88 ปี ประชาธิปไตย และอนาคตของชาติบ้านเมือง

88 ปี ประชาธิปไตยไทยผ่านพ้นไปถึงวันนี้ หลายคนนึกถึงประโยคของปรีดี พนมยงค์ ที่ว่า “เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ก็ไม่มีประสบการณ์ แต่เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ก็ไม่มีอำนาจ”

หากกลับไปอ่านวิทยานิพนธ์เรื่อง “การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)” ของผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง แล้วจะเห็นภาพบทเรียนหลายอย่างหลัง 2475 ของผู้ประศาสตร์การ “ปรีดี พนมยงค์” มากขึ้น

รวมถึงหนังสือเรื่อง “แผนชิงชาติไทย” ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐในสมัยจอมพล ป. ครั้งที่ 2 (พ.ศ.2491-2500) ของ รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

 หนังสือแผนชิงชาติไทย 

ตอนนั้นปรีดีอาจจะกำลังคิดว่าการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมความผิดในปี 2488 กับกลุ่มรอยัลลิสต์ที่ต่อต้านการปฏิวัติ 2475 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเดินทางกลับประเทศและตั้งกลุ่มต่อสู้ทางการเมืองเพื่อต่อต้านกลุ่มปรีดีอย่างเป็นระบบ ความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้งและกลายมาเป็นพลังทำลายกลุ่มปรีดีในที่สุด

นอกจากนี้ ปรีดีตัดสินใจยุบเลิก “ขบวนการเสรีไทย” ที่เป็นกำลังสำคัญในการปกป้องรัฐบาลของตัวเองลง ในขณะที่กลุ่มรอยัลลิสต์เริ่มเติบโตมีพลังมากขึ้น อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด จึงทำให้ขาดฐานพลังการเมืองสนับสนุนอำนาจ

กลุ่มรอยัลลิสต์จึงตั้ง “พรรคก้าวหน้า” ในปี 2488 ต่อมาส่วนหนึ่งได้ร่วมมือกับกลุ่มควง อภัยวงศ์ ตั้ง “พรรคประชาธิปัตย์” ในปี 2489 ขึ้นมาโดยมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านคณะราษฎรโดยตรง

ต่อมาปรีดีจึงตั้ง “พรรคแนวรัฐธรรมนูญ” จากสมาชิกคณะราษฎรที่เหลืออยู่ และร่วมมือกับ “พรรคสหชีพ” จากการรวมตัวกันของอดีตเสรีไทยสายอีสานซึ่งมีนโยบายสังคมนิยม การต่อสู้ทางการเมืองหลัง 2475 จึงดำเนินต่อมาอย่างเข้มข้นระหว่าง 2 ฝักฝ่าย

เมื่ออ่านการเมืองไทยย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ ยุทธการรบกลางใจประชาชนยังคงดำเนินมาอยู่จนถึงวันนี้ ในยุคที่กลุ่มพลังการเมืองหันกลับมาห้ำหั่นกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะความขัดแย้งทางความคิดระหว่างปีกอนุรักษ์นิยมใหม่กับปีกเสรีนิยมประชาธิปไตย ขณะที่ฝ่ายซ้ายในประเทศไทยและแนวทางสังคมนิยมขาดความเข้มแข็งอ่อนแรงลง

ท่ามกลางบทเรียนในอดีต แนวทาง “สังคมนิยมประชาธิปไตย” (Social Democracy) ดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อประวัติศาสตร์จากความขัดแย้งแสดงบทเรียนว่าบ้านเมืองไทยจะก้าวไปข้างหน้า ต้องด้วยการร่วมมือกันพัฒนาประชาธิปไตยทางการเมือง และการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ป้องกันการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและการผูกขาดโครงสร้างเศรฐกิจ จนเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมมหาศาล

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาลไทยจับมือกับอเมริกาและจีนไปพร้อมกัน เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าความขัดแย้งในอินโดจีนอย่างชาญฉลาด สงครามความขัดแย้งด้วยอาวุธกลายเป็นเรื่องอดีตไปแล้ว เราหันมาต่อสู้ความคิดทางการเมืองผ่านระบบรัฐสภาโดยสันติ ความมั่นคงภายในขยับจากปัญหากองกำลังติดอาวุธ มาสู่ภัยคุกคามความมั่นคงสมัยใหม่ จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ การผูกขาดเศรษฐกิจ และอาชญากรรมข้ามชาติในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขบวนการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และเศรษฐกิจสีเทาต่างๆ

วันนี้ปัญหาความขัดแย้งและภัยคุกคามความมั่นคงจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จึงไม่ใช่ “แผนชิงชาติไทย” เมื่อ 70 กว่าปีก่อน ความขัดแย้งทางความคิดสมัยใหม่เป็นลักษณะประติกาลและการปฏิรูปสังคมโดยภาพรวมทั้งโครงสร้าง เพื่อให้ทันสมัยต่อสถานการณ์สากลและเทคโนโลยี ท่ามกลางระบบระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป

แต่ที่ผ่านมากองทัพไทยไม่เคยสรุปบทเรียนว่า ขณะที่บ้านเมืองควรจะเดินหน้าด้วยความปรองดองและสมานฉันท์หลังจากความขัดแย้งภายในเพื่อพัฒนาสังคมประชาธิปไตย แต่ต้องมาสะดุดด้วยความขัดแย้งที่ถูกสร้างใหม่โดยการรัฐประหาร กลายเป็นวังวนความขัดแย้งไม่สิ้นสุดรอบใหม่ของกองทัพและการเมืองไทย

ปัจจุบันประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันเป็นมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (Constitutional Monarchy) โดยระบบรัฐสภา ที่คณะราษฎรออกแบบไว้และรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ในรูปแบบการปกครองเช่นเดียวกับ อังกฤษ เดนมาร์ก สวีเดน นอรเวย์ ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และอีกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

ความเป็นชาติไทยสมัยใหม่ กองทัพไม่อาจเอาตนเองเป็นศูนย์กลางความมั่นคงอีกต่อไป และต่อไปกองทัพควรทบทวนและเสนอแผนปฏิรูปตนเองทุก 5 ปี เสนอต่อรัฐสภา เหมือนเช่นที่กองทัพเกาหลีใต้ดำเนินการ เพื่อก้าวทันปัญหาความมั่นคงในยุคโลกาภิวัตน์ อย่าไปติดกับดักอำนาจในยุคสงครามเย็นที่กองทัพถูกใช้เป็นเครื่องมือในอุดมการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ภัยคอมมิวนิสต์หมดไปแล้วเมื่อสหรัฐฯ ผู้นำโลกเสรีจับมือกับจีนยุคใหม่ที่กลายเป็นทุนนิยมโดยรัฐตั้งแต่ยุคนิกสันดอคทริน

ประเทศไทยในปัจจุบันพบกับวิกฤตความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการผูกขาดเศรษฐกิจ น่าเสียดายที่เค้าโครงการเศรษฐกิจหรือ “สมุดปกเหลือง” ของปรีดีไม่ถูกนำมาใช้ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยคงไม่เกิดความเหลื่อมล้ำมหาศาลเช่นทุกวันนี้ นายพลขุนศึกทหารของบ้านเมืองทั้งหลายกลายมาเป็นลูกน้องนายทุนผูกขาดกันหมด สังคมกลับตาลปัตรเพราะนักการเมืองสมัยใหม่ยึดถือผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่า “จิตสำนึกเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชน” เช่นนักการเมืองในอดีต

ท่ามกลางความขัดแย้งและการเคลื่อนไหวของเยาวชนคนหนุ่มสาวในยุคใหม่ การรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่เป็นปัจจัยสำคัญที่สังคมไทยจะต้องรับฟัง เนื่องจากในสังคมประชาธิปไตยคนที่เห็นต่างทางการเมืองย่อมแลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้โดยปราศจากความเกลียดชัง ด้วยทุกอุดมการณ์ควรมี “พื้นที่ทางการเมือง” รองรับความคิดเห็นที่หลากหลายในสังคม มีที่อยู่ มีที่ยืน มีที่พูดคุยกันเหมือนในประเทศสังคมประชาธิปไตยอื่นๆ โดยปราศจากการสร้างเงื่อนไขความรุนแรง

กรณีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนที่คิดต่าง แม้ถือเป็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Civil and political rights) ที่สามารถกระทำได้ทุกฝ่าย แต่ต้องเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธและไม่นำไปสู่การปะทะหรือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงระหว่างประชาชน หรือใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate speech) ให้คนในชาติจนเกิดความขัดแย้งที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในที่สุด

ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลอย่าใช้ทฤษฎีสมคบคิดในการคุกคามประชาชน ผ่านกลไกการจัดตั้งของรัฐ เพราะรัฐบาลอาจจะกลายเป็นผู้สร้างความรุนแรงเสียเองและกลายเป็นจำเลยในอาชญากรรมที่เกิดขึ้น

รัฐบาลควรหันมารับฟังและแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องโดยเร็วโดยใช้ “รัฐสภา” แก้ปัญหา เพราะการชุมนุมของประชาชนขยายตัวมาจากรั้วมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่จัดชุมนุมมาหลายครั้ง แต่รัฐบาลยังไม่นำพาแก้ไขดำเนินการ แม้กระทั่งการเปิดเจรจาทางการเมือง เพื่อหาทางออกโดยสันติร่วมกันและเป็นข้อตกลง (solution) ทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงและความขัดแย้งโดยเร็ว

ก่อนที่ความขัดแย้งจะมีโอกาสยกระดับเป็นความรุนแรงที่มากขึ้นกว่านี้ ที่ผ่านมาประชาชนใช้ความอดทนอดกลั้น (restraints) มานานแล้ว ก่อนปัญหาจะลุกลามบานปลายมาจนถึงวันนี้

ต้องทบทวนว่าสังคมไทยผ่านการสูญเสียและความรุนแรงอีกหลายครั้งหลายหน ราวกับว่าแท้จริงแล้วต้นตอของปัญหาก็คือ สังคมไทยไม่อนุญาตให้คนหนุ่มสาวของเราใฝ่ฝันถึงอนาคต ประเทศไทยไม่อนุญาตให้คนหนุ่มสาวของเราใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่  สังคมไทยไม่เคยปกป้องความใฝ่ฝันและอนาคตของพวกเขา สังคมของเราจึงล้มลุกคลุกคลานมานานตราบเท่าวันนี้

ในประเทศพัฒนาทั้งหลาย เขาดูแลโอบอุ้มอนาคตของชาติราวกับแม่ไก่ฟักไข่ในเล้า ส่งเสริมองค์ความรู้และโอกาสทางการศึกษาต่างๆ ตามความใฝ่ฝันและความถนัด งบประมาณการปฏิรูปการศึกษาถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการโอบอุ้มดูแลอนาคตของสังคม สังคมไทยจะเป็นอย่างนั้นได้หรือไม่?

เลิกสร้างความเกลียดชังบนความต่างทางอุดมการณ์ทางการเมืองหรือความเชื่อทางสังคม ทุกคนมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์ใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่ดีงามของเรา ช่วยกันดูแลปกป้องความฝันของอนาคต ให้พวกเขาสรรค์สร้างสังคมที่ดีแห่งอนาคตร่วมกัน โดยบอกพวกเขาว่า “การใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ไม่ใช่ความผิด” เพื่อให้สังคมไทยเติบโต

ผู้มีอำนาจในประเทศนี้ พรรคการเมืองและข้าราชการทั้งหลาย ควรฟังเสียงของเยาวชน นิสิต นักศึกษาให้มากขึ้น เพราะเขาต้องการกำหนดอนาคตของสังคมที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่เองอีกนานหลายปี ส่วนคนรุ่นเก่าก็นับวันจะหายและเหลือเวลาน้อยลง แม้ว่านี่ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างรุ่นต่อรุ่น แต่การมองเห็นอนาคตของลูกหลานในสังคมที่น่าอยู่ล้วนเป็นความปรารถนาของผู้เป็นพ่อแม่ผู้แก่ชราด้วยเช่นกัน

โดย “สถาบันการศึกษา” หรือ “มหาวิทยาลัย” จะต้องเปิดพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาได้แสดงออก อย่าไปปิดกั้น เพราะเป็นสถาบันทางปัญญาที่จะต้องมีบทบาทเสนอทางออกจากปัญหาให้แก่สังคมไทย หากสถาบันการศึกษาไม่มีปัญหาเสนอทางออกประเทศ สังคมไทยก็คงอับจนปัญญามุ่งหน้าสู่อนาคต!

“รัฐบาล” ต้องรับฟังปัญหาและนำไปแก้ไขเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชน และต้องทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษย์ชน โดยการยุติการส่งเจ้าหน้าที่ไปข่มขู่คุกคามหรือติดตามแกนนำนักเรียน นิสิตนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ฝ่ายความมั่นคง” ต้องนิยามปัญหาภัยคุกคามความมั่นคงของชาติใหม่ โดยไม่ผูกขาดความมั่นคงไว้กับหน่วยงานความมั่นคงไม่กี่หน่วยงาน แต่ความมั่นคงของประเทศต้องเป็นความมั่นคงของส่วนรวมทุกชนชั้นในสังคม ดังนั้น จะต้องต่อต้านหยุดการจัดตั้งมวลชนของรัฐผ่านกลไกต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือสร้างความรุนแรงขึ้น รวมถึงกระบวนการจัดม็อบชนม็อบของคนบางกลุ่ม

“เจ้าหน้าที่ตำรวจ” จะต้องอำนวยความสะดวกให้สิทธิการชุมนุมเป็นสิทธิพื้นฐาน โดยการควบคุมอาวุธและการก่อเหตุการณ์ความรุนแรงของมือที่สามให้ได้

 

“คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ออกมาทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ตามกติการะหว่างประเทศด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ไม่ใช่ออกมาพลเมืองละเมิดต่อพลเมืองหรือไม่เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้วในการดูแลคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่พลเมืองทุกคน

โดยเฉพาะ “รัฐสภา” ต้องเป็นที่พึ่งที่สำคัญที่สุดในการหาทางออกจากวิกฤตของประเทศท่ามกลางปัญหาต่างๆ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจให้ดีขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจประชาชน

“รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล” ควรใช้โอกาสนี้ในการแก้ไขและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามข้อเรียกร้องของประชาชน เพื่อยุติการสืบทอดอำนาจ โดยกลไกสมาชิกวุฒิสภาและกลไกของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนในการเลือกผู้นำรัฐบาลผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสามารถแก้ไขรายมาตราในชั้นกรรมาธิการ หรือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านกลไก ส.ส.ร.ในอนาคต ซึ่งจะเป็นทางออกจากทางตันของประเทศไทย

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องเลือกรับผิดชอบประวัติศาสตร์หน้าใหม่ว่า จะเป็น “รัฐบุรุษ” หรือ “ทรราช” รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลต้องหาทางออกจากทางตันของบ้านเมืองและร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดวงจรอุบาทว์ หรือการฉวยโอกาสรัฐประหารของทหารการเมืองในอนาคต ซึ่งจะได้รับการต่อต้านอย่างกว้างขวาง

หากพรรคการเมืองต่างๆ เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ก็ควรผลักดันให้มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้เป็นไปตามเจตจำนงเดิมของเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร และเร่งดำเนินการให้ประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ประชาชนออกแบบประเทศไทยร่วมกัน.

โดย:เมธา มาสขาว

 

 

แสดงความคิดเห็น