25 ร.ร.เอกชนขนาดเล็กร่อน!!จมหมายเปิดผนึกถึง‘ตรีนุช’วอนช่วยนักเรียนคนละ 2 พันด้วย

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2564 สำนักข่าวการศึกษาออนไลน์ Edunewssiam.com รายงานว่า กลุ่มโรงเรียนเอกชนขนาดเล็กที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ รวมจำนวน 25 โรงเรียน ในหลายภูมิภาค ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

เรื่องขออุทธรณ์กรณีการเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครอง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามที่ ศธ.เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาแก่นักเรียนในอัตรา 2,000 บาทต่อคน

โดยขอให้ น.ส.ตรีนุช รัฐมนตรีว่าการ ศธ. และ ครม.ได้พิจารณาอนุมัติให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนกลุ่มโรงเรียนเอกชนขนาดเล็กที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ทั้ง 25 โรงเรียนด้วย ซึ่งจะใช้วงเงินงบประมาณ 10,006,000 บาท ตามจำนวนนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทั้งสิ้น 5,003 คน

โดยในจดหมายระบุดังนี้

จดหมายเปิดผนึก ถึง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวตรีนุช เทียนทอง)

เรื่อง ขออุทธรณ์ กรณีการพิจารณาเงินช่วยเหลือผู้ปกครอง ในสถานการณ์โควิต-19 ของกระทรวงศึกษาธิการ

ตามข้อเสนอมาตรการที่

1 คือการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในอัตรา 2,000 บาทต่อคน เอกสารที่แนบ 1. รายนามผู้เสนอขออุทธรณ์ จํานวน 25 ราย พร้อมรายละเอียดที่จําเป็น

2.รายละเอียดค่าธรรมเนียมการศึกษา ทั้งที่คาดว่าจะได้รับและรายการที่ช่วยเหลือผู้ปกครองไปแล้ว

สืบเนื่องจากการเสนอข่าว เรื่องการเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองนักเรียน เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ตามมาตรการข้อที่ 1 ของท่าน ซึ่งปรากฏในสื่อสาธารณะทั่วไปในขณะนี้นั้น

ในนามของกลุ่มโรงรียนเอกชนที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัวใดๆจากภาครัฐ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เน้นการพัฒนา เด็กอย่างมีคุณภาพ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาในสถานการณ์ปกติ หรือแม้แต่วิกฤติในสถานการณ์อื่นๆ ผู้ปกครองของเราก็ยัง สามารถช่วยเหลือตนเอง โดยไม่เคยเป็นภาระใดๆ กับภาครัฐ จนกระทั่งในสถานการณ์โควิด -19 ที่ผ่านมายาวนาน นับแต่ ปลายปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา และไม่ทราบว่าจะยาวนานไปถึงเมื่อไรนั้นได้สร้างความเสียหาย บอบช้ํา ให้กับผู้คนและธุรกิจ ทุกหมู่เหล่า รวมถึงผู้ปกครองนักเรียนเราด้วย

กลุ่มโรงเรียนเอกชนฯ ของเราได้เข้ามาแบ่งเบาภาระของภาครัฐส่วนหนึ่งที่ไม่ประสงค์รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อ ทดแทนคุณแผ่นดิน แต่จากสถานการณ์ครั้งนี้ ส่งผลกระทบรุนแรงมากดังนั้นเมื่อทราบว่าท่าน จะได้พิจารณาช่วยเหลือ ผู้ปกครองนักเรียนในโรงเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนเท่านั้น ส่วนโรงเรียนประเภทไม่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัว ซึ่งอาจตกสํารวจ ไป ด้วยเหตุที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมใด และเราก็มีผู้ปกครองนักเรียนที่ประสบภาวะลําบาก ไม่ต่างกันกับผู้ปกครองโรงเรียนที่รับอุดหนุน แม้ว่าโรงเรียนจะได้ช่วยเหลือไปในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม(ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย) อีกทั้งเด็กนักเรียนเหล่านี้ก็เป็น “เด็กไทย” ซึ่งในภาวะปกติผู้ปกครองเหล่านี้ก็ได้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากรัฐบาลตลอด มา และเงิน 2,000 บาท นี้อาจมิใช่เงินจํานวนมาก แต่หากในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมมีความหมายต่อทุกคน ซึ่งหมาย รวมไปถึงคุณค่าความยุติธรรมและความเสมอภาค และความรู้สึกยินดีของผู้ปกครองที่ได้รับการใส่ใจ ด้วยเช่นกัน

ในฐานะของกลุ่มโรงเรียนที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจํานวน 25 โรงเรียน รวมจํานวนนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทั้งสิ้น 5,003 คน (ตามแนบ) ซึ่งในสถานการณ์ปกติที่ผ่านมาหลายสิบปี ได้ร่วมแบ่งเบา ภาระของรัฐ โดยเฉลี่ยถึงปีการศึกษาละ 73,544,100 บาท แต่การขอพิจารณาช่วยเหลือผู้ปกครองสําหรับกลุ่มฯในครั้งนี้ ขอเพียง 10,006,000 บาท เท่านั้น โดยส่งตรงถึงผู้ปกครองฯ คนละ 2,000 บาท เช่นเดียวกับโครงการอื่นๆของรัฐ

ดังนั้นจึงใคร่ขอความกรุณาจากท่านและคณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาข้ออุทธรณ์ของกลุ่มฯ เราในครั้งนี้ และครั้งต่อๆไป การพิจารณาเรื่องที่มีผลกระทบเช่นนี้ ด้วยการเรียกผู้แทนของกลุ่มฯนี้ควบคู่ไปกับผู้แทนของโรงเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุน ทุกครั้ง ทั้งนี้ ได้แนบรายละเอียดข้อมูลของโรงเรียนในกลุ่มฯ เพื่อประกอบการพิจารณา มาพร้อมนี้แล้ว

ทางกลุ่มฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการพิจารณาจากท่านและคณะฯ และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้

นางสาวกรองทอง บุญประคอง (ครูก้า)

นางวัสสา สันติภาตา นางสาวอําพร อมรรัตน์

นางรัตนาภรณ์ วัฒนศัพท์ และคณะผู้แทนกลุ่มโรงเรียนเอกชนไทยขนาดเล็ก

ที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัวจากภาครัฐ (ตามแนบ) วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สืบเนื่องจาก วันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมหารือ มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เสนอ 4 มาตรการ
มาตรการที่ 1 การให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โดยเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ในวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน รวมประมาณ 10.8 ล้านคน ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน รวมเป็นเงินประมาณ 21,600 ล้านบาท โดยใช้ฐานข้อมูลเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งเงินนี้เป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายในการเรียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด 19 ใช้วิธีการจ่ายเงินตรงให้ผู้ปกครองนำไปใช้ตามความจำเป็น เช่น ค่าธรรมเนียมการเรียน ค่าบำรุงการศึกษา ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า เป็นต้น
มาตรการที่ 2 เป็นการขอความร่วมมือจากโรงเรียนเอกชน ให้ลด หรือตรึงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้ปกครอง ในโรงเรียนเอกชนกลุ่มที่ไม่รับการอุดหนุนจากรัฐ และกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ ให้เท่ากับปีการศึกษา 2563 เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในโรงเรียนเอกชน ทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อพิจารณาสั่งการเป็นรายกรณี อย่างไรก็ตามหลังจาก ศธ.ได้ออกประกาศแนวปฏิบัติการเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น ปีการศึกษา 2564 ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัด หรือในกำกับของ ศธ. ถือปฏิบัติไปแล้วนั้น จนถึงขณะนี้มีโรงเรียนเอกชนในสังกัด สช.คืนเงินค่าธรรมเนียม การเรียน และค่าธรรมเนียมอื่นแก่ผู้ปกครองแล้วกว่า 2,275 ล้านบาทเศษ บางแห่งให้ผู้ปกครองผ่อนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น โดยมีระยะปลอดดอกเบี้ยตลอดปีการศึกษา และบางโรงเรียนสนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตแก่นักเรียน อย่างน้อย 1 เดือน ขณะเดียวกันในส่วนสถานศึกษาของรัฐ ก็ได้มีการคืนเงินค่าบำรุงการศึกษาบางส่วน และคืนเงินค่ากิจกรรมที่ไม่ได้จัดให้นักเรียนแก่ผู้ปกครองไปแล้วเช่นกัน
มาตรการที่ 3 เป็นการลดช่องว่างการเรียนรู้ (Learning Gaps) และลดผลกระทบด้านความรู้ ที่ขาดหายไป (Learning Loss) โดยให้สถานศึกษาสามารถถัวจ่ายเงินที่ได้รับจัดสรรตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ใน 5 รายการ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อใช้จัดการเรียนรู้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดในปีการศึกษา 2564 ได้ และจัดสรรค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้สถานศึกษาอีกส่วนหนึ่ง เพื่อใช้จัดการเรียนรู้และแก้ปัญหาความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของสถานศึกษา และจัดทําสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้หลากหลายที่เหมาะสมกับวัย ลดการเรียนรู้จากสื่อออนไลน์โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียน อนุบาล-ป.3 ขณะเดียวกัน ศธ.จะจัดเช่าอุปกรณ์ (Devices) พร้อมสัญญาน จํานวน 200,000 ชุด สําหรับให้นักเรียน/นักศึกษา กลุ่ม ป.4 – ม.6 และ อาชีวศึกษา ใช้ยืมเรียน รองรับการเรียนแบบออนไลน์
มาตรการที่ 4 เป็นการช่วยเหลือผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงาน โดยจะมีการจัดฝึกอบรมด้านอาชีพสําหรับผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นการอบรมฟรีรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน พร้อมทั้งประสานเชื่อมโยงกับแหล่งทุนเพื่อจัดหาทุนเริ่มต้นประกอบอาชีพ
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันอังคารที่ 27 ก.ค.นี้ ศธ.จะนำ 4 มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว เสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไป
แสดงความคิดเห็น