ดีลเลอร์รถอีสานเริ่มมองอนาคต บทบาทใหม่/ระบบแชร์ริ่งค์ /AI

ผู้บริหารหนุ่มโตโยต้าขอนแก่น ระบุตลาดรถยนต์จะเปลี่ยนไป บทบาทดีลเลอร์อาจต้องเปลี่ยนแปลง คนกลางจะเริ่มถูกลดบทบาทไปและแนวคิดการเป็นเจ้าของรถจะเปลี่ยนไปเป็นเพียงผู้ใช้ผ่านระบบแชร์ริ่งค์  และรวมทั้งการนำเอาระบบใช้ เข้ามา แทนคนขับ

นาย กมลพงศ์ สงวนตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทโตโยต้าขอนแก่นกล่าวว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ของภาคอีสาน รวมถึงจ.ขอนแก่นมีการหดตัวลงประมาณ 20% หากเปรียบเทียบกับภาพรวมของประเทศจะพบว่า ตลาดของภาคอีสานมีภูมิคุ้มกันที่ดี เพราะไม่ได้พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆนอกจากนี้การขยายตัวด้านโลจิสติกส์และด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (eCommerce) ที่กลับมาเติบโตช่วงหลังคลายมาตราการล็อกดาวน์ รถเชิงพาณิชย์ยังคงได้รับคามนิยมอยู่

“ตลาดรถเก๋งและรถกระบะของโตโยต้าขอนแก่น สัดส่วนของรถกระบะตกต่ำน้อยกว่ารถเก๋ง โควิด-19 ระลอกแรกประเทศไทยดำเนินไปได้ดีกว่าทั่วโลก ช่วงไตรมาส 2 และ 3 ที่มีท่าทีจะคงที่ผู้บริโภคหันกลับมาซื้อรถ อาจเพราะมีความไม่มั่นใจในการใช้ระบบขนส่งมวลชน เช่น รถสาธารณะและเครื่องบิน ขณะนั้นบริษัทแม่ไม่สามารถประมาณการตลาดได้ทำให้ต้องอิงข้อมูลจากยอดการขายเพื่อปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์

นายกมลพงศ์ กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ขอนแก่นได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด -19 ในระลอกที่ 2 รุนแรงกว่าระลอกแรก ส่งผลให้เศรษฐกิจในขณะหนึ่งหยุดชะงัก ประกอบกับการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับคืนถิ่นช่วงเดือนเมษายนที่เกี่ยวเนื่องกับการล็อกดาวน์ทำให้เกิดการหดตัวของตลาดอยู่ประมาณ 15% ส่งผลให้โตโยต้าประสบปัญหาด้านชิ้นส่วนการผลิต และการวางแผนการผลิตทำให้เกิดการชะงักการผลิตรถเพื่อส่งมอบ

ทั้งนี้ตลาดระหว่างรถเก๋งกับรถกระบะในจ.ขอนแก่น ที่มีสภาพพื้นที่ความเป็นเมืองมากขึ้นทำให้สัดส่วนอยู่ที่ 55% กับ 45% ในขณะที่จ.เลยสัดส่วนของรถกระบะและรถเก๋งอยู่ที่ 80% กระบะ 20%  แต่ภาพรวมตลาดภาคอีสานสัดส่วน รถเก๋ง 60% และ กระบะ 40%

  นายกมลพงศ์ กล่าวว่า จ.ขอนแก่น มีชมรมผู้ค้ารถยนต์ที่รวมกลุ่มเช่นเดียวกัน โดยมุ่งเพื่อเปิดตลาดที่งาน Motor Show ถึงแม้ว่าในบางมุมมองการประสานงานร่วมกันสามารถอยู่รอดได้ สิ่งที่น่าสนใจคือการตลาดออนไลน์ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมาเจอกัน ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่การซื้อขายจะต้องผ่านคนกลาง และกระแสรถไฟฟ้าที่ใช้เวลาในการดูแลรักษาน้อยลงนอกจากนี้ ระบบการขับอัตโนมัติจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงตลาดอย่างมาก ซึ่งในอนาคตทัศนคติของคนจะเปลี่ยนจากการเป็น ‘เจ้าของ’ กลายเป็น ‘ผู้ใช้งาน’  ซึ่งตอนนี้อัตราการซื้อรถเราใช้รถแค่ 10% และจอดไว้ 90%

ทั้งนี้จะเชื่อมโยงไปถึงรถไฟฟ้าที่มีระบบขับอัตโนมัติ จะทำให้ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สมบูรณ์ด้วยการแบ่งปันทรัพยากร หรือ ระบบแชร์ริ่ง (Sharing) ที่จะทำให้รถยนต์เพียง 1 คัน สามารถใช้ได้กับคน 10 คน จากเดิมที่รถยนต์ 1 คันจะใช้สำหรับคน 1 คนเท่านั้น

นาย กมลพงศ์ ได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย มีประชากร 10 ล้านคนและรถ 10 ล้านคัน หากนำรถไฟฟ้าที่มีระบบขับอัตโนมัติมาใช้ร่วมกับการแบ่งปันใช้ทรัพยากรรถยนต์ จะสามารถลดปริมาณรถยนต์ในตลาดได้ถึง 90% โดยที่มีประชากรจำนวน 10 ล้านคนเท่าเดิม แต่รถยนต์จะเหลือเพียง  1 ล้านคัน

นายกมลพงศ์ กล่าวว่า ปริมาณรถยนต์ในตลาดลดลงถึง 90% สะท้อนให้เห็นถึงการคืนพื้นที่สีเขียวให้กับสังคม อีกทั้งจะมีผลกระทบต่อตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ที่ผู้บริโภคจะให้ความสนใจกับการเป็น ‘ผู้ใช้งาน’ มากกว่า ‘การเป็นเจ้าของ’ ซึ่งระบบ Sharing หรือระบบแบ่งปันนี้ จะส่งผลให้บทบาทของตัวแทนจำหน่ายจะถูกลดความสำคัญลง

“ผู้บริโภคไม่มีความจำเป็นต้องติดต่อตัวแทนจำหน่าย แต่สามารถติดต่อบริษัทแม่หรือผู้จัดจำหน่าย (Distributor) ได้โดยตรง ในขณะเดียว บริษัทแม่บางยี่ห้อในยุโรปก็เปิดระบบแบ่งปันไว้รองรับอยู่แล้ว”นายกมลพงศ์กล่าว

นาย กมลพงศ์ กล่าวอีกว่า ผลิตภัณฑ์จะขายไม่ได้แล้วในอนาคต ดังนั้น การรู้จักลูกค้าในพื้นที่จะสามารถทำให้อยู่รอดได้ทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนจากคู่ขายรถยนต์ให้เป็น Human Mobility Solution เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค  อย่างไรก็ตาม ตนคาดว่าตลาดรถยนต์จะกลับมาฟื้นตัวได้ ด้วยภาคอีสานไม่ได้พึ่งพาเม็ดเงินจากต่างชาติเป็นหลัก ทำให้มีทรัพยากรเหลือเพียงพอในการพัฒนาไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ทำการเกษตร หรือทรัพยากรด้านมนุษย์

แสดงความคิดเห็น