เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป สื่อ(ท้องถิ่น)ยุคใหม่จะก้าวต่อไปอย่างไร ? (จบ)

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่เนชั่นทีวี นำเสนอว่า เมื่อ 5 ปี ที่แล้ววงการสื่อคุยกันว่า หนังสือพิมพ์จะอยู่ได้อีกกี่ปี? ส่วนใหญ่บอกว่ายังไม่ตาย แต่จะอยู่อีก 10 ปี 5 ปี 3 ปี พวก 3ปีที่น้อยสุดแต่ถูกต้องมากที่สุด คือมันตายแล้ว เหมือนกับที่ตอนนี้ที่เริ่มมีคำถามในวงการโทรทัศน์ดิจิทัล ว่า สัมปทานเหลืออีก 7 ปี พวกเราจะอยู่ถึงรึเปล่า?

คำตอบจะไม่เหมือนหนังสือพิมพ์ ส่วนใหญ่คิดว่า คงอยู่ไม่ถึงในเชิงทางธุรกิจถ้าไม่ทำอย่างอื่นด้วย เช่นบางค่ายทำทีวี shopping ขายของ บางค่ายทำ content เพื่อป้อนออฟไลน์บางค่ายก็ซัพพอร์ตธุรกิจของตัวเองไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นธุรกิจที่สามารถทำอย่างปกติได้

คนส่วนใหญ่ในวงการคิดว่าไม่เกิน 5 ปี แต่ผมคิดว่าไม่เกิน 3 ปี ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลิกไปอะไรคงอยู่ในประเภทที่ถ้าเราดูจากห้างถามว่าห้างที่ต้องทุบทิ้งไหมไม่ทุบทิ้งหรอกแต่มันจะล้างๆโหวงๆไม่มีคนร้านค้าก็ปิดๆไป

“อดิศักดิ์” มองว่า อนาคตภายใน 3 ปี ทีวีดิจิทัลจะรีรันมากขึ้นจะมีโฆษณาขายตรง ขายถั่งเช่ามากขึ้นไปอีก content ก็จะซ้ำๆเอาของเก่ามารีรันเพื่อลดต้นทุนพวกที่ทำข่าวก็ไม่อยากทำข่าวก็จะคว้าเอาจากโซเชียลมีเดียเพราะไม่มีค่าแรง ต้นทุนไม่มี เงินเดือนไม่มี ค่าน้ำมันรถไม่มี

คนที่ทำละครก็จะทำละครใหม่ไปเพื่ออะไร เมื่ออัตราค่าโฆษณาไม่คุ้มก็จะเอาละครเก่ามารีรัน ไม่มีต้นทุนได้ค่าโฆษณามาบ้าง ก็โอเค เหมือนห้างสรรพสินค้า ถามว่าอยู่ดีไหมก็อยู่ไม่ดีหรอก คนจะเข้าไปแต่คนจะเข้าไปซื้อของในห้าง เข้าไปกินอาหาร ไปเดินเล่นพักผ่อนแต่จะเปลี่ยนสภาพไป โทรทัศน์ยังอยู่ หนังสือพิมพ์ยังอยู่แต่อยู่ในสภาพที่หมดเรี่ยวแรง

อดิศักดิ์ มองว่า สิ่งที่ควรจะทำสำหรับคนที่อยู่ในวงการสื่อ คือไม่ต้องเรียกร้องให้ปรับตัวหรอก เพราะปรับตัวกันมาเยอะแล้ว คนนอกวงการ นักวิชาการก็เป็นห่วง ที่ผ่านมาปรับแบบไม่รู้จะปรับยังไงแล้วก็ไปไม่ได้ เพราะว่า ecosystem ไม่ได้ ตอนนี้อิทธิพลของ platform ขนาดยักษ์ได้ดูดทรัพยากรไปหมด

“ผมดีใจมากเลยที่มีข่าวที่รัฐบาลออสเตรเลียบังคับใช้กฎหมายให้ platform จ่ายเงินค่าข่าวค่า content ให้กับสำนักข่าว แล้ว แต่ Facebook ไม่ยินยอมกฎหมายนี้โดยบล็อกข่าวออสเตรเลีย เราอยู่ประเทศไทยไม่สามารถหาข่าวออสเตรเลียใน facebookได้แต่หาใน google

อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนจับตาดูให้ดี แต่ในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมาที่ platform ขนาดใหญ่ขยายตัวยิ่งกว่า disrupts สื่อปกติ คือ มันดูดกลืนไปหมดเลยเข้าไปอยู่อาณาจักรของเขา คืออิทธิพลของ platform อย่าง google”

google จริงๆยังเป็นธรรมมากกว่า facebook google เป็นระบบ search facebookเป็นระบบที่แชร์ ระบบ platform ที่กำหนดได้หมด กำหนดการมองเห็นอัตราการมองเห็นต่างๆ ธุรกิจด้านสื่อตอนนี้ไปอยู่ในมือของเจ้าของ platform มากกว่า content provider แต่ก็เป็นโอกาสของ content provider เล็กๆจะเกิด แต่ content provider เหล่านี้อำนาจต่อรองไม่มีเลย

จะเห็นว่าคนที่ทำ content เพื่อป้อน youtube ป้อน facebook ไม่มีอำนาจต่อรองกับ platform ใดๆเลย เป็นประเด็นสำคัญถึงแม้ผู้ประกอบการทางด้านสื่อคนทำ content จะปรับตัวเรียนรู้เทคนิคโนโลยี ตัดต่ออะไร รู้จักว่าจะต้องปรับอย่างไร แต่สู้ไม่ได้ เพราะว่า ecosystem โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีเอื้อสำหรับ platform ใหญ่

ถ้าจะแก้ตรงนี้ต้องในระดับโลกเราเห็นอยู่แล้วว่า platform facebook, platform google, platform youtube  สิ่งเหล่านี้คนที่อยู่ในแวดวงสื่อ ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ไม่ว่าจะปรับตัวอย่างไรเป็นไปไม่ได้เลย มีแต่ต้องทำใจอย่าดิ้นรนเลย ยอมจำนนไปเถอะไม่ได้พูดให้สิ้นหวังแต่ต้องยอมรับความจริง

ธุรกิจสื่อหดตัวลงเกิน 50% คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมสื่อจะอยู่เหมือนเดิมไม่ได้ เพราะขนาดของธุรกิจลดลงเกินกว่าครึ่ง อย่างทีวี หนังสือพิมพ์ งบโฆษณา ดูจากงบโฆษณาที่ Nielsen ออกมา หนังสือพิมพ์งบเหลือไม่ถึง 25% ของเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อาจจะสัก 20% โฆษณาทีวีถึงจะไม่ได้หดตัวมากแต่มีช่องที่มาหารอีกเยอะ

ในที่สุดก็กลับไปรูปเดิมคือ ช่องที่อยู่ได้ไม่เกิน 5 ช่อง ก็เหมือนก่อนที่ประมูลทีวีดิจิตอล ช่องที่เกินกว่านั้นที่ไม่สามารถแข่งในเชิงเรตติ้งได้ก็จะอยู่ในสภาพเกรนๆไป ต้องมีธุรกิจหล่อเลี้ยง ขายถั่งเช่า ขายคอลลาเจน หรือไม่ก็ทำข่าวพีอาร์หน่วยงาน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งน่าเศร้าของวงการสื่อ

สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้ผู้บริโภคมีความจำเป็นที่ต้องกลับมาหาคุณค่าขององค์กรสื่อหรือความเป็นสื่อที่น่าเชื่อถือได้ เรื่องนี้สำคัญที่สุด จากเดิมคนที่บอกว่าใครก็เป็นสื่อได้ เป็นเรื่องจริงแต่เป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือรึเปล่าในที่สุดก็ต้องปรับตัวมา

อดิศักดิ์ เสนอว่า คนที่ปรับตัวมาควรที่จะมองในมุม beyond journalism การเป็นมากกว่าความเป็นสื่อ เช่นคุณเจริญลักษณ์ (อีสานบิซ)เป็นตัวอย่างที่ใกล้เคียงไม่ได้ทำเฉพาะสื่อไม่ได้ทำเฉพาะมีเดียเป็นคนกลางที่จะเอาข่าวสารข้อมูลไปถึงผู้บริโภคเท่านั้น แต่มีความมุ่งมั่นในเรื่องของการพยายามจะเซ็ต agenda ทางสังคมของขอนแก่น การทำ campaign รณรงค์เรื่องขอนแก่นทศวรรษหน้า การพัฒนาเมือง

สื่อต้องเข้าไปอยู่ในชุมชนต้องเป็นหนึ่งเดียวในชุมชนไม่ใช่ทำตัวอีโก้อยู่เหนือสังคมบอกว่าตนเองเป็นฐานันดร 4 ซึ่งไม่มีอีกแล้วไม่ต้องพูดเรื่องฐานันดร 4 สื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมถึงจะอยู่ได้ สื่อต้องมีบทบาทในการกำหนดวาระของสังคม

การเป็น platform ที่จะสามารถเชื่อมต่อผู้คนในสังคมได้ สื่อไม่ได้เป็นธุรกิจแล้ว สื่อก็คงจะมีลักษณะ social enterprise เป็นธุรกิจเชิงสังคมที่รายได้ที่ได้มามีผลกำไรที่พอหล่อเลี้ยงการทำงานในภารกิจเพื่อชุมชนมากกว่าที่จะหาผลกำไรแบ่งให้กับผู้ที่ถือหุ้น

ทุกคนพร้อมจะปรับตัวไม่มีสื่อขนาดใหญ่อีกต่อไปแล้ว แต่จะเป็นสื่อขนาดเล็กๆ มีเกิดมีดับตลอดเวลา จะไม่มีสื่อที่มีอายุยืนยาว อย่างเดอะเนชั่น ปีนี้อายุ 50 ปีไม่มีอีกแล้ว จะเห็นได้ว่าสื่อออนไลน์อายุสั้นมาก ย้อนหลังไปชื่อที่เคยได้ยินเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนนี้ไม่มีแล้ว หายไปเร็วมากบางแบรนด์ที่เห็นตอนนี้อีก 2 – 3 ปีก็หายไป คนทำสื่อต้องรู้เรื่องการ prosevice

ท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป อย่างเช่น clubhouse ผมขี้เกียจเข้าไปฟัง ตอนนี้มีสตาร์ลิงค์ที่ทำให้พวก 5g เจ๊งหมด เราต้องมารอดูว่าจะมีผลต่อสื่ออย่างไร คนทำสื่อต้องรู้เทคโนโลยีรู้ว่าต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ตอนนี้ทีวีดิจิทัลเป็นด่านสุดท้าย สื่อดั้งเดิมพังทลายหมดแล้ว อายุสั้นมากเพราะฉะนั้นคนทำสื่อต้องทำไปเรื่อยๆปรับตัวไปเรื่อยๆจะดีกว่า

เรื่องความรู้การใช้เครื่องมือดิจิทัลมีเดียไม่ใช่สื่อหรือนักข่าวอย่างเดียว คนทำคอนเทนต์ จะทำอย่างไรที่จะขายคอนเทนต์จังหวัดคุณของชุมชนกับโลกภายนอกเป็นโอกาสเดียว สมัยก่อนหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจำกัดพื้นที่ วิทยุชุมชนก็จำกัดท้องที่

แต่เว็บไซต์เท่าเทียมไม่ว่าคุณจะใหญ่หรือเล็กมันเท่าเทียม สามารถเข้าถึงได้ด้วยองค์ความรู้ เราเข้าใจกลไกของ “เสิร์ชเอ็นจิ้น”ขนาดไหน ตรงนี้คิดว่าเป็นความรู้ที่เท่ากันไม่ว่าคุณอยู่จังหวัดไหนอยู่ในเมือง อยู่นอกเมือง ถ้ามีความรู้พวกนี้สามารถสร้างคอนเทนต์หรือรายงานข่าวของชุมชนท้องถิ่นบอกกับชาวโลกได้

 

……………….

แสดงความคิดเห็น