ฉีดวัคซีนโควิด-19 Aztrazeneca กับ Pfizer เพิ่มภูมิคุ้มกัน

ความหวังหมู่เฮา.. ผลวิจัยพบชะลอรับวัคซีน ‘Aztrazeneca’ เข็ม 2 หรือ ฉีดร่วม ‘Pfizer’ เพิ่มภูมิคุ้มกันโควิด-19 สูง
รายงานข่าวจาก “”สำนักข่าวรอยเตอร์” แจ้งว่า การใช้วัคซีนต่างชนิด โดยฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ 4 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า จะก่อการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นกว่าการรับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าซ้ำอีก ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดระบุเมื่อวันจันทร์(28มิ.ย.) ขณะเดียวกันก็พบว่าการชะลอฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 2 และ 3 ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น
ผลการวิจัยภายใต้ชื่อโครงการ Com-COV ที่จัดตารางการฉีดวัคซีนสองสูตรดังกล่าวร่วมกัน โดยทิ้งช่วงระยะเวลาต่างๆ กันออกไป เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ของการผสมวัคซีน พบว่าไม่ว่าจะเว้นช่วงห่างเพียงใด การใช้วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าร่วมกับวัคซีนของไฟเซอร์ ล้วนช่วยทำให้เกิดสารแอนติบอดีในปริมาณที่สูงมากเพื่อต่อต้านการเพิ่มขึ้นของโปรตีนโคโรนาไวรัสได้อย่างดี
ข้อมูลการวิจัยนี้เป็นการสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลบางประเทศในยุโรปที่เริ่มนำเสนอวัคซีนตัวอื่นสำหรับเข็มที่ 2 ที่ไม่ใช่ของแอสตร้าเซเนก้า หลังมีรายงานเกี่ยวกับปัญหาลิ่มเลือดของผู้รับวัคซีนตัวดังกล่าว
แมทธิว สเนป ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ผู้อยู่เบื้องหลังการวิจัยครั้งนี้ ระบุว่าแม้การค้นพบช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นในการวางแผนแจกจ่ายวัคซีน แต่มันไม่มากพอที่ใช้เป็นคำแนะนำให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้าวขวางในแผนการฉีดวัคซีนสูตรต่างๆ ที่ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกมาแล้ว
“แน่นอนว่ามันน่าดีใจที่การตอบสนองแอนติบอดีและที-เซลล์ ออกมาดูดีเมื่อฉีดร่วมกัน” เขาบอกกับผู้สื่อข่าว “แต่ผมคิดว่าควรคงหลักปฏิบัติไว้ตามเดิม ยกเว้นแต่ในเหตุผลที่มีความจำเป็น เนื่องจากมันพิสูจน์แล้วว่าได้ผล” สเปนกล่าวอ้างถึงการฉีดวัคซีนสูตรเดียวทั้งสองเข็มที่ผ่านการประเมินในการทดลองทางคลิกนิกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ซึ่งมีผู้เข้าร่วมโครงการ 830 คน และได้รับการฉีดวัคซีนห่างกัน 4 สัปดาห์ และพบว่าการฉีดเข็มแรกด้วยวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าและเข็มที่สองเป็นของไฟเซอร์นั้นจะช่วยก่อการตอบสนองของที-เซลล์ ได้ดีกว่า เช่นเดียวกับก่อการตอบสนองของแอนติบอดีได้ดีกว่าการที่ใช้เข็มแรกเป็นของไฟเซอร์ แล้วตามด้วยของแอสตร้าเซนเนก้า
ในสหราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่แนะให้เว้นระยะการฉีดวัคซีน 2 เข็มห่างกัน 8 สัปดาห์ในกลุ่มผู้ที่อายุเกิน 40 ปี และเว้นระยะห่าง 12 สัปดาห์สำหรับผู้ใหญ่ช่วงวัยอื่นๆ
จนถึงตอนนี้มีประชากรวัยผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรแล้วกว่า 80% ได้รับรับวัคซีนแล้ว 1 เข็มและ 60% ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม
ทั้งนี้ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดพบด้วยว่าการชะลอการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด น่าจะเพิ่มความมั่นใจแก่ประเทศที่มีสต็อกวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอย่างจำกัด ว่าการทิ้งช่วงห่างระหว่างวัคซีนเข็มแรกกับเข็มที่ 2 นานถึง 45 สัปดาห์นั้น นำไปสู่การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น แทนที่จะลดน้อยลง
นอกจากนี้การฉีดวัคซีนเสริมเข็มที่ 3 หลังจากเข็มที่ 2 นานกว่า 6 เดือนก็น่าทำให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี “เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” เช่นกันและกระตุ้นให้เกิด “การเพิ่มขึ้นอย่างมาก” ด้านการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับวัคซีน
อย่างไรก็ตามเอเอฟพีรายงานว่า ผลการศึกษาฉบับนี้เป็นผลงานก่อนการตีพิมพ์ ซึ่งหมายความว่ายังไม่ผ่านการทบทวนจากนักวิจัยคนอื่น
แอนดรูว์ พอลลาร์ด หัวหน้าทีมวิจัยของการทดลองของออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า ผลที่ได้น่าจะเป็นข่าวที่สร้างความมั่นใจแก่ประเทศทั้งหลายที่มีวัคซีนอย่างจำกัด และอาจกังวลเกี่ยวกับการชะลอการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แก่ประชากร “มีผลการตอบสนองที่ดีเยี่ยมของเข็มที่ 2 ถึงแม้ว่าจะฉีดห่างจากเข็มแรก 10 เดือน” เขากล่าว
พวกนักวิจัยระบุว่าผลการทดลองสำหรับเลื่อนการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าโดสที่ 3 ออกมาเป็นบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่บรรดาประเทศต่างๆที่มีความคืบหน้าในโครงการฉีดวัคซีน กำลังพิจารณาว่าจะฉีดวัคซีนกระตุุ้นเข็มที่ 3 หรือไม่ เพื่อก่อภูมิคุ้มกันที่ยืนยาว
“ไม่มีใครรู้ บางทีวัคซีนเข็มกระตุ้นอาจมีความจำเป็น เนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลง หรือเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อต้านไวรัสตัวกลายพันธุ์ที่น่ากังวล” เทเรซา แลมบี หนึ่งในนักวิจัยระบุ พร้อมอธิบายวันผลการวิจัยพบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ช่วยเพิ่มการตอบสนองของแอนติบอดีอย่างมีนัยสำคัญ
แลมบีระบุว่าผลการวิจัยออกมาในแง่บวก “หากเราพบว่าวัคซีนเข็มที่ 3 นั้นมีความจำเป็น”
แสดงความคิดเห็น