นายกฯ ห่วงปชช… ห่วงสถานการณ์โควิด-19 สั่งยกระดับ คุมเข้ม 13 จังหวัดและจัดการปัญหา

นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงสถานการณ์โควิด-19 สั่งยกระดับคุมเข้ม 13 จังหวัดและจัดการทุกปัญหา

 

 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ใจความตอนหนึ่งว่า นับเป็นเวลามากกว่า 1 ปีแล้ว ที่ประเทศไทยและทั่วโลกต้องสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ ทั่วโลกต้องกลับมาเจอวิกฤติและล็อกดาวน์อีกครั้ง ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
ดังนั้นต้องยอมรับว่าสถานการณ์ได้เดินทางมาถึงจุดที่ต้องเจอกับการแพร่ระบาดครั้งร้ายแรงที่สุดที่ประเทศไทยเคยเจอมา
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงได้ประกาศการล็อกดาวน์ 10 จังหวัด ประกาศเคอร์ฟิว และการจำกัดการเดินทาง แต่คณะแพทย์ที่ปรึกษาได้ประเมินแล้วว่าสถานการณ์ยังคงไม่ดีขึ้น ผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลง จึงต้องยกระดับมาตรการควบคุมโรค เพื่อลดความสูญเสียให้ได้โดยเร็วที่สุด ทำให้ ศบค. มีมติประกาศล็อกดาวน์ จำกัดการเดินทางในจังหวัดสีแดงเข้มเพิ่มขึ้นเป็น 13 จังหวัด และปิดกิจการต่างๆ อย่างน้อย 14 วัน ไม่เช่นนั้น สถานการณ์อาจจะร้ายแรงขึ้นจนยากต่อการควบคุม ขอให้ทุกคนร่วมมือกับมาตรการในครั้งนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งรัฐบาลก็จะมีมาตรการเยียวยาผลกระทบต่างๆ
ทั้งนี้ในส่วนของการดูแลผู้ป่วย ได้สั่งการให้แก้ปัญหาต่างๆ ทั้งการเข้าถึงการตรวจคัดกรอง และการหาซื้อ Antigen Test Kit ได้ในราคาถูก การเพิ่มเตียงโดยเฉพาะในกลุ่มสีแดง การจัดหาอุปกรณ์การรักษาและการเพิ่มบุคลากร การแก้ปัญหา Call Center การจัดการและดูแลผู้ป่วยที่กักตัวแบบ Home Isolation และ Community Isolation ขณะเดียวกันวันนี้ได้รับข่าวดีจากกระทรวงยุติธรรม ว่าผลการใช้สมุนไพรไทย ฟ้าทะลายโจรและกระชายขาว ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในเรือนจำนั้น ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ รัฐบาลเร่งจัดหาวัคซีนให้ประชาชนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยเป็นข่าวดีที่ในวันนี้ (20 ก.ค. 64) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส ซึ่งจะสามารถนำส่งได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และไทยยังมีเป้าหมายที่จะสั่งซื้อเพิ่มอีกอย่างน้อย 50 ล้านโดสในปีหน้า เพื่อมาเสริมแผนกระจายวัคซีนของประเทศไทยนอกจากการสั่งซื้อวัคซีนโดยตรงแล้ว รัฐบาลยังมีการเจรจากับหลายประเทศอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ได้วัคซีนมาเพิ่มเติมผ่านข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยได้รับวัคซีนซิโนแวคมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว 1 ล้านโดส วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 1.05 ล้านโดส จากประเทศญี่ปุ่น และกำลังจะได้วัคซีนไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดส จากประเทศสหรัฐอเมริกาและยังมีประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักรและสวิตเซอร์แลนด์ ที่อยู่ในระหว่างการเจรจาข้อตกลงเพื่อขอความช่วยเหลือทางวัคซีนและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้เชื่อได้ว่า ไทยจะยังคงสามารถเดินหน้าฉีดวัคซีนได้ตามแผนที่กำหนดไว้
แสดงความคิดเห็น