หนี้สาธารณะของไทย ณ เดือนกันยายน 2560 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ครม. ประยุทธ์ 5 ถูกจับตาว่า ใครจะมาคุมงานด้านเศรษฐกิจเพราะในขณะนี้ประชาชนมองว่า รัฐบาล คสช. แก้ปัญหายังไม่ถูกจุด รัฐบาลเตรียมโครงการช็อปช่วยชาติรอบ 2 ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 ถึง  3 ธันวาคม 2560 หวังกระตุ้นเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาท แม้ว่า กรม. สรรพากรจะขาดรายได้กว่า 2,000 ล้านบาทก็ยอม  โครงการช็อปช่วยชาติก็มีบางฝ่ายมองว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานี้ หนึ่งในนั้นคือ ดร.เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง ที่ไม่เห็นด้วย

สำหนักงานหนี้สาธารณะ (สบน) ได้รายงานถึงสถานการณ์เป็นหนี้ของประเทศ ณ เดือนกันยายน 2560 เรามีหนี้อยู่ 6,364,331.31 ล้านบาท เท่ากับ 42.29 ต่อ GDP แม้นจะยังไม่เข้าเขตอันตราย แต่ก็เป็นการขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงเศรษฐกิจภาพรวมยังไม่ฟื้นตัว รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น แต่ก่อนจะมีรายได้ก็ต้องลงทุนโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน หนีสาธารณะที่เพิ่มขึ้นก็มาจากงบประมาณแผ่นดินที่ยังขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ใครที่จะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องระดับฝีมือจริงๆ จะเอามือสมัครเล่นมาทำงานหรือฝึกงานคงหมดเวลาแล้ว ข่าวที่ คสช. จะเอาคนนอกที่ไม่ใช่ทหารมาทำงานจึงมีเหตุผลและมีความเป็นไปได้สูง

หนี้สาธารณะของประเทศ เกิดจาการกู้ยืมเงินของ 3 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือรัฐบาลที่กู้มาทำโครงการและกู้มาใช้หนี้เก่า ตัวเลขเฉพาะรัฐบาลกู้มาคือ 4,959,164.41 ล้านบาท ตัวอย่างที่รัฐบาลต้องกู้  เช่น โครงการจำนำข้าว ที่กู้มาถึง 5.9 แสนล้านบาท วันนี้รัฐบาลต้องชำระคืนปีละ 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นคืนเงินต้น 2.3 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ยอีก 1.3 หมื่นล้านบาท

ฝ่ายที่สองคือรัฐวิสาหกิจที่เป็นกิจการที่รัฐบาลเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ขณะนี้รัฐวิสาหกิจ 36 แห่ง กู้ยืมเงินมา 426,321.09 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจในขณะนี้มี 2 ประเภท ประเภทแรกคือขาดทุนมายาวนาน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทยและขสมก ประเภทที่กำไรดี เช่น การไฟฟ้า เวลาที่รัฐวิสาหกิจจะไปกู้เงินใคร รัฐบาลต้องเป็นผู้ค้ำประกัน ดังนั้น หนี้เหล่านี้จึงต้องนับเป็นหนี้สาธารณะที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบเต็มๆ

ฝ่ายสุดท้ายที่กู้เงินมาคือ หน่วยงานของรัฐบาล ขณะที่กู้มายังไม่มากนัก เพียง 13,629.55 ล้านบาท ขณะนี้ หน่วยงานของรัฐ เริ่มมีบทบาทในการพัฒนาประเทศ อาจมีโอกาสกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้น

หนี้สาธารณะของเดือนกันยายน 2560 เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โตขึ้น 94,480.80 ล้านบาท รัฐบาลคลต้องระมัดระวังการเจริญเติบโตของหนี้สาธารณะไว้ เพราะรัฐบาลมีนโยบายก่อหนี้เพื่อสร้างรายได้ หรือเรียกง่ายๆ คือ งบลงทุนโดยเฉพาะด้านคมนาคมจะมีตัวเลขสูงนับล้านล้านบาท นี้คือหนี้สาธารณะที่กำลังจะตอบมาเร็วๆ นี้

ในปี 2540 ประเทศไทยตกอยู่ในฐานะผู้ล้มละลาย

เพราะมีหนี้มาก ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือน ประกอบกับมีนักลงทุนไปกู้เงินจากต่างประเทศ โดยยึดอัตราแลกเปลี่ยนหน่วยเงินบาทกับเงินดอลล่าของสหรัฐ ค่าเงินได้ขยับจาก 25 บาทต่อ 1 ดอลล่า เป็น 50 บาทต่อหนึ่งดอลล่า ใครกู้มาหนี้จึงเพิ่มด้วยอัตราที่สูงขึ้นอีกเท่าตัว ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะ 58 สถาบันการเงินจึงล้มลงอย่างน่าอนาถในขณะนั้น  ประเทศไทยต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศโดยเฉพาะจาก IMF โดยประเทศไทยต้องรับเงื่อนไขต่างๆ อย่างจำยอมและเสียเปรียบ

ในยามนี้ นึกถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ขอฝากผู้บริหารเศรษฐกิจชุดใหม่เพื่อทำตามที่พ่อสอนไว้ 3 อย่างที่สำคัญคือ

1 ต้องพอประมาณ จะทำอะไรอย่าเวอร์เกินไป หรือทำแบบใหญ่เกินตัว เพราะมันจะมีผลกระทบได้

2 ต้องมีเหตุมีผล เมื่อมีบวกก็มีลบ อย่ามองแต่ด้านดี โดยไม่นึกถึงความเสี่ยง ค้าขายยังมีการทุนและกำไร

3 ต้องมีภูมิคุ้มกัน ถ้าวิกฤติ สามารถดูแลตัวเองได้ อย่าให้เหมือนปี 2540 ที่เราไม่มีอะไรจะป้องกันตัวเอง ต้องยอมเป็นหนี้และรับเงื่อนไขที่ประเทศเสียเปรียบเจ้าหนี้

                3 ห่วง จะสำเร็จหรือไม่ต้องมี 2 เงื่อนไขที่สำคัญ คือ ต้องมีความรู้ รัฐบาลจะทำอะไร เรามีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ดีพอหรือยัง? เช่นในอดีตที่ทำโครงการจำนำข้าว แต่ราคาจำนำสูงกว่าราคาข้าว มีความรู้ยังไม่พอต้องมีคุณธรรม ต้องโปร่งใส ไม่ทุจริต ประพฤติมิชอบ หากขาดคุณธรรมก็เหมือน ศรีธนญชัย คิดดีแต่ทุจริต ร่ำรวยจากความฉลาดแกมโกงอย่างที่ผ่านมา

Facebook Comments