‘หออีสาน’วิพากษ์รัฐ ไม่เตรียมแผนรับคนกลับบ้าน ระบุแก้เศรษฐกิจต้องให้เอกชนร่วม

ประธานหอภาคอีสานวิพากษ์รัฐปล่อยคนกลับบ้านไม่เตรียมแผนรองรับ ทำให้เกิดวิกฤต ระบุไม่ก้าวข่ายเรื่องสาธารณสุขและปกครองแต่เรื่องแก้ไขเศรษฐกิจต้องให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย   

นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย รองประธานหอการค้าไทย  และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  กล่าวในการเสวนาข้อเสนอการป้องกัน/ควบคุมการระบาดโควิด 19 และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพื้นที่ภาคอีสานว่า ในความเป็นจริง 20 จังหวัดถ้าขึงกันมา หลายจังหวัดจะเป็น “สีเขียว” แต่ด้วยมาตรการ ไม่ว่าจะการปิดแคมป์ การล็อคดาวน์ เรามีปัญหาเรื่องความไม่พร้อมทางสาธารณสุขในส่วนกลาง เราจำเป็นที่จะต้องรับลูก หลานของเรากลับมาบ้าน เพื่อมาดูแล แน่นอนว่าจะมีเรื่องของการกระเด็นออกไป

คนที่มาจากตรงนั้น คือปัจจัยเราต้องไปบอกว่า อะไรที่ควรแก้ ก็ร้องไปทางของผู้ว่าฯหลายจังหวัด คนที่มาก็จะเข้าโรงพยาบาลสนาม หรือสถานที่ที่เรากำหนดไว้โดยเฉพาะอุดรธานี 2,000 กว่ารายที่จะกลับเข้ามา เรามีจำนวนเตียงที่รองรับถึง 3,000 เตียง

ฉะนั้นเราจึงมีความพร้อมทุกด้าน เราได้เริ่มเตรียมอุปกรณ์ทั้งหมด เพียงแต่ว่าขอให้มาอยู่ในจุดที่เราเตรียมไว้ให้แล้วก็พูดกับหลายๆ ท่าน ทำไมเราพูดถึงแต่ตัวเลข

ในเรื่องของคนเจ็บ คนป่วย เป็นเรื่องของหมอ เรื่องการปกครอง ก็ให้ปกครองดูแลไป แต่เรื่องของเศรษฐกิจ ยังไงก็ต้องให้พวกเรามาช่วยดำเนินการ เรื่องเศรษฐกิจนี่สำคัญ จริงๆ

เราได้ทำเตรียมเรื่องเที่ยวอีสาน ไปด้วยกัน เที่ยวด้วยกันไว้หมดแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ เราก็ต้องยอมรับว่าลูก หลานเราที่เจ็บป่วย แล้วไม่มีใครมาดูแล ส่วนใหญ่คนพวกนี้คือ พนักงานอิสระที่ไม่มีดาต้า(ฐานข้อมูล)

เราต้องยอมรับสภาพว่า ต้องพาพวกเขากลับมา แต่เราพลาดมากในเรืองของคณะกรรมการโรคติดต่อไม่นำภาคเอกชนเข้าไป วันนี้เราเสนอกับกระทรวงมหาดไทยว่า จะต้องนำภาคเอกชนเข้าไปร่วมด้วย หอการค้า สภาอุตสาหกรรมสามารถช่วยท่านได้

บางเรื่องท่านเก่ง หมอที่เก่งเรื่องควบคุมโรค ก็เข้าไปทำจุดนี้ ไม่ต้องห่วงเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องการควบคุมกระทรวงมหาดไทยเก่ง ก็ให้กระทรวงฯหรือผู้ว่าฯไปดูแล แต่เรื่องเศรฐกิจ ท่านจะทิ้งเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะท่านไม่เก่ง ภาคเอกชนเขาเก่ง เขาก็จะเข้าไปช่วยท่านได้ และทั้งหมดมันจะเดินคู่กัน ผสานกันไปได้

อย่างเช่น อุดรธานีที่ทำมาตลอด เราก็ได้นำโมเดลนี้ไปเสนอผู้ว่าฯ ตั้งแต่คนที่แล้วจนถึงคนปัจจุบัน เราก็จะทำอย่างนี้ แล้วก็เสนอให้หลายๆ จังหวัดไปลองทำ แบบฟอร์มนี้จะช่วยผู้ประกอบการได้ ดีกว่าปิดทุกอย่าง ไม่เปิดอะไรเลย

ถ้าอะไรที่กระทบผู้ประกอบการในที่ประชุมเราก็จะอธิบายแบบมีเหตุผล เราก็จะมีระบบสาธารณสุขทำให้เราสามารถประคองกลุ่มต่างๆ ให้พอมีรายได้ ไม่ใช่ไม่มีอะไร นี่คือสิ่งที่สำคัญ

สรุปได้เลยว่าอีสานเราไม่ใช่แหล่งเพาะเชื้อ ตั้งแต่โควิดครั้งที่ 1 จนถึงตอนนี้เราไม่ใช่แหล่งเพาะเชื้อเลย ถ้าเราคุมทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ อีกไม่นานเราสามารถเปิดเมืองได้

เราเฝ้าดูตัวเลขของทุกจังหวัดที่นำเข้ามา ถ้าการนำเข้ามาถูกกำหนดแล้ว กรุงเทพฯตอนนี้ตัวเลขกำลังลดลงมาเรื่อยๆ ถ้าต่างจังหวัดเราโตขึ้น แสดงว่ากรุงเทพสามารถควบคุมได้แล้ว เมื่อถึงเวลาเราต้องมาเขย่าเมืองให้ได้อะไรมากกว่านั้น

การแก้ไขปัญหา อย่าเอาโรคมาเป็นตัวหยุดทุกอย่าง ถ้าหยุด เราก็ต้องหยุดอย่างมีสติ เพราะเรายังมีหน้าที่ ยังต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราก็ฝากเรื่องนี้ไปที่รองนายกฯ ให้ท่านดูแลเรื่องเศรษฐกิจ เพราะเราเสียสละแล้ว ในเมื่อเราเสียสละแล้ว คุณก็ต้องตอบแทนเรา

อีสานทั้ง 20 จังหวัดเสียสละเพื่อช่วยคนกรุงเทพแล้ว หลังจากเหตุการณ์แล้วก็อยากจะให้นำเอางบประมาณมาฟื้นฟูพวกเรา ในสิ่งที่เราขอไป

โชคดีที่เราสามารถดึงวัคซีนมาให้ด่านหน้าได้เยอะมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ต้องการจะฉีดวัคซีนอยู่ที่อำเภอเมือง เพราะเป็นอำเภอที่มีผลกระทบ และมีคนจำนวนมากอยากได้วัคซีน แต่การจัดวัคซีนไปที่ชายแดน เช่น อุดรธานี 30,000 โดส

หนองคาย 60,000 โดส โดย 20% เป็นคนพื้นที่อุดรธานีที่เข้าไปรับวัคซีน เพราะความต้องการต่างกัน จึงเป็นคำถามว่าในแต่ละจังหวัดมีคนที่ฉีดวัคซีนจริงๆ กี่เปอร์เซ็นต์

เราก็พยายามพูดกับหลายฝ่ายว่าคนในภาคเศรษฐกิจ มีความต้องการวัคซีนสูงมาก ซึ่งหากโรงงานอุตสาหกรรมติดเชื้อขึ้นมาก็จะกลายเป็นคลัสเตอร์ แต่กลับไม่มีให้ฉีด พนักงานโรงแรมจำนวน 40 – 50 คนไม่ได้ฉีด ก็ทำให้ไม่มีผู้ใช้บริการ

เพราะระบบจัดการมันผิด เราต้องเรียงลำดับ Piority เลยว่าผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง อสม. ครู ซึ่งครูที่ยังไม่ฉีดวัคซีนอีกกี่เปอร์เซ็นต์ จริงๆ ถ้าบุคลากรทางการศึกษาได้รับวัคซีน 70-80% โรงเรียนไม่ต้องเลื่อนเปิดก็ยังได้ สามารถสอนแบบ On-site ได้เลย

แต่สาเหตุเพราะเลือกวัคซีนจึงทำให้ประชากรที่ได้รับวัคซีนมีไม่ถึงครึ่ง ซึ่งบังเอิญเราโชคดีที่อยู่บนเวที จึงสามารถดึงวัคซีนมาให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้มาเป็นหมื่นแล้ว อาทิตย์ละ 100 – 200 ซึ่งพอได้มาเราก็ฉีดเจ้าของกิจการก่อน ซึ่งเป็นคนสำคัญ

ถ้าเขาไม่ติดโรค เขาก็ลงทุนต่อ แต่ถ้าเขาติดโรคหรือเสียหายไปเราก็ทำอะไรไม่ได้ เราก็ทำเรื่องยื่นขอไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ผู้สูงอายุได้ฉีดหมดแล้ว ผู้ประกอบการร้านอาหาร เจ้าของโรงแรม ก็เริ่มฉีดผู้จัดการแล้วก็ไล่ไปเรื่อยๆ

จริงๆ แล้วเราต้องกลับไปทบทวนในหลายๆเรื่อง ซึ่งพอมีข่าวว่าจะฉีดในเมือง เราก็ดีใจมาก แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นคำสั่งจากส่วนกลาง เพราะว่าตัวเลขใหญ่อยู่ในอำเภอเมืองทุกพื้นที่ ไม่มีใครไปต่างอำเภอ และต่างอำเภอก็จะน้อยมาก เพราะฉะนั้นเราต้องมองความเป็นจริงมากกว่าให้คนส่วนกลางที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาออกคำสั่งกับพวกเรา

ความเป็นจริงคนอยู่ต่างอำเภอน้อยมาก เพราะเขาไม่ชิน แต่เราก็พยายามยัดเยียด สังเกตุจากสงกรานต์ ถ้าคนไม่กลับบ้านคนแก่ก็ไม่ติด ถ้าไม่ล็อกดาวน์หรือปิดแคมป์ ก็จะไม่มีใครติด เพราะเขาไม่ได้กลับบ้าน เขาก็จะอยู่ตามวิถีของเขา

สภาอุตสาหกรรมกับหอการค้าฯ ทำงานด้วยกัน แต่คนละเรื่อง หอการค้าจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่สภาอุตสาหกรรมจะทำเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก แต่จริงๆ มันต้องไปด้วยกัน

ผู้ประกอบการจริงๆ แล้วไม่ได้ต้องการดอกเบี้ยต่ำ เขาอยากให้ปล่อยกู้ ทำไมถึงอยากให้กู้ เพราะการลงทุน 100 บาท กำไร 25 บาท ถือว่ามหาศาลแล้วสำหรับเขา

นี่ยังไม่รวมการกู้นอกระบบ เพียงให้มีเงินมาต่อลมหายใจของเขา สำหรับบางเรื่องหากสร้างกฎเกณฑ์มาเยอะ ไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ส่วนมากที่ทำก็จะเป็นธนาคารรัฐ ที่นำกติมาทำ ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กล้มลงก็จะไม่เสียงดัง จะไม่มีใครได้ยิน

แต่หากเป็นธุรกิจใหญ่ก็จะเป็นประเด็นขึ้นมา ถูกจับตามอง สื่อให้ความสนใจ ทุกคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กหลายเรื่องมารวมกันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศได้เหมือนกัน

การที่หอการค้าและสภาอุตสาหกรรมออกมาสู้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะธุรกิจเล็กๆ ช่วยตัวเองมากไม่ได้ เราไม่เหมือนต่างประเทศ เขาไม่เคยมีระบบอะไรเลย เวลาที่จะไปกู้ธนาคาร ขอดู statement ขอดูแผนธุรกิจ จึงเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครมีความรู้เรื่องนี้ ถ้าไม่มีกองทุนก็ไม่มีการจ้างงาน เพราะฉะนั้นเจ้าของกิจการจึงสำคัญ

เราทำเรื่องเปิดเมืองปลอดภัยกันมาตลอด ก่อนหน้าจะมีประชุมหอการค้าภาค 3 – 4 เดือนครั้งหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้เราประชุมทุกเดือน เพราะเราต้องอัพเดตเรื่องงานตลอด จะช่วยให้เราเปิดเมืองง่ายขึ้น

อุตสาหกรรมจะเป็นองค์กรใหญ่ การจัดการจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่หอการค้าจะกระจายอยู่ในทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมี Solution วนการจัดการเป็นเรื่องๆ ไปเราก็ตั้งเป้ากันว่าภายในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เราจะสามารถเปิดอะไรได้บ้าง

แล้วเราก็คิดว่าอาจจะฟื้นอะไรขึ้นมาได้ก่อน หรืออาจจะในเดือนกันยายนนี้ ธุรกิจบางตัวก็จะต้องเริ่ม เราก็ต้องทำให้ได้ เพราะงานเล็กๆ ของเราก็อาจจะขยายตัว บางอย่างที่ไปได้ก็ไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องประเมินสถานการณ์ที่เรารับคนกลับมาอยู่ในระดับไหน ก็ต้องประเมินกันต่อวัน ในทุกสัปดาห์ แล้วก็มาคุยกันในระดับภาค ระดับกลุ่ม เราจะไม่รอให้ฟ้าลิขิต แต่เราจะลิขิตมันให้ได้

……………………………….

แสดงความคิดเห็น