รักพัฒนานครขอนแก่น ฤาจะเหลือเพียงตำนาน (3)เปิดใจ “เสี่ยติ่ง” ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ

 

“มันจบแล้วแหละ !

เป็นคำตอบถึงคำถามเรื่องอนาคตของกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น ที่”เสี่ยติ่ง” ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ หัวหน้ากลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น หนึ่งเดียวที่ยังคงยืนหยัดประคับประคองกลุ่มฯไว้ ในสถานการณ์ที่ภายในกลุ่มมีความขัดแย้งที่ไม่สามารถประสานกันได้แล้ว

หลังจากที่ “เสี่ยต้อง” พีระพล พัฒนพีระเดช เลขาธิการกลุ่มฯและ “น้าตุ๊” เรืองชัย ตราชู ประธานกลุ่มฯ ได้ประกาศยุติบทบาทภายในกลุ่มไปแล้ว

เป็นการจบที่ไม่ได้หมายความว่า กลุ่มรักพัฒนานครฯจะยุติบทบาทไป แต่หมายความว่ากลุ่มรักพัฒนานครฯจะยังคงมีอยู่ต่อไปแต่ไม่ได้มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวดังเดิม

ทั้งนี้เพราะมีผู้เปิดตัวลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครขอนแก่นในนามกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่นอย่างน้อย 2 คน และอาจจะมีมากถึง 3 คน

ฝั่งหนึ่ง คือ รักพัฒนานครขอนแก่น โดย นายกฯธีร์ “ธีรศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์” ที่กำลังจะเป็นอดีตนายกเทศมนตรีนครขอนแก่นและพวก กับอีกฝั่งหนึ่งคือ “เสี่ยโด่ง” หรือชัชวาล พรอมรธรรม อดีตรองนายกเทศมนตรี คนรุ่นใหม่ที่เคยอยู่ในทีมของนายกธีรฯนั่นเอง

“เสี่ยติ่ง”หรือนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ผู้ก่อตั้งกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่นที่ยังคงยืนยันจะรักษากลุ่มเอาไว้ เปิดบ้านพักริมบึงแก่นนคร ให้ “อีสานบิซ “ได้เข้าไปสนทนาด้วย

เขาได้ทบทวนความเป็นมาของกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่นอีกครั้ง  ว่า กลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น ได้กำเนิดขึ้นเมื่อปี 2538 หลังจากที่ได้มีการรวมกลุ่มรักขอนแก่น ซึ่งมีนายเรืองชัย ตราชู เป็นหัวหน้ากลุ่มฯ กับกลุ่มพัฒนาขอนแก่น  ซึ่งมีนายอาจหาญ ศิริพูล เป็นหัวหน้ากลุ่มฯ เข้าด้วยกัน

จากนั้นได้จัดโครงสร้างใหม่ ให้นายเรืองชัย ในฐานะอาวุโสสูงสุดเป็นประธานกลุ่ม นายอาจหาญ เป็นหัวหน้ากลุ่ม และ“เสี่ยติ่ง” ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ” ซึ่งถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ขณะนั้น ขึ้นมาเป็นเลขาธิการกลุ่ม แม้เจตนาในการรวมกลุ่มเพื่อไม่ให้มีการแข่งขัน แต่นายประจักษ์เล่าให้ฟังว่าการเลือกตั้งครั้งแรกก็ยังมีกลุ่มการเมืองอื่นลงแข่งขันเหมือนเดิม แต่กลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่นก็ได้รับชัยชนะมาแบบ “ยกทีม”

หลังเลือกตั้งนายอาจหาญ ศิริพูล ได้เป็นนายกเทศมนตรีนครขอนแก่น และนายเรืองชัย เป็นประธานสภาเทศบาลฯ โดยมี”เสี่ยติ่ง” นายประจักษ์ เป็นเทศมนตรีฝ่ายโยธา   

“พวกเราทำงานกันหนักมากเพื่อเมืองของเรา ท่านอาจหาญทำหน้าที่เข้าไปประสานงานกับองค์กรในส่วนกลางต่าง ๆเพื่อหางบประมาณลงมาทำงานและทำงานร่วมกับสันนิบาตเทศบาล โดยมอบหมายให้ผมซึ่งตอนนั้นเป็นเทศมนตรีฝ่ายโยธาทำงานในพื้นที่ ส่วนฝ่ายสภาฯให้ท่านเรืองชัย (ตราชู) ดูแล”

การทำงานผ่านไปถึงปี 2540 (22 ธ.ค.38 -4 ก.ย.40) ยังไม่ครบวาระ 4 ปี (2544) นายอาจหาญได้ลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรี “เสี่ยติ่ง”จึงได้ก้าวขึ้นไปเป็นนายกฯ โดยไม่ได้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะช่วงนั้น การเลือกตั้งนายกเทศมนตรียังเป็นการเลือกโดยสมาชิกสภาเทศบาล (สท.)

 เมื่อนายอาจหาญลาออก สมาชิกสภาเทศบาลฯจึงได้เลือก ”เสี่ยติ่ง” ขึ้นมาเป็นนายกเทศมนตรี ต่อจากนายอาจหาญ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง โดยไม่มีปัญหาความขัดแย้ง อาจเป็นเพราะมีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า เพราะก่อนหน้านี้ นายอาจหาญได้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีมาแล้ว  2 สมัยเมื่อครั้งเป็นหัวหน้ากลุ่มพัฒนาขอนแก่น คือ 8 ก.ย.35-24 ก.ย.38และ 25 ก.ย.38 –21 ธ.ค.38 และเมื่อมาเป็นหัวหน้ากลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น 22 ธ.ค.38 -4 ก.ย.40 โดยนายอาจหาญก็ยังคงทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มฯทและยังมีการพูดคุยและปรึกษาหารือกับสมาชิกกลุ่มเช่นเดิม

 “เสี่ยติ่ง” เล่าถึงผลงานในช่วงตนเองเป็นนายกเทศมนตรีฯด้วยความภาคภูมิใจว่า เทศบาลนครขอนแก่นได้มีนโยบายทำถนนคอนเกรีต 200 สาย เต็มทั้งพื้นที่เมืองซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเทศบาลเมืองขอนแก่นมีการปรับปรุงบึงแก่นนครซึ่งเป็นบึงเก่าแก่ของเมือง การพัฒนาเรื่องการศึกษาและสาธารณสุข

“โรงเรียนเทศบาลช่วงนั้นไม่มีตำแหน่งผู้อำนวยการ เราขยายตำแหน่ง ให้โรงเรียนเทศบาลเป็นผู้อำนวยการฯทั้ง 11 แห่ง มีการให้สวัสดิการแก่ข้าราชการ ขยายตำแหน่งผู้อำนวยการกองช่าง และการศึกษา ด้วยการยกฐานะให้เป็นสำนักช่าง  สำนักการศึกษา มีการซื้อรถกระเช้าเพื่อนำมาใช้ในกรณีเกิดเพลิงไหม้ โดยเป็นรถที่มีขนาดความจุน้ำ 1,200 ลิตร ซึ่งสามารถควบคุมกรณีมีเพลิงไหม้ตึกสูงๆได้ โดยถือเป็นเทศบาลแห่งแรกๆของภาคอีสานหรือทั้งประเทศไทย ที่มีวิสัยทัศน์ในเตรียมการรับมือการพัฒนาเมืองในขณะนั้น”  

กระทั่งปี 2543 ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี มีการการเลือกตั้งใหม่ คราวนี้ “เสี่ยติ่ง” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ากลุ่มรักพัฒนาเมืองขอนแก่นแบบเต็มตัว แทนนายอาจหาญ ศิริพูล ที่ลดบทบาทและถอยออกไปจากกลุ่มฯโดย นายเรืองชัย ตราชู ยังคงทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่มฯ ในช่วงนั้นได้มีการสนับสนุนคนรุ่นใหม่คือ “เสี่ยต้อง” พีระพล พัฒนพีระเดช ทายาทแฟรี่พลาซ่า ห้างดังของจังหวัดให้ขึ้นมาเป็นเลขาฯ

“เสี่ยติ่ง” ชี้ให้เห็นว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งที่สองก็ไม่ได้มีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น กลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น ได้รับชัยชนะแบบ “ยกทีม” อีกครั้ง จึงได้ทำงานต่อเนื่องมีการเร่งทำถนน ทำท่อน้ำเสีย พัฒนาการศึกษา และสาธารณสุข มีการขยายสถานีอนามัยออกไปใน 4 มุมเมือง เพื่อรองรับการพัฒนาเมือง ซึ่งภายหลังได้โอนไปให้โรงพยาบาลขอนแก่นดูแล

“พวกเราในนามรักพัฒนานครขอนแก่น ได้พูดคุยกันตลอด ใครจะอยู่หรือจะไม่อยู่อย่างไร ขออย่าให้ลืมสิ่งเหล่านี้ เราได้ช่วยกันประสานงานในเรื่องของบอุดหนุนจากส่วนกลาง โดยตอนนั้นรัฐมนตรีสุวิทย์ (คุณกิตติ) ก็มีส่วนได้ช่วยเทศบาลนครขอนแก่นเราหลายเรื่องเช่นกัน”

ผ่านวาระบริหารคราวนี้ไปเพียงปีเดียว ปี 2543 มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มีสมาชิกของกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น 2 คน แสดงความจำนงขอลาออกจากตำแหน่งการเมืองท้องถิ่นไปลงสมัครรับเลือกตั้งระดับชาติ

คนแรกคือ “เสี่ยเต๋า” จักริน  พัฒน์ดำรงจิตร ขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) ลาออกไปลงสมัครรับเลือกตั้งเขต 1  และ“เสี่ยติ่ง” ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ขณะนั้นเป็นนายกเทศมนตรี ลาออกไปลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.เขต 2

“ผมได้รับการทาบทามจากแกนนำพรรคการเมืองท่านหนึ่ง ให้ลงสมัครในช่วงเป็นนายกเทศมนตรี จึงได้มีการเจรจากัน ผมบอกว่าพร้อมที่จะลาออกไปลงสมัครให้ แต่ขอให้แกนนำพรรคการเมืองคนนั้น ช่วยหาวิธีนำเงินอุดหนุนการสร้างโรงเรียนเทศบาลวัดกลาง ซึ่งก็ได้ตามที่ขอไป ผมจึงได้ลาออกจากนายกเทศมนตรีไปลงสมัครรับเลือกตั้งและได้เป็นส.ส.เขต 2 ขอนแก่น”

แม้“เสี่ยติ่ง” ลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรี ไปลงสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ขอนแก่น แต่ก็ยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่นเช่นเดิม โดยมีนายเรืองชัย ตราชู เป็นประธานกลุ่มฯและ “เสี่ยต้อง” พีระพล พัฒนพีระเดช เป็นเลขากลุ่มฯ

โดยในการลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ปี 43 “เสี่ยติ่ง”ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ และ”เสี่ยเต๋า” จักริน พัฒน์ดำรงจิตร ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มรักพัฒนาเมืองขอนแก่น ได้หาเสียงว่าจะ ขออาสาเข้าไปทำงานประสานความร่วมมือระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น

“ผมกับเสี่ยต้อง(พีระพล) ท่านเรืองชัย(ตราชู) เราไม่ได้ห่างเหินกันคุยกันตลอด แต่ตอนนั้นผมงานเยอะก็เลยบอก “เสี่ยต้อง”ไปว่าอันไหนดีทำไปเลยและเวลามีปัญหาอะไร “เสี่ยต้อง”ก็จะบอกผมให้มาคุย เวลาจะลงสมัครเลือกตั้งผมก็จะเป็นมาคนพิจารณาว่าใครจะมาเป็นสมาชิกมาร่วมสัมภาษณ์ด้วย”

เมื่อ“เสี่ยติ่ง”ประจักษ์ แกล้ากล้าหาญ ได้ไปเป็นส.ส.”เสี่ยต้อง” ก็ได้ก้าวขึ้นไปเป็นนายกเทศมนตรีต่อจากเขาจนถึงปี 2547 โดยมีแกนนำคนรุ่นใหม่ของกลุ่มที่มีบทบาทต่อเนื่องคือ นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ และนายจุลนพ ทองโสภิต หมุนเวียนเป็นสลับเป็นเทศมนตรีต่อเนื่องจนกระทั่งหมดวาระ

การเลือกตั้งใหม่ ในปี 2547 มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เป็นการเลือกตั้งทางตรง “เสี่ยต้อง” ได้นำทีมรักพัฒนานครขอนแก่น ลงสมัครและได้รับชัยชนะแบบ “ยกทีม” อีกครั้ง พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านในกลุ่มฯช่วงนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น 

ผลการบริหารงานเทศบาลนครขอนแก่นโดดเด่นขึ้นอย่างยิ่ง จนกระทั่งหมดวาระ ในปี 2551 “เสี่ยต้อง” ได้นำทีมลงสมัครรับเลือกตั้งและชนะมาแบบ “ยกทีม” เป็นครั้งที่ 3 และถือเป็นยุครุ่งเรืองอย่างที่สุดของกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น(อ่านประกอบตอน 1-2)

กระทั่งครบวาระในปี 2555 “เสี่ยต้อง” บอกว่า “พอแล้ว” หมายถึงจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครขอนแก่นอีกแล้ว จึงเกิดปัญหาว่า ใครจะเป็นผู้นำกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น เพื่อชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีต่อไปแต่การบริหารกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น “เสี่ยติ่ง” ยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม และ “เสี่ยต้อง”ยังเป็นเลขาฯ รวมทั้งนายเรืองชัย ตราชู เป็นประธานกลุ่ม ฯ

“เสี่ยต้อง ได้พานายธีระศักดิ์ มาพบผม นั่งที่โต๊ะตัวนี้แหละ และบอกผมว่าจะให้นายธีระศักดิ์เป็นนายกฯ ซึ่งในส่วนตัวผมก็ไม่มีปัญหา แต่มีคนที่เสนอตัวอยากเป็นนายกฯอีกคนหนึ่งคือ  “เป๋า” ดร.อรอนงค์ แสวงการ ที่มาพบผมเหมือนกัน ผมก็เลยบอกว่าให้ลองคุยกัน

ผมถามดร.เป๋าว่านอกจากมาหาผมแล้วจะมีใครอีก ที่คุณนับถือ เขาตอบว่า “เสี่ยต้อง” พีระพล ผมให้เขาไปหาและพูดคุยกัน รุ่งขึ้นผมก็เดินทางไปต่างประเทศ ผมก็บอกว่าถ้า “เสี่ยต้อง” กับ “พี่เรืองชัย” ตัดสินใจยังไงก็เอาตามนั้นตกลงเป็นขั้นตอนว่า อรอนงค์ไม่ได้ลงนายธีรศักดิ์ลงสมัคร”

“เสี่ยติ่ง” เล่าว่า ปกติการพิจารณาบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสิทธิ์ของหัวเหน้ากลุ่ม แต่เขาได้มอบหมายให้ “เสี่ยต้อง”กับ“เรืองชัย” ไปแล้ว นายธีระศักดิ์ จึงได้เป็นนายกเทศมนตรี ส่วนบุคคลที่มาเป็น รองนายกฯ นายธีระศักดิ์ เป็นคนเลือกเองทั้งหมด โดยเสี่ยต้อง” ไม่ได้ไปก้าวก่ายการทำงาน 

นายธีระศักดิ์ได้เป็นนายกเทศมนตรีและทำงานต่อเนื่องตั้งแต่ปี  55 – 58 เมื่อครบวาระได้มีการยึดอำนาจโดยคณะนายทหาร รัฐบาลไม่จัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น นายธีระศักดิ์จึงได้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนปี 63 (กกต.ประกาศให้ยุติการทำหน้าที่ในวันที่ 31 ม.ค.64) โดย“เสี่ยติ่ง”บอกว่าเขาได้ติดตามดูการทำงานของนายธีระศักดิ์อยู่แบบห่างๆ จนมีเหตุการณ์ความขัดแย้งขึ้น

“ผมว่าไม่ได้เป็นการทะเลาะกัน แต่เป็นความเห็นไม่ตรงกัน นายธีระศักดิ์ ได้มาปรึกษาผมเป็นการส่วนตัว “เสี่ยต้อง” ก็มาปรึกษาผมรวมไปถึงพี่เรืองชัย ประธานสภา ฯ พวกเราพยายามประคับประคองให้กลุ่มไปด้วยกัน ต้นปี 63 มีการประชุมสภาฯ ผมกับเสี่ยต้อง ก็ไปดูเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น คนเริ่มสับสน ผู้ใหญ่ในจังหวัดสับสน ผมกับพีระพลและพี่เรืองชัยคุยกัน เป็นเรื่องแตกต่างความคิดมากพอสมควร แต่เราไม่สามารถบอกสื่อได้”

หลังจากนั้นผู้บริหารกลุ่มก็เรียกสมาชิกมาคุยกัน ปัญหาที่นายเรืองชัย ตราชู ลาจากประธานสภาฯ เพราะอะไร   ”เสี่ยติ่ง”บอกเขาไม่รู้จริงๆ เพราะนายเรืองชัยไม่ได้บอกโดยโทรฯมาหาแล้วบอกว่าลาออกแล้วเด้อ !

“ผมอยากจะจัดเลี้ยง แต่พี่เรืองชัยบอกว่า เป็นเหตุผลส่วนตัว งั้น ! ผมไม่ถามเป็นปัญหาในเชิงบริหาร ผมถามธีระศักดิ์ ว่าจริงมั้ย? เขาว่าชี้แจงได้

จู่ๆ รองโด่งฯ (ชัชวาล พรอมรธรรม) ที่สนิทและทำงานกับนายธีระศักดิ์ ก็ลาออก ถามว่ารองโด่งใกล้ชิดผมมั้ย ก็ไม่นะครับ แต่เขาโทรมาฯบอกว่า ผมลาออกจากรองนายกฯแล้วนะ ผมถามทำไมเขาบอกว่าเหตุผลส่วนตัว จะไปดูธุรกิจช่วยแม่

ผมเลยนัดประชุมได้ข้อสรุป ณ เวลานั้นทุกคนมารวมกัน โดยให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นเต็มที่ ใครข้องใจเรื่องอะไร พี่เรืองชัย เขาบอก ไม่ได้ยุ่งกับการบริหารเทศบาลแล้ว ส่วนเรื่องกลุ่มให้ “ติ่ง”กับ”ต้อง”ว่ากันไป

“ต้อง” ก็บอกว่า เรื่องบริหารงานเทศบาลฯวางมือแล้ว และมอบให้ธีระศักดิ์ไปทำ แต่เรื่องกลุ่มเรายังมีความผูกพัน และทำงานกลุ่มต่อไปแต่เรื่องตัดสินใจ พี่ติ่งว่ายังไงผมก็ว่าอย่างนั้น”

“เสี่ยติ่ง” เล่าว่า การตัดสินใจในการประชุมกลุ่ม เป็นสามเรื่อง หนึ่งยุบกลุ่มคือไม่มีกลุ่มรักพัฒนาฯ ผู้บริหารเรามี 3 คน แต่เมื่อบอกว่าจะยุบกลุ่มก็ถูกท้วงว่า กลุ่มไม่ได้ผิดอะไรเลย ชาวบ้านก็ยังศรัทธาและชื่นชอบรักพัฒนานครขอนแก่น เมื่อถึงเวลาความขัดแย้ง ความคิดไม่ตรงกัน ทุกคนก็เตรียมตัวไปเลือกตั้ง

“ผมก็บอกว่า ผู้ที่เป็นสมาชิกกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่นสามารถไปใช้สิทธิ์ลงสมัครในนามกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่นได้ ถ้าเป็นเรื่องกลุ่มพูดคุยกันได้ “เสี่ยต้อง” ก็บอกว่าไม่ยุ่งกับการบริหารเทศบาล ฯแต่เรื่องกลุ่มให้ผมตัดสินใจ ใครถอยไม่เป็นไร ทุกคนไปหมด ไม่ว่าใครก็แล้วแต่

เมื่อประชาชนอยากเห็นรักพัฒนานครขอนแก่นยังอยู่เป็นการเมืองท้องถิ่นขอนแก่น ผมพูดในที่ประชุม ผมพร้อมทำกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่นต่อไป ด้วยมือผมเองนี่แหละ แต่ถ้ามีกลุ่มพวกคุณใช้ ผมไม่ยุ่งใครมาหาคุยได้ทุกคน

ณ เวลานี้ก็มี 2 คนหรืออาจจะถึง 3 คน แต่ที่เปิดตัว ณ เวลานี้ คือ นายธีระศักดิ์ ใช้ในนามรักพัฒนานครขอนแก่น มีสมาชิกตามไป 15 คน แต่ถึงวันสมัครยังไม่รู้ และเช่นเดียวกัน นายชัชวาลย์ กับ นันทวัลย์ ไกรศรีวรรธนะ รองประธานสภาฯ และสมาชิกอีก 5 ก็ไปอยู่ด้วยกัน ก็จะขอลงในนามกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่นเหมือนกัน

มีการเปิดสำนักงานแต่ละกลุ่ม ก็มาพบผม มาอวยพรปีใหม่ กลุ่มธีระศักดิ์ สมาชิกใหม่ประมาณ 30 คน กลุ่มนายชัชวาล กับผู้สมัคร 20-30 คน ถามผมว่าเห็นอย่างนี้คิดยังไง ผมดีใจที่เห็นคนรุ่นใหม่และมีความพร้อมเสนอตัวอยากทำงานเพื่อบ้านเมืองผมให้การสนับสนุน

ผมบอกว่าทุกคนเป็นเรื่องวาสนา ผมไม่ได้ตัดสินใจ ประชาชนตัดสินใจ ความขัดแย้งทุกคนกล่าวหาได้ ความผิดจะเกิดสำเร็จเมื่อศาลตัดสิน ปปช.ตัดสิน เรื่องจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม แล้วแต่คุณจะคิด ไม่มีใครตัดสินใจใครผิดถูก คนชนะเลือกตั้งประชาชนตัดสินใจ

“เสี่ยติ่ง” เล่าว่า ทั้ง 2 คนมาปรึกษาหารือ นายธีระศักดิ์เชิญไปร่วมงาน ให้จุดธูปเทียน ตนทำในฐานะเป็นผู้ใหญ่และเป็นหัวหน้ากลุ่ม เช่นเดียวกับ นายชัชวาล เปิดสำนักงานเชิญให้ตนไปร่วมพิธี ตนก็ไปให้ มีคนสับสนมาเพราะต่างคนต่างลงในพื้นที่ แต่ทุกคนก็ต้องรู้ว่า การเลือกตั้งท้องถิ่น ตามกฎหมายใหม่ ปี 42 เรามีคู่แข่งคนละกลุ่ม แต่คราวนี้แข่งกันเองต้องไปดูข้อกฎหมายด้วย

มีคนถามผมทำไมไม่ชี้ขาดให้เป็นผู้หนึ่งผู้ใดลงนายกเทศมนตรี ตรงนี้ผมได้ถกเถียงกันทั้ง 3คน กลับคนอื่นไม่คุยนะ คุยกับเจริญลักษณ์ คนต้องเลือกคนเป็นนายกฯ เสียงส่วนน้อยก็รับฟังว่าอยากจะให้ที่ลงไปชัดเจนว่า รักพัฒนานครขอนแก่น ผู้ที่อยากจะใช้ชื่อกลุ่มฯทำไมไม่กล่าวถึงกลุ่มฯ เป็นข้อโต้แย้ง ว่าเขาก็ลงพื้นที่ไปในนามรักพัฒนานครขอนแก่น

เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็ต้องเปิดช้อย เรื่องข้างหน้าเป็นเรื่องของแต่ละคน หลังเลือกตั้งเรา 3 คน จะไม่ยุ่งกับการบริหาร แต่ถ้ามีปัญหาอยากจะเจอ เรายังเป็นพี่น้อง พรรคพวกกัน ผู้บริหารกลุ่มเดิม จะไม่ได้ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลเหมือนเดิม พวกเรา 3 คน เราถอยมาแล้ว

ธีระศักดิ์ ชัชวาล เขาทำกันได้เองอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปนั่นนี่  เขาทำเหมือนกัน เพราะเป็นทฤษฎีเดียวกันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราไม่ได้เสนอแนะอะไร มีคนมาหามาก ใครอยากลง มีอย่างนี้นะจะไปอยู่กับ ธีระศักดิ์ หรือจะอยู่กับชัชวาล ก็จะให้ไปหาเอาแต่ที่ไม่มาหาผม ก็ไปสมัครกันเอง

“ถ้าคุณเอาไปลงแล้วมีคนบอกว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่นายประจักษ์พูด ก็เรียกผมจะมาอธิบายให้เขาฟังเองได้ครับ” เป็นประโยคปิดท้ายการสนทนาในวันนั้น…

…โปรดติดอ่านต่อไป “เสี่ยโด่ง” ผู้ท้าชิงบัลลังก์นายกฯ เขาเป็นใครมาจากไหน ถึงหาญกล้าสู้กับ “นายกฯธีฯ” ธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ ผู้มีฝีปากและมันสมองเฉียบคม รวมถึงผู้ท้าชิงกลุ่มอื่นที่หวังจะเป็น “ตาอยู่”ในท่ามกลางความขัดแย้งของกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น

………………………….

แสดงความคิดเห็น