ตั้งงี่สุ่นอุดรฯไม่สนโควิด19 โตไม่หยุด

ตั้งงี่สุ่น ค้าปลีกอุดรฯ เผยโควิด 19 ไม่สะดุดยอดยังเติบโตต่อเนื่องเพราะเป็นสินค้าอุปโภคที่จำเป็นต้องใช้ เพิ่มช่องทางออนไลน์สร้างความรู้จักสามารถระบายสินค้าจะหมดอายุได้ทันที ชี้มาตรการรัฐช่วยกระตุ้นตลาดได้ดีมาก

            นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ผู้บริหารตั้งงี่สุ่น จ.อุดรธานี กล่าวว่า ภาพรวมค้าปลีกของ จ.อุดรธานี แตกต่างจาก จ.ขอนแก่น ก่อนหน้าสถานการณ์โควิด -19 การแข่งขันค่อนข้างรุนแรง บริษัทขนาดใหญ่ แต่ละแห่ง อาทิ Unilever ,P&G ,OSOTSPA ,สหพัฒน์ฯ ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ KPI หรือดัชนีวัดผลงานหรือความสำเร็จของงานและยอดการขายที่ต้องการต่อปี

            ตนทำธุรกิจค้าปลีกที่เปรียบเสมือนเป็นคนกลาง โดยแบ่งระดับตลาดออกเป็น ระดับล่าง ระดับกลาง และระดับบน เมื่อประสบสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าของตั้งงี่สุ่น ปรับตัวเป็น 3 แบบ แบบแรก คือ ปิดตัว แบบสอง คือ ลังเลปิดบ้างเปิดบ้าง และแบบสาม คือเปิดบริการต่อไป

           “สมมุติว่าเรามีร้านค้าอยู่ 10 ราย บริษัทรับตัวเลขทั้ง 10 บาท รายละบาท ฉะนั้นมีกลุ่มที่กลัวสุดๆ 4 ราย ปิดกิจการยอดหายไป 4 บาท อีก 2 ราย กลัวบ้างไม่กลัวบ้าง หายไปอีก 2 บาท เท่ากับตลาดเหลืออยู่ 4 บาทแต่ผู้จัดการต้องการอย่างเดียวคือ ต้องได้ 10 บาท” นายมิลินทร์ กล่าวว่า

           นายมิลินทร์ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบให้ตลาดหดตัวลง เกิดกระจุกตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่มสินค้าที่หายไป ผลิตภัณฑ์เป็นของบริษัทแม่ เป็นต้นน้ำ แต่เราเป็นกลางน้ำ และน้ำใส่ลงมาแรงแค่ไหนเราเอาด้วย เราต้องกลับไปมองนโยบายบริษัทผู้ผลิตแต่ละแห่ง

           อย่างไรก็ตาม โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถือว่าเป็นโครงการที่ได้ผลและเข้ามาช่วยให้ประชาชนหมุนเวียนเศรษฐกิจ ตั้งงี่สุ่นมีอัตราการเติบโตทุกปี เฉพาะสินค้าบริษัทเนสเล่ ก่อนโควิด 19 ระบาด

           ตั้งงี่สุ่น สามารถปิดยอดขายต่อปี 300 – 400 ล้านบาท การระบาดโควิด -19 ปีแรก เรายังปิดยอด 580 ล้านบาท และปีที่ 2 หรือปี 64 น่าจะปิดยอดขายเกิน 800 ล้านบาท โดยตั้งงี่สุ่นพยายามทำยอดให้มุ่งสู่ 1,000 ล้านบาท

            นายมิลินทร์ กล่าวว่า การระบาดโควิด-19 ทำให้พบว่า ยอดการซื้อสินค้าของภาคอุตสาหกรรมจะลดลง แต่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมการค้าปลีกทางตั้งงี่สุ่นยังคงเติบโต เนื่องจากเป็นสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นต้องใช้ของประชาชนทั่วไป

            นอกจากนี้การเข้าสู่ค้าปลีกรูปแบบใหม่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ Shopee และ Lazada ทำให้ทำตั้งงี่สุ่นเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยยกตัวอย่างจากเดิมเคยเราเตยมียอดขายเจลบอลหน้าร้านไม่เกิน 100 ลังต่อเดือน แต่เมื่อเรามาทำการขายออนไลน์ ยอดขายเราเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,000-3,000 ลังต่อเดือน

            สิ่งสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จคือ การเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์และตรงกลุ่มลูกค้า โดยลูกค้าของทั้ง 2 แพลตฟอร์มออนไลน์มีความแตกต่างกัน  Shopee ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และ Lazada ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน นักเรียน นักศึกษา เป็นต้น

            นายมิลินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาบางอย่างได้ อาทิ การขายผลิตภัณฑ์ที่ใกล้หมดอายุ ในระยะ 4-6 เดือน โดยการขายที่ระบุวันหมดอายุ และจำกัดจำนวนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กลยุทธการค้าปลีกของตั้งงี่สุ่น คือ ทำงานให้หนักและปรับแก้ตามแผนงาน มุ่งเน้นโปรโมชั่น การขายหน้าร้าน ทั้งสาขาโพศรีและสาขานาดี รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

            “ตราบใดที่เราเป็นกลางน้ำ เราต้องสวมหัวใจสิงห์แล้วลูกค้าจะกลับเอง อย่างเดียวคืออย่าถอดใจต้องไปต่อ”นายมิลินทร์ กล่าวว่า

            นายมิลินทร์ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด – 19 ผู้นำองค์กรหรือผู้ว่าฯ ที่ดีจะเป็นหลัก และนโยบายที่ชัดเจน ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ที่ดีและทั่วถึง พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนได้ คาดว่าภายใน 1 ปี สถานการณ์จะดีขึ้น ทั้งเรื่องของการวัคซีน-ยารักษารวมถึงการผ่อนคลายในการออกมาใช้ชีวิต

แสดงความคิดเห็น