สธ.ห่วงเด็กเล็ก วางมาตรการสุดเข้ม ใช้แนวทาง 4D หลังพบเด็กติดเชื้อกว่า 4 พันคนทั่วประเทศ!

สธ. วางมาตรการดูแลเด็กเล็กหลังพบเด็กติดเขื้อกว่าสี่พันคนทั่วประเทศ
กระทรวงสาธารณสุข ใช้แนวทาง 4 D (Diet, Development & play, Dental และ Diseases) ยกระดับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ส่งเสริมพัฒนาการด้านอาหาร การเล่น สุขภาพฟัน และการป้องกันโรค พร้อมย้ำให้ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเข้มงวดมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ป้องกันโควิด-19
ณ สถานส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลัง เป็นประธานเปิดอาคารสถานส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านสุขภาพ (4D) เขตสุขภาพที่ 7 ว่า การยกระดับคุณภาพการดำเนินงานของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะด้านสุขภาพร่างกายของเด็ก กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกมาตรการหลักที่สำคัญเพื่อมุ่งเน้นในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 4 ด้าน “4D” ได้แก่ D ที่ 1 คือ Diet หรือ ด้านโภชนาการและการเจริญเติบโต มุ่งเน้นการจัดทำเมนูอาหารที่มีความปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม D ที่ 2 คือ Development & play หรือด้านพัฒนาการและการเล่น มุ่งเน้นให้ครูผู้ดูแลเด็กสามารถเฝ้าระวังและติดตามพัฒนาการเด็กด้วยเครื่องมือ DSPM ได้ พร้อมทั้งส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านการเป็นอิสระ (3F : Family free Fun) D ที่ 3 คือ Dental หรือด้านสุขภาพฟัน มุ่งเน้นให้เด็กปฐมวัยทุกคนต้องแปรงฟันหลังอาหารกลางวันทุกวันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ และมีกิจกรรมตรวจฟัน และที่สำคัญที่สุดในยุคโควิด-19 คือ D ที่ 4 คือ Diseases หรือด้านการป้องกันโรค มุ่งเน้นให้ครูผู้ดูแลเด็กดูแลสามารถจัดสภาพแวดล้อมที่สะอาดเหมาะสม เพื่อการเฝ้าระวังและป้องกันควบคุมโรคในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะการสอนให้เด็กรู้จักล้างมือ สวมหน้ากาก และจัดกิจกรรมแบบ small group เพื่อลดการสัมผัสโรค ซึ่งจากข้อมูลรายงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จังหวัดขอนแก่น เบื้องต้นพบกลุ่มผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 42 คน แบ่งเป็นเด็กเล็ก 34 คน ครู 8 คน และจากข้อมูล กรมควบคุมโรคเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 พบว่า เด็กเล็ก 0-5 ปี ติดเชื้อสะสมรวม 4,960 คน ซึ่งอาจจะเป็นการแพร่หรือติดเชื้อไปสู่ครอบครัวได้ กระทรวงสาธารณสุขจึงเน้นย้ำให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและครอบครัว เฝ้าระวังป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงมาตรการในการดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ต่างๆ จากกรณีที่พบการติดเชื้อโควิดในกลุ่มเด็กเล็กเป็นจำนวนมาก ว่า ขณะนี้แนวโน้มการติดเชื้อเริ่มมาที่เด็กเล็กมากขึ้นแต่ก็ยังวางใจได้ว่า เด็กเล็กที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่มีอาการรุนแรง เว้นแต่ว่าจะมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ส่วนมาตรการป้องกันคือการใช้มาตรการเดียวกันกัยผู้ใหญ่ คือ การเว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก การล้างมือ แต่ในอนาคตอาจจะมีการพิจารณาฉีดวัคซีน เช่น ในประเทศจีนที่ฉีดวัคซีนในเด็กเล็กซึ่งยังถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก แต่เด็กอายุ 12 – 18 ปี ที่อเมริกาก็มีการฉีดไฟเซอร์ ที่มีการทำวิจัยไว้ โดยต้องพิจารณาดูว่าในคลัสเตอร์เด็กเล็กนั่น ยังเป็นวัยที่ควบคุมตามมาตรการได้ยาก ซึ่งทุกคนอาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนอย่างเร็วที่สุด
ส่วนสถานการณ์ในกรุงเทพฯ ถือว่ายังหนักแต่ก็ต้องรอดูผลของมาตรการตามที่รัฐบาลได้ประกาศออกมา อย่างไรก็ตาม การจัดการต้องทำ 4 ส่วน คือ 1.มาตรการของรัฐบาล 2. ความเข้าใจและความร่วมมือของประชาชน 3. การควบคุมโรค และ 4. กล่องรักษา ทั้ง 4 ส่วนต้องทำควบคู่กันไป ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ส่วนการจัดสรรและกระจายวัคซีนนั้นมีหลายมิติ ขณะนี้ในด้านการควบคุมโรค มาตรการหลักคือ การฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 70% ให้ทั่วถึงตามสัดส่วนของประชากร และการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ให้กับทีมแพทย์และโรงพยาบาลอย่างเพียงพอ
ทางด้าน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยขอให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกแห่งทั่วประเทศ ประเมินตนเองผ่าน Thai stop COVID Plus เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 และปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยให้หน่วยงานต้นสังกัดของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยประเมินรับรองก่อนเปิด และสนับสนุนการฉีดวัคซีนแก่ครูพี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่ทุกคนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมถึงคนในครอบครัวที่มีเด็กปฐมวัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโควิด-19
นอกจากนี้ ในช่วงที่เปิดทำการควรกำหนดจุดรับ-ส่งเข้าออกเฉพาะจุดเท่านั้น และไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามายังบริเวณพื้นที่ภายในของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจุดคัดกรองวัดไข้ จุดล้างมือ ล้างเท้า เปลี่ยนเสื้อผ้าเด็ก รวมทั้งเตรียมการทำความสะอาดสถานที่ อุปกรณ์ ยานพาหนะรับส่งเด็ก และควรกำหนดพื้นที่เว้นระยะห่าง เช่น การทำกิจกรรม การจัดพื้นที่นอน และการกินอาหารด้วย โดยในส่วนของครูและผู้ดูแลเด็กนั้น ขอให้ประเมินตนเองผ่าน “ไทยเซฟไทย” มีการทำความสะอาดร่างกายก่อนปฏิบัติงาน และ สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่กับเด็ก ส่วนพ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรดูแลเด็กเป็นพิเศษ หากไม่มีความจำเป็นไม่ควรพาเด็กออกจากบ้าน แต่ทุกครั้งเมื่อออกจากบ้านต้องสวมหน้ากากให้กับเด็กให้เหมาะสมตามช่วงวัย หากพบว่าตนเองมีอาการเจ็บป่วยให้หยุดงานและพบแพทย์ทันที
แสดงความคิดเห็น