนำและกระจายอำนาจในครั้งนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่ตรงกับความต้องการและบรรลุเป้าหมายข้อเรียกร้อง ภายใต้วิธีการแบบสันติวิธีได้หรือไม่.

 

 

 

แสดงความคิดเห็น