เทศบาลนครโคราช เดิมพัน “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ฟื้นศรัทธา หรือ ปิดฉากการเมือง

4 มิถุนายน “ประเสริฐ บุญชัยสุข” นายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครราชสีมาได้ออกมาแถลงนโยบายการบริหารงานต่อสภาเทศบาลฯอย่างเป็นทางการ พร้อมกับเปิดตัว “ดรีมทีม” รองนายกเทศมนตรี 4 คน ที่จะเดินหน้าแก้ปัญหาและทำงานฟื้นศรัทธานายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และพรรคชาติพัฒนา

ประกอบด้วยนายไกรศรี หล่อธราประเสริฐ ทายาทสงวนวงษ์ ที่เคยลงสมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีกับนายสุรวุฒิ เชิดชัย อดีตนายกฯคนก่อน นายสหพล กาญจนเวนิช อดีตรองนายกฯของนายสุรวุฒิ ที่คาดว่าน่าจะเป็น “เด็กฝาก”

นายชาตรี วงษ์วิบูลย์สิน ลูกชาย “สถิตพงษ์” เพื่อนสนิทนายสุวัจน์ และนายนัฏชฐชัยฐ์ ธนกนกนนทณ์ อดีตผู้สมัครสจ.เขต 7 (เขตจอหอ) ของทีมโคราชชาติพัฒนาที่คาดว่าได้ตำแหน่งเป็นรางวัลปลอบใจ

การแถลงนโยบายแบ่งเป็นนโยบายเร่งด่วน 7 ด้าน ประกอบด้วย เร่งแก้ปัญหาโควิด 19  ถนนทรุดโทรม, ขยะล้น, น้ำท่วม ,P.M.2.5  และฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมทั้งนโยบายหลัก 5 ด้าน การสร้างเมืองโคราชให้น่าอยู่, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน,เมืองท่องเที่ยว, เมืองกีฬาและเมืองอัจฉริยะ ดังที่เคยใช้ในการรณรงค์หาเสียง เพียงแต่จะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติการได้จริงหรือไม่ ?อย่างไรเท่านั้น

นายประเสริฐ ลงสมัครและได้รับเลือกตั้งในนามทีมโคราชชาติพัฒนา ซึ่งเชื่อมโยงกับพรรคชาติพัฒนา ซึ่งมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานที่ปรึกษาพรรคฯ

เขาถือเป็นขุนพลคนสำคัญที่ถูกดันออกมาในสถานการณ์วิกฤต ถัดจากกลุ่มเครือญาติใกล้ชิด อาทิ พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ (ภรรยา) นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (น้องชาย) และน.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล (คู่เขย)

นายประเสริฐเป็นอดีตส.ส.หลายสมัย เคยก้าวขึ้นไปนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคาดว่าน่าจะถูกขอร้องให้ลดชั้นทางการเมืองลงมาทำงานการเมืองท้องถิ่น ที่เป็นการเดิมพันทางการเมืองครั้งสำคัญของนายสุวัจน์ที่ไม่อาจถอยต่อไปได้อีกแล้ว

จังหวัดนครราชสีมาหรือ โคราชเป็นฐานที่มั่นสำคัญ และอาจจะเป็นฐานที่มั่นสุดท้าย นับแต่การเลือกตั้งส.ส.ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่พรรคชาติพัฒนา มีส.ส.ได้รับเลือกในระบบเขตเพียง 1 คน จากอดีตที่เคยครองใจโคราชมายาวนานกว่า 30 ปี

นายสุวัจน์ก้าวสู่การเมืองการเลือกตั้งโคราช เป็นครั้งแรกได้รับชัยชนะเป็นส.ส.จากการเลือกตั้งทั่วไป เดือนกรกฎาคม 2531 ในนามพรรคปวงชนชาวไทย ด้วยบารมีของพล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก หัวหน้าพรรคปวงชนชาวไทย อดีตผบ.ทบ.และผบ.ส.ส.ที่ออกจากราชการมาจัดตั้งพรรคฯ โดยมีนายวิศร์ ลิปลพัลลภ บิดาของนายสุวัจน์ ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับพล.อ.อาทิตย์ เป็นผู้สนับสนุน

ครั้งนั้นนายสุวัจน์ อายุ 33 ปี ได้รับคะแนนเสียงสูงติดอันดับต้นๆของประเทศ เหนือกว่าพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งเป็นส.ส.หลายสมัยที่ยึดกุมพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 1 ของจังหวัดนครราชสีมามายาวนานแบบเหนือความคาดหมาย

นายสุวัจน์เรียนสำเร็จปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพิร์ท ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นคนหนุ่มที่มีความรู้ มีกลิ่นไอของความเป็นคน 14 ตุลาฯ 2516 ครั้งนั้นจึงเป็นความหวังว่า เขาจะเป็นเลือดใหม่ที่จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต

มีกระแสข่าวว่านักกิจกรรมการเมืองฝ่ายก้าวหน้าที่มีชื่อเสียงหลายคนให้การสนับสนุนถึงขนาดลงไปช่วยวางแผนกำหนดจังหวะก้าวทางการเมือง โดยมีเป้าหมายส่งให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ภายในอายุไม่เกิน 50 ปี

นายสุวัจน์โดดเด่นอย่างมากจนพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองเชี่ยวกรากมองว่าการอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนายสุวัจน์ไม่น่าจะมีผลดีทางการเมืองสำหรับตนเองจึงได้ยื่นไมตรีเชิญนายสุวัจน์เข้ามาร่วมทำงานการเมืองโดยดึงพรรคปวงชนชาวไทยเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อปี 2533 และจัดสรรโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกรด A ให้นายสุวัจน์ซึ่งเป็นส.ส.สมัยแรกได้เพียง 2 ปี

นับแต่นั้นนายสุวัจน์ก็เติบโตแบบ “ติดลมบนทางการเมือง” ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆต่อเนื่องเกือบทุกรัฐบาลจนถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เหลือเพียงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเขามีศักย์ภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นไปดำรงตำแหน่งได้เช่นกัน

แม้จะมีช่วงหนึ่งที่เขาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ก็ยังสามารถผลักดันคนใกล้ชิดของตนเองให้เข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

นายสุวัจน์เข้าร่วมจัดตั้งพรรคชาติพัฒนากับพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และสามารถยึดจังหวัดนครราชสีมาหรือเมืองโคราช ซึ่งมีจำนวนส.ส.มากที่สุดในภูมิภาคของประเทศไทย โดยกวาดเก้าอี้ส.ส.โคราช แทบไม่เหลือให้พรรคการเมืองอื่นแทรกเข้ามาได้ทำให้ช่วงเวลานั้น “โคราชกลายเป็นเมืองหลวงของชาติพัฒนา” ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

เมื่อสิ้นพล.อ.ชาติชาย…นายสุวัจน์ก็ก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนพรรคชาติพัฒนา แทนที่จะเป็นนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ บุตรชายแท้ๆของ “น้าชาติ” หรือแม้แต่นายกร ทัพพะรังสี หลานชายที่เป็นผู้สร้างฉายา “น้าชาติ” ให้พล.อ.ชาติชาย ให้ถูกเรียกขานติดปากจากสื่อและแวดวงการเมืองทั้งที่จะว่าไปแล้ว ช่วงเวลานั้นทั้งสองคนดังกล่าวมีอาวุโสและประสบการณ์การเมืองมากกว่านายสุวัจน์เสียอีก

ในส่วนของการเมืองท้องถิ่นพื้นที่สำคัญคือ เทศบาลนครฯ ก่อนหน้านี้เขาสนับสนุนให้ รศ.เชิดชัย โชครัตนชัย อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ ลงสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครราชสีมา เรียกว่านายสุวัจน์สามารถยึดกุมโคราชได้แบบเบ็ดเสร็จ

ก่อนหน้านี้มีเพียงตระกูลเชิดชัยที่เป็นคณบดีเก่าแก่ของเมืองโคราชที่ยังจะไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับนายสุวัจน์ แต่ภายหลังสามารถพูดคุยต่อรองกันทางการเมืองได้จนมีข่าวลือว่า

การที่นายสุรวุฒิ เชิดชัย อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลนครโคราชยินยอมที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในครั้งนี้เพื่อเปิดทางให้นายประเสริฐ บุญชัยสุข ซึ่งนายสุวัจน์ให้การสนับสนุนลงสมัครรับเลือกตั้ง ในนามทีมโคราชชาติพัฒนา

ไม่เพียงการเมืองเท่านั้นนายสุวัจน์ยังได้ก้าวล้ำเข้าไปมีบทบาทด้านการบริหารสถาบันวิชาการ โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาผูกขาดเพียงคนเดียว นับตั้งแต่ยังมีสถานะเป็นสถาบันราชภัฏ เมื่อปี 2537 (ได้รับแต่งตั้งปี 2539) จนยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏในปี 2547 ต่อเนื่องมาจนถึงวาระล่าสุดได้รับแต่งตั้งอีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 (วาระ 4 ปี)  

ทว่า…ภายใต้การเติบโตทางการเมืองนายสุวัจน์ก็มีกระแสข่าวด้านลบออกมาเช่นเดียวกัน ข้อครหาเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ในการเข้าสู่ตำแหน่งในกระทรวงที่นายสุวัจน์และคณะเข้าไปดูแล แม้จะไม่เคยมีหลักฐานปรากฏชัดเจน

การกล่าวหาว่าเข้าไปมีส่วนพัวพันกับกรณีทุจริตจัดซื้อที่ดินและโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ที่ทำให้ “นายสังวร ลิปตพัลลภ” กรรมการบริษัทประยูรวิศร์ การช่าง ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของนายสุวัจน์ที่เคยถูกมองว่า “เป็นนักการเมืองน้ำดี”และเป็นความหวังของการเมืองไทยสูญเสียไปในสายตาของคนโคราชและนักกิจกรรมการเมืองฝ่ายก้าวหน้า

สำหรับคนโคราช ประเด็นที่ถูกโจมตีมากที่สุดก็ คือ โครงการการก่อสร้างสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550  ตั้งอยู่ที่ทางหลวงแผ่นดิน 304 ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา หรือชื่อเดิม สนามกีฬาเมืองหลักเฉลิมฉลอง 333 ปี จังหวัดนครราชสีมามีมูลค่าการก่อสร้างกว่า 2,000 ล้านบาท

 สถานที่ดังกล่าวนั้นเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำของเมืองแต่ได้มีการถมพื้นที่ดังกล่าวเพื่อดำเนินโครงการฯ ทำให้ต่อมาเกิดปัญหาน้ำท่วมเมืองโคราช ทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไขไม่ได้ เป็นข้อครหาที่ถูก “ตีตรา”ว่าเป็นความผิดพลาดของนายสุวัจน์

ซ้ำเติมหนักเข้าไปอีก เมื่อครอบครัวลิปตพัลลภไปลงทุนกิจการห้างสรรพสินค้าชื่อ “บลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ท มอลล์” ที่อำเภอหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในนามบริษัทพราวเรียลเอสเตท ก่อสร้างและเปิดดำเนินการไปเมื่อปี 2559 ก็ถูกโจมตีทางการเมืองอย่างหนักว่า “สุวัจน์ทิ้งโคราชแล้ว” ทำให้ความนิยมลดต่ำลงไปอีก

ดัชนีชี้วัดที่สำคัญคือการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2564 พรรคชาติพัฒนาที่เคยมีเมืองโคราชเป็นฐานที่มั่นสำคัญของนายสุวัจน์มาโดยตลอดเหลือส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเพียง 1 คน คือ “ส.ส.โต” หรือ นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ในเขตเลือกตั้งที่ 2

ขนาดนั้นก็ยังมีเสียงสะท้อนว่า ชัยชนะของนายวัชระพลนั้น มาจากความเป็นตัวตน คือ อัธยาศัยและบทบาทการทำงานที่ขยันขันแข็งลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องไม่ได้เป็นเพราะบารมีของนายสุวัจน์ เหมือนที่เคยเป็นว่า “แบรนด์สุวัจน์” หรือ “แบรนด์ชาติพัฒนา” ไม่ว่าจะส่งบุคคลใดลงสมัครคนโคราชก็จะลงคะแนนให้แบบไม่ลังเล

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม “อีสานบิซ” ได้ติดต่อคุยกับแหล่งข่าวที่สนับสนุนนายสุวัจน์มาอย่างยาวนานถึงข้อครหาต่างๆที่เกิดขึ้นว่าเป็นเช่นใด

เขายอมรับว่า ข้อครหาทั้งหมดได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความนิยมในตัวของนายสุวัจน์จริง แต่ตั้งคำถามว่า มีคดีความไหนบ้างที่ส่งผลหรือมีชื่อของนายสุวัจน์เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงแบบชัดเจน ทั้งกรณีคลองด่าน รวมทั้งกรณีเหมืองทองคำ ที่เชื่อมโยงไปยังนายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครราชสีมา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ส่วนกรณีสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ที่เกิดปัญหาน้ำท่วมเมืองโคราช ยอมรับว่านายสุวัจน์เป็นผู้ผลักดันงบประมาณจริง โดยโครงการนี้ได้รับการอนุมัติฯตั้งแต่สมัยที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นโครงการพัฒนาศูนย์กีฬาเมืองหลัก 4 ภูมิภาค ซึ่งผ่านมา 15 ปีถึงได้เกิดขึ้น

“เบื้องลึกของการได้งบประมาณมีภายใต้เงื่อนไข ที่คุณสุวัจน์ต้องยอมเจ็บปวด เพื่อที่จะให้ได้งบฯมเพื่อจะได้พัฒนาเมืองโคราชให้เจริญขึ้น”

นายสุวัจน์ไม่ได้เป็นคนชี้ว่าจะเอาพื้นที่ตรงนี้ในการก่อสร้าง แต่เป็นคณะกรรมการระดับจังหวัดที่ได้มีการแต่งตั้งขึ้นมาและปัญหาน้ำท่วมมาจากพื้นที่ที่เคยเป็นป่าธรรมชาติ และภายหลังได้มีสิ่งก่อสร้างและถมพื้นที่เพิ่มมากขึ้น โดยน้ำนั้นไหลหลากมาจากตำบลสุรนารี ตำบลปรุใหญ่

พื้นที่น้ำท่วมเป็นเขตการดูแลของ 3 ท้องถิ่น  เทศบาลตำบลปรุใหญ่ เทศบาลตำบลสุรนารี และเทศบาลนครโคราช โดยตรงกลางของ “ปรุใหญ่” เป็นแอ่งกระทะ ที่มีความสูงชันมาก น้ำไหลผ่านลงไปเคหะ เซฟวัน และมะขามเฒ่า ไหลลงลำตะคอง ซึ่งได้มีความพยายามแก้ไขปัญหาด้วยเจาะทางลอดถนนมิตรภาพและเส้นทางรถไฟ มั่นใจว่าอีกระยะหนึ่งปัญหาจะดีขึ้นแน่นอน

ส่วนประเด็นการไปลงทุนที่อำเภอหัวหิน ก็เป็นประเด็นการเมือง แม้ทีมงานจะได้สะท้อนว่า ควรที่จะอธิบายกลับไปบ้าง แต่นายสุวัจน์ก็ไม่ตอบโต้ด้วยความเป็นผู้ใหญ่

แหล่งข่าวดังกล่าวระบุว่า สาเหตุที่ข่าวด้านลบออกมามากนั้นเป็นเพราะกลุ่มอกหักทางการเมืองที่ย้ายออกไป ตอนอยู่ด้วยกันก็ดีกันเหมือนสามีภรรยา แต่พอเลิกกันก็ออกไปด่ากัน ในส่วนของพ่อค้าคหบดีไม่มีประเด็นอะไรแต่ก็เป็นไปตามกระแสสังคมการเมือง

“ท่านไม่ได้ทิ้งโคราชไปไหนมาโคราชเกือบทุกอาทิตย์ ร่วมกิจกรรมและหางบประมาณมาสนับสนุนทุกหน่วยงาน ทั้งองค์กรสาธารณะประโยชน์ ภาคเอกชนอย่างหอการค้า และสภาอุตสาหกรรม ไม่มีประเด็นทำให้มัวหมอง”

 

คำอธิบายทั้งหมดเพื่อให้มองเห็นภาพทั้งสองด้าน แต่ถึงที่สุดเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ และในทางการเมืองคนโคราชก็จะตัดสินใจว่า อนาคตของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ในเมืองโคราชจะเป็นเช่นใด เพราะปัญหาของเมืองโคราชนั้นหนักหน่วงและรุนแรงมากจนไม่น่าจะใช้วิธีการแบบปกติแก้ไขได้

โดยเฉพาะเรื่องถนนภายในเขตเทศบาลนครฯที่ย่ำแย่ จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเมืองใหญ่เช่น โคราช ปัญหาการจราจรติดขัดไม่แพ้กรุงเทพฯโดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน ขยะที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นและยังไม่สามารถจัดการได้รวมทั้งน้ำท่วมที่หนักหน่วงและถูกโจมตีว่ามีสาเหตุมาจากโครงการที่นายสุวัจน์เป็นคนริเริ่ม

ที่สำคัญคือ คดีความกรณีโครงการคลองด่าน ของนายสุวัจน์ รวมไปถึงคดีเหมืองทอง ที่นายประเสริฐ บุญชัยสุข ถูกระบุว่ามีชื่อเกี่ยวข้องในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ เสมือนเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ยังไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาเมื่อไหร่ ซึ่งนายประเสริฐ คงจะต้องตั้งสติให้ดี มีสมาธิ และเดินหน้าแก้ปัญหาต่างๆให้ได้อย่างรวดเร็ว    

ผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลนครนครราชสีมาที่ทีมโคราชชาติพัฒนาได้รับชัยชนะแบบ “ยกทีม” เข้ามาบริหารงบประมาณปีละกว่า 1.600 ล้านบาท (เป็นงบประจำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์)  ย่อมแสดงว่าให้เห็นว่า

อย่างน้อยคนโคราชก็ยังให้โอกาสนายสุวัจน์และพรรคชาติพัฒนาในการกลับมาทำงานการเมืองท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ตนเองว่า ภายในระยะเวลา 4 ปีนายสุวัจน์และทีมโคราชชาติพัฒนาจะแสดงฝีมือในการทำงานแก้ไขปัญหาต่างๆเพื่อคนโคราชอย่างแท้จริง

ไม่ใช่เข้ามาแสวงประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง แบบนักธุรกิจการเมืองซึ่งหากสามารถทำได้สำเร็จเป็นที่ยอมรับจะเป็นการ “ฟื้นศรัทธา”ให้แก่นายสุวัจน์และพรรคชาติพัฒนาให้กลับมาเป็นขวัญใจของคนโคราชได้เหมือนเดิม แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น

เทศบาลนครนครราชสีมาหรือเทศบาลนครโคราช ก็อาจจะเป็นฐานที่มั่นสุดท้าย สำหรับการเมืองการเลือกตั้ง ที่จะปิดตำนานนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และพรรคชาติพัฒนาที่จังหวัดนครราชสีมา ที่เคยมีมายาวนานกว่า 30 ปีไปอย่างน่าเสียดาย

………………………..

 

แสดงความคิดเห็น