ไม่ผ่านร่างงบฯเทศบาลนครขอนแก่น “วิกฤต” หรือ “โอกาส” ประชาธิปไตยท้องถิ่น

 

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ากรณีที่สภาเทศบาลนครขอนแก่นมีมติไม่รับหลักการร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 เป็นศึกสายเลือดภายในกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น เพราะสมาชิกสภาเทศบาลนครขอนแก่นทั้ง 24 คน ล้วนแล้วแต่มาจากกลุ่ม “รักพัฒนานครขอนแก่น”

ซึ่งมีนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ อดีตนายกเทศมนตรีที่ผันตัวมาเล่นการเมืองระดับชาติ เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มฯ

รักพัฒนานครขอนแก่น ฝ่ายหนี่งนำโดยนายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครขอนแก่น

รักพัฒนานครขอนแก่น ฝ่ายหนึ่ง นำโดยนายชัชวาล พรอมรธรรม ที่แม้จะพ่ายแพ้ไม่ได้เป็นนายกเทศมนตรี แต่ทีมสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) ภายใต้การนำของเขาก็ได้รับชัยชนะเข้ามา ด้วยคะแนน 17 ต่อ 7 (สมาชิกสภาเทศบาลนครขอนแก่นมีจำนวน 24 คน)

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาดังกล่าวนั้นทำให้หลายคนคาดการณ์ล่วงหน้าว่า การบริหารงานของนายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ จะไม่ราบรื่นง่ายดายเช่นอดีตที่ผ่านมา

เป็นไปตามคาดการณ์ พลันที่มีการประชุมสภาฯนัดแรกเพื่อแถลงนโยบายของนายกเทศมนตรีต่อสภาฯ บรรยากาศเป็นไปอย่างดุเดือดเข้มข้น เสมือนเป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกเทศมนตรี โดยสมาชิกสภาฯฝ่ายบริหารลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของฝ่ายค้านเป็นระยะๆ

จากนั้นในการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ของเทศบาลนครขอนแก่น เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ประชุมก็ได้มีมติไม่เห็นชอบหรือไม่รับหลักการฯร่างเทศบัญญัติดังกล่าว ด้วยคะแนนเสียง 15 ต่อ 7

นับเป็น…ประวัติศาสตร์ครั้งแรกของเทศบาลนครขอนแก่น ที่สภาฯไม่ผ่านร่างเทศบัญญัติงบประมาณในรอบ 28 ปีของกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น

มองจากสองมุม ฝั่งบริหารอธิบายว่า สมาชิกสภาฝ่ายค้านจงใจที่จะเล่นการเมืองด้วยการไม่ผ่านร่างเทศบัญญัติ ทั้งที่กระบวนการจัดทำงบประมาณเป็นไปตามขั้นตอนและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มีการนำเสนอแผนงานจากชุมชนและพิจารณาจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังไว้อย่างถูกต้อง ทำให้ประชาชนเสียโอกาสที่จะได้ดำเนินงานตามแผนงานและโครงการต่างๆ

ฝั่งฝ่ายค้านอธิบายว่า พวกเขาได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชนที่จะต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เมื่อเขาเห็นว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ครบตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย 2548  ข้อ 8 (3) สัดส่วนของสมาชิกสภาเทศบาล จำนวน 3 คน ที่มาจากการเลือกของสภาเทศบาลฯซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนขาดหายไป

 

นั้นคือ…ข้อสรุปมาจากเอกสารบางส่วนและคำอธิบายของนายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ นายกเทศมนตรี นายวิทยา ภูโยสาร ปลัดเทศบาลฯ และนายศุภฤกษ์ สุภธีระ ประธานชุมชนฯที่สนับสนุนฝ่ายบริหาร

ร่วมนำเสนอกับสมาชิกสภาเทศบาลฯฝ่ายค้าน 4 คน ประกอบด้วยนายอภิโชค ประเสริฐรุ่งเรือง นายอาณากร มาศอมรพันธ์ นายณัฎฐกฤษยิ์ พฤกษศรี นายกิตติศักดิ์ นามสีลี ในการเสวนารายการ คุยกับขุนลักษณ์ทางแพลทฟอร์มสื่อออนไลน์“อีสานบิซ”

อันที่จริงก่อนที่จะถึงการพิจาณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณฯ มีกระบวนการเคลื่อนไหวและเกมชิงไหวชิงพริบทางการเมืองของฝ่ายบริหารและฝ่ายค้าน ที่เราจะไม่ลงไปในรายละเอียด เพราะกระบวนการต่างๆได้ผ่านขั้นตอนไปหมดแล้ว

แนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 14 พ.ศ.2564 มาตรา 62 ตรี โดยสรุประบุกรณีสภาเทศบาลฯไม่รับหลักการร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือเทศบัญญัติรายจ่ายเพิ่มเติมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งจำนวน 15 คน ซึ่งขณะนี้นานสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น ได้ลงนามในำคำสั่งออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม

แบ่งเป็นฝ่ายบริหาร 7 คน ประกอบด้วยนายธวัชชัย รื่นรมย์ศิริ รองนายกเทศมนตรีฯ นายมนตรี สิงหปุณภัทร รองนายกเทศมนตรี นายบุญฤทธิ์ พาณิชย์รุ่งเรือง รองนายกเทศมนตรี พ.ต.ท.สมชาย โตเจริญ รองนายกเทศมนตรีฯ นายสมภพ วงศ์ก่อ นายวรินทร์ เอกบุรินทร์ นายโกเมน กันตวธีระ  

ฝ่ายสภาฯ 7 คน ประกอบด้วย น.ส.นันทวัลย์ ไกรศรีวรรธนะ นายกฤษณวรุน ไชยนิจ น.ส.เกศินี วายทองคำ นายณัฎฐกฤษยิ์ พฤษะศรี นายอาณากร มาศอมรพันธ์ น.ส.ณัฐนิชา บุษมงคล และในกฎหมายได้ระบุว่า ให้ทั้งสองฝ่ายหารือกันเสนอชื่อบุคคลเป็นประธานคณะกรรมการฯ 1 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง และการแก้ไข ปรับปรุงหรือยืนยันสาระสำคัญให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้อกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประโยชน์ของท้องถิ่นและประชาชนเป็นสำคัญ ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้มีการแต่งตั้งประธานฯในคราวแรก

ในกรณีที่คณะกรรมการฯไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาให้เป็นอำนาจของประธานคณะกรรมการฯไปดำเนินการรวบรวมผลการพิจารณาและทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดเสนอรายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดโดยเร็ว

จากนั้นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งร่างฯที่ผ่านการพิจารณาให้นายกเทศมนตรี เสนอร่างฯดังกล่าวนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภาเทศบาลฯเพื่อพิจารณาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างฯจากผู้ว่าฯ หากนายกเทศมนตรีไม่ดำเนินการให้ผู้ว่าฯรายงานรมว.มหาดไทยสั่งให้นายกเทศมนตรีพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 62 จัตวา ให้สภาเทศบาลฯพิจารณาร่างฯที่ได้ผ่านการพิจารณาดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างฯจากนายกเทศมนตรี หากพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด หรือมีมติไม่เห็นชอบให้ร่างฯนั้นตกไป โดยให้นำเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณที่ผ่านมาประกาศใช้ไปพลางก่อนในกรณีนี้ให้ผู้ว่าฯเสนอให้รมว.มหาดไทยมีคำสั่งยุบสภาเทศบาล

กระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวนั้นจะต้องเดินไปตามข้อบัญญัติของกฎหมายข้างต้น ซึ่งในระหว่างนี้ยังมีปัญหาที่ท้าทายฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาเทศบาลนครขอนแก่นหลายประการ

ประการแรกคือ บุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการฯที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่ายจะเป็นใคร ? หากย้อนไปเริ่มต้น ทั้งฝ่ายบริหารและสภาฯนั้นล้วนแล้วแต่มาจากกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น ที่มีนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ เป็นหัวหน้ากลุ่มฯ

ทั้งก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง แกนนำทั้งสองฝ่ายได้เดินทางไปแสดงความคารวะนายประจักษ์เช่นเดียวกัน แต่ภาพของนายประจักษ์อาจจะดูเอียงมาทาง ฝ่ายสภาฯมากกว่าฝ่ายนายธีระศักดิ์ เนื่องเพราะภรรยานายประจักษ์ได้แสดงตนลงไปช่วยฝ่ายนายชัชวาลหาเสียง แม้ไม่ได้เกี่ยวกับนายประจักษ์โดยตรงแต่อีกฝั่งหนึ่งจะยอมรับได้หรือไม่ ?

รองลงมาคือ นายพีระพล พัฒนพีระเดช อดีตเลขาฯกลุ่มที่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีบารมีมากที่สุดในกลุ่มรักพัฒนานครขอนแก่น แต่ในช่วงเลือกตั้งก็ถูกมองว่า เอนเอียงมาทางฝั่งของนายธีระศักดิ์ มากกว่า และที่สำคัญคือ เขาประกาศวางมือทางการเมืองไปแล้ว

 สุดท้ายหากหาใครไม่ได้ มีแนวโน้มว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะแต่งตั้งรองผู้ว่าฯที่กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มารับตำแหน่งประธานฯ เพื่อลดแรงเสียดทานหรือข้อครหาว่า มีความใกล้ชิดกับฝั่งของนายกเทศมนตรีเนื่องเพราะได้มีโอกาสร่วมงานกันมานาน

ประเด็นที่เห็นต่างในหลักการของทั้งสองฝ่ายโดยสรุป คือ ฝ่ายสภาฯเห็นว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนาแผนท้องถิ่นนไม่ครบองค์ตั้งแต่ต้น จึงทำให้ร่างเทศบัญญัติไม่ชอบด้วยระเบียบของกระทรวงมหาดไทย

ขณะที่ฝ่ายบริหารนั้น เห็นว่า กระบวนการในการจัดแผนถูกต้องตามขั้นตอนทุกประการ ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ขั้นตอนองค์ประกอบที่ฝ่ายสภาฯแย้งได้ผ่านไปแล้ว เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งและเข้าสู่ตำแหน่งของสมาชิกสภาฯและฝ่ายบริหาร

หากมองเช่นนี้ก็ดูเหมือนว่าท้ั้งสองฝ่ายจะถูกทั้งคู่ แต่ที่สุด คณะกรรมการฯหรือประธานคณะกรรมการฯที่แต่งตั้งขึ้นมาจะต้องทำหน้าที่ปรับปรุงแก้ไขร่างเทศบัญญํติฯเพื่อให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ และให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

ทั้งนี้หากคณะกรรมการฯไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จ ก็จะให้เป็นอำนาจของประธานคณะกรรมการฯที่จะต้องเป็นผู้สรุปรวบรวมเนื้อหาร่างเทศบัญญัติเท่าที่สามารถดำเนินการได้ ส่งให้ผู้ว่าฯ ส่งให้นายกฯ นำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ แต่หากสภาฯลงมติไม่ผ่านร่างอีกครั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะเสนอให้รมว.มหาดไทยสั่งยุบสภาฯ ต่อไป

ความขัดแย้งครั้งนี้อาจมองได้ว่าเป็นวิกฤตของการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลนครขอนแก่นแต่อีกด้านหนึ่งก็อาจมองได้ว่าเป็นโอกาสที่จะทำให้ประชาชนได้เห็นบทบาทการทำงานของฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นหลักการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร กับฝ่ายสภาฯตามระบอบประชาธิปไตย

สำหรับเทศบาลนครขอนแก่นที่ไม่เคยมีฝ่ายค้านมายาวนาน นับแต่มีการควบรวมกลุ่มรักขอนแก่นและพัฒนาขอนแก่น เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นกลุ่ม “รักพัฒนานครขอนแก่น” เมื่อปี 2533 หรือเมื่อ 28 ปี ที่ผ่านมา

ส่วนประชาชนคิดอย่างไร ก็คงจะต้องรอตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งใหม่อีกครั้งใน 4 ปีข้างหน้า

                                    ………………….           

             

แสดงความคิดเห็น