ดันขอนแก่นสู่ศูนย์กลางธุรกิจสมาร์ทซิตี้

“เราไม่ได้แค่บอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องสมาร์ทซิตี้ให้มาดูที่ขอนแก่น ถ้ากำลังบอกว่าถ้าอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับสมาร์ท ซิตี้ต้องมาทำที่ขอนแก่น ถ้าอยากมีความรู้เกี่ยวกับสมาร์ทซิตี้ อยากจะพัฒนานวัตกรรม พัฒนาธุรกิจต้องมาที่ขอนแก่น”

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า งบประมาณที่ทางมหาวิทยาลัยได้มา ตั้งใจอยากจะทำให้จังหวัดขอนแก่นเก็บศูนย์กลางของธุรกิจเกี่ยวกับสมาร์ทซิตี้ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติมีเด็กจบใหม่ มีบริษัทจากต่างประเทศต้องการจะทำแอปพลิเคชันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับสุขขภาพ หรือธุรกิจเกี่ยวกับสมาร์ทซิตี้ให้มาที่จังหวัดขอนแก่น เพราะเรามีอุทยานวิทยาศาสตร์ ใครอยากจะเริ่มสตาร์ทอัพ อาจจะมาใช้บริการ และมีการสนับสนุนต่าง ๆ

คนที่อยากทำสตาร์ทอัพหรือสมาร์ทซิตี้ สามารถมาใช้จังหวัดขอนแก่นเป็น Sandbox หรือกระบะทราย เป็นห้องทดลองทำธุรกิจ ทดลองแอปพลิเคชั่น ทดลองนวัตกรรมทางด้านสมาร์ทซิตี้ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นจังหวัด อบจ. เทศบาล หรือ เอกชน ฯลฯ ถ้าเขาจะทดลองก็ต้องให้เขาทดลอง การจะเป็นสตาร์ทอัพ Sandbox สำคัญมาก จะต้องมีที่ให้ทดสอบถึงจะรู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำมันใช้งานได้จริงและขายได้หรือเปล่า

สมาร์ทซิตี้ ทำแค่ในมหาวิทยาลัยอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำทั้งจังหวัด โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งซัพพราย ให้องค์ความรู้ ให้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มันต้องมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย พวกแอปพลิเคชันต่าง นวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะเอาไปใช้กับเมือง ให้เมืองมันสมาร์ท ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็น 4.0 ก็ต้องการนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ผ่านโครงการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย มาใช้กับพื้นที่และท้องถิ่น

สมาร์ตซิตี้เป็นมิชชั่นอย่างหนึ่งของ 4.0 ซึ่งต้องมีมหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญ อย่างโครงการสมาร์ทซิตี้ที่เราได้งบประมาณมา ก็จำเรื่องสมาร์ทเอวิรอนเมนต์ ทำอย่างไรสิ่งแวดล้อมมันดีขึ้น และสมาร์ทเฮลท์ที่เรามีเทคโนโลยีอยู่พร้อมที่จะเอาไปใช้ เมื่อทำแล้วก็ต้องมี Sandbox เป็นที่ทดสอบ นอกจากนี้ก็มีเรื่องโมบิลิตี้ที่มหาวิทยาลัยได้เข้าไปมีส่วนร่วม  อย่างสมาร์ทเฮลท์ คณะสถาปัตย์ก็ทำพวกอุปกรณ์ในบ้านที่มันดูแลผู้สูงอายุได้ ดีไซน์บ้านเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ส่วนคณะเทคนิคการแพทย์ก็ทำที่ป้องกันการล้ม เช่นถ้าคนแก่ล้มก็สามารถรู้ทันที่ว่าล้มแล้วอะไรแบบนี้ สามารถมอนิเตอร์ได้

สมาร์ทเอวิรอนเมนต์ ก็มีการตรวจสอบอากาศ ที่ไหนมีฝุ่นละอองสูงก็จะส่งสัญญาณเข้ามาที่ส่วนปฏิบัติการว่าตรงไหนมีปัญหา หรือสมาร์ทถังขยะ ที่ถ้าเต็มเมื่อไหร่ก็จะรู้เลยว่าเต็ม ก็จะส่งสัญญาณเข้ามาที่ส่วนกลางให้ไปจัดการซึ่งตอนนี้ก็มีการจำหน่ายให้กับคอนโดต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 500 ใบ

โครงการสมาร์ทซิตี้มหาวิทยาลัยได้รับงบมาจากรัฐบาลในเบื้องต้น 90 ล้านบาท จะศูนย์ปฏิบัติการ SCOPC จะเป็นศูนย์กลางที่มีการมอนิเตอร์อยู่ตลอดเวลา เวลาที่บริเวณไหนมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานก็จะส่งสัญญาณเข้ามา หรือมีอุบัติเหตุที่ไหนก็จะส่งสัญญาณเข้ามา โดยอาศัยเซ็นเซอร์ที่ติดไว้ตามจุดต่าง ๆ เหมือนในหนังไซไฟที่พอเข้ามาในห้องก็จะมีจอเต็มไปหมด นี่คือห้องปฏิบัติการ ซึ่งถ้าศูนย์นี้เกิดขึ้นสมาร์ทซิตี้ขอนแก่นก็จะก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง  นอกจากนี้ก็จะมีการพัฒนาเซ็นเซอร์ พัฒนาแผนที่ของจังหวัดครอบคลุมทั้งจังหวัด เพราะถ้าศูนย์นี้สำเร็จจะต้องมีแผนที่ที่อัพเดตตลอดเวลา ในโครงการนี้ก็จะมีโดรนบินเป็นระยะ ๆ นำข้อมูลมาประมวลผลต่าง ๆ ว่าเมืองมันเปลี่ยนไปอย่างไร

เราไม่ได้แค่บอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องสมาร์ทซิตี้ให้มาดูที่ขอนแก่น ถ้ากำลังบอกว่าถ้าอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับสมาร์ท ซิตี้ต้องมาทำที่ขอนแก่น ถ้าอยากมีความรู้เกี่ยวกับสมาร์ทซิตี้ อยากจะพัฒนานวัตกรรม พัฒนาธุรกิจต้องมาที่ขอนแก่น เพราะขอนแก่นคือที่ที่พร้อมให้มาลองทำ มีอุปกรณ์ มีนวัตกรรม มีไซปาร์ค มีจังหวัดให้ทดลอง อยากจะเห็นอย่างนั้น

มข.ทุ่ม 200 ล้านบาท มุ่งทำวิจัยเพื่อการพาณิชย์

“ทิศทางของมหาวิทยาลัยจะเดินไปแบบนี้ คือแทนที่จะทำงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ผลงานอย่างเดียว การตีพิมพ์ก็ยังต้องทำ งานวิจัยพื้นฐานก็ยังต้องทำ แต่ก็จะพยายามผลักดันงานวิจัยเพื่อเชิงพาณิชย์มากขึ้น”

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ในเชิงนโยบายสิ่งที่เรามุ่งเน้นจะมี 2 ด้าน คือ 1.การทำวิจัยพื้นฐาน ที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ 2.วิจัยเพื่อใช้เป็นธุรกิจ คืองานวิจัยที่มันสามารถจะสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจได้ด้วยตัวของมันเอง สร้างรายได้กลับเข้ามาที่มหาวิทยาลัย  ตอนนี้เรามีไพลอท แพลน หรือ โรงงานต้นแบบ  4 โครงการที่กำลังทำอยู่ คือ โรงงานต้นแบบทางด้านอาหาร  โรงงานต้นแบบเลี้ยงหนอน และก็โรงงานต้นแบบฟาร์มไก่ และก็โรงงานต้นแบบแบตเตอรี่

จากเดิมที่เวลาเราทำวิจัยจะทำในห้องปฏิบัติการ ทดลองแล้วก็ใช้ได้ในแล็บ แต่เวลาจะนำไปใช้จริงในระดับอุตสาหกรรมอาจจะยังเป็นไปได้ยาก จึงต้องมีโรงงานต้นแบบซะก่อนว่ามันทำในระดับอุตสาหกรรมได้หรือเปล่า อย่างโรงงานต้นแบบด้านอาหารก็จะมีพื้นที่ให้ทดลองใช้จริง พวกสินค้าโอทอปต่าง ๆก็สามารถเข้ามาใช้ได้ ว่ามันจะผลิตทีละมาก ๆ ได้ไหม แทนที่จะไปตั้งโรงงานเอง ก็มาใช้โรงงานของเราเพื่อทดลองก่อน อีกโครงการหนึ่งก็คือโรงงานหนอนซึ่งเราทำวิจัยกับเบทาโกร เลี้ยงหนอนแมลงวันลายเพื่อเอาไปย่อยเศษอาหาร อย่างโรงชำแระซึ่งจะมีของเสียเกิดขึ้นเยอะ ซึ่งเวลาจะกำจัดก็มีหลายวิธี ที่เรากำลังทำอยู่คือให้หนอนแมลงวันลายไปกินเพื่อย่อยซากเหล่านี้ และพอหนอนมันกลายเป็นดักแด้ก็ได้โปรตีนออกมา จากนั้นก็นำไปบ่มหรือทำอะไรให้เป็นอาหารสัตว์ ซึ่งดักแด้เป็นแหล่งโปรตีนที่สูงมาก

อีกโครงการก็คือโรงงานแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ที่ได้นำเอางานวิจัยมาทดลองทำในเชิงอุตสาหกรรม มีเอกชน 2-3 รายเข้ามาร่วม ไม่ว่าจะเป็น บริษัท Pico ทำวัสดุนาโนซิลิกอนใช้ในขั้วแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน คือตอนนี้นอกจะจะทำงานวิจัยพื้นฐานแบบเดิม เราก็พยายามที่จะทำงานวิจัยที่มันจะออกไปใช้เชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น ซึ่งมันต้องผ่านขั้นตอนเหมือนที่พูดมาข้างต้น อีกอันหนึ่งก็คือโครงการที่จะทำฟาร์มไก่ ซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองที่ผลิตขึ้นมาใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจำทำในโรงงานต้นแบบของเรา ที่คุยกันอยู่ตอนนี้จำให้ให้ได้สัก  5,000 ตัวต่อสัปดาห์  เพื่อจะให้เกษตรกรเอาไปเลี้ยง

นี่คือมุมมองของงานวิจัยที่ว่ามันไม่ใช่ทำวิจัยแบบเดิมอย่างเดียว แต่ต้องต่อยอดได้ด้วยว่าจะนำไปสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างไร ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะต้องทำไพลอท แพลน จริง ๆ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนนี่เริ่มไปแล้ว และคาดว่าสิ้นปีนี้จะได้ขยายไปทำไพลอท แพลน อีกตัวหนึ่ง ที่ผลิตแบตเตอรี่เซลล์ได้ และโครงการตัวอื่น ๆ สิ้นปีนี้ก็น่าจะเสร็จได้หมด

ทิศทางของมหาวิทยาลัยจะเดินไปแบบนี้ คือแทนที่จะทำงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ผลงานอย่างเดียว การตีพิมพ์ก็ยังต้องทำ งานวิจัยพื้นฐานก็ยังต้องทำ แต่ก็จะพยายามผลักดันงานวิจัยเพื่อเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก็กำลังเดินไปในทิศทางนี้เหมือนกันขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกตัวไหนไปทำ  ส่วนของเราที่เลือก 3-4 ตัวนี้ เพราะว่าเป็นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นอยู่แล้วประกอบกับมีศักยภาพเชิงธุรกิจด้วย

มหาวิทยาลัยมีกองทุนวิจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสนับสนุนให้เกิดโครงการนำร่องเหล่านี้ งบประมาณของฟู้ด ไพลอท แพลน ได้งบจากรัฐบาลประมาณ 100 ล้านบาท แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนก็ได้ทุนสนับสนุน 90 ล้านบาท ส่วนโครงการหนอนกับไก่จะใช้เงินของกองทุนประมาณโครงการละ 10 ล้านบาท

สำหรับจำนวนงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ในปีที่ผ่านมามีตีพิมพ์ออกมาประมาณ 1,350 งานวิจัย มากเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ อันดับ 1 คือ มหิดล อันดับ 2 คือ จุฬา และอันดับ 3 คือเชียงใหม่ ส่วนดับด้านอื่น  ๆ นั้นโดยเฉลี่ยแล้วก็จะอยู่ที่ 6-7 ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้จัดทำ เพราะทรัพยากรของเราเป็นรอง แต่เรื่องคุณภาพก็ยังถือว่าอยู่ในระดับเดียวกัน

Facebook Comments