5 แคนดพเดท ชิงอธิการฯ มข.

ทุกคนล้วนมีความรู้ ความสามารถและศักยภาพ ในการก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เหมือนกันแต่ในกระบวนการสรรหาฯนั้นมีปัจจัยที่กำหนดคุณสมบัติไว้หลายประการ

วาระที่ 2 การดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นของ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย จะสิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือนภุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเขาจะไม่สามารถกลับมารับตำแหน่งใหม่ได้อีก ตามข้อบังคับว่าด้วยการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน หรือ 8 ปี

เป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะต้องดำเนินการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ เป็นคนที่ 11 เพื่อให้เข้ามารับตำแหน่งบริหารงานมหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อไป อีก 4 ปี นับเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 – กุมภาพันธ์ 2566 จนถึงขณะปิดต้นฉบับ (16 กรกฎาคม 61) มีผู้เสนอตัวเข้าสู่กระบวนการแล้วทั้งสิ้น 5 คน

เรียงลำดับตามการเปิดตัวได้แก่ รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธรานุวัตร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น ประธานมูลนิธิตะวันฉาย คณะแพทยศาสตร์ฯ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยฯและ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์

ต้องยอมรับว่า บุคคลที่เสนอตัวเข้าสู่กระบวนการสรรหานั้น ทุกคนล้วนมีความรู้ ความสามารถและศักยภาพในการก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เหมือนกัน เพียงแต่ในกระบวนการสรรหาฯนั้นมีปัจจัยที่กำหนดคุณสมบัติไว้หลายประการ

นับเริ่มตั้งแต่เป้าหมายของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด ในการกำหนดทิศทางการบริหารมหาวิทยาลัย และพิจารณาคัดสรรและแต่งตั้งบุคคลที่จะเป็นอธิการบดี
ถัดมาได้แก่ คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งจะเป็นขั้นตอนในการพิจารณาคัดสรรบุคคลเพื่อเสนอชื่อให้สภามหาวิทยาลัยฯ ไปถึงคณะกรรมการประจำคณะ สถาบันหรือสำนัก ที่มีบทบาทในการรวบรวมผลการหยั่งเสียง ก่อนเสนอชื่อบุคคลที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแต่ละหน่วยงานให้คณะกรรมการสรรหาฯ

และสุดท้ายคือ บุคลากรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์ พนักงานมหาวิทยาลัย และนักศึกษาที่จะได้ร่วมลงคะแนนหยั่งเสียงความนิยมในตัวบุคคลที่อยู่ในกระบวนการผ่านหน่วยงานที่ตนเองสังกัดอีกปัจจัยหนึ่งที่แม้ไม่ได้อยู่ในโครงสร้างของมหาวิทยาลัยแต่มีนัยยะสำคัญด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ เสียงสะท้อนและคาดความคาดหวังจากชุมชนโดยรอบและสังคมภายนอกมหาวิทยาลัย

ตลอดระยะเวลา 8 ปีของการบริหารงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้การนำของ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีฯ โดยเฉพาะในวาระสองที่ก้าวเข้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับอย่างเต็มตัวที่มหาวิทยาลัยจะต้องดูแลตัวเองให้ได้เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐบาล อธิการฯกิตติชัยบริหารงานโดยมี “สองขุนพลหลักคู่ใจ” ได้แก่ รศ.ดร.สมหมาย ปรีเปรม รองอธิการบดีฝ่ายทรัพย์สินและ รศ.ดร.ลำปาง แม้นมาตย์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์

การดำเนินการหลายอย่างได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่บุคลากรในหลายเรื่อง อาทิ การจัดการเรื่องค่าตอบแทนตามข้อตกลง ภายหลังนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบที่ไม่สามารถจัดสรรให้ได้ตามความต้องการของบุคลากร กลายเป็นปัญหาที่อธิการกิตติชัยถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยในศาลปกครองหลายคดี

การกำหนดเงื่อนไขให้อาจารย์จะต้องทำตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์ตามเงื่อนเวลาที่กำหนด หากไม่เช่นนั้นจะถูกประเมิน “ให้ออก”
อนาคตพนักงานราชการมหาวิทยาลัยจำนวน 282 คนที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะถูกเลิกจ้างหรือไม่ เพราะรัฐบาลไม่สนับสนุนงบประมาณให้มหาวิทยาลัยเช่นเดิม การจัดเก็บรายได้ในการใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยอย่างเข้มงวดแทบทุกตารางนิ้วถือเป็นเงินหมด

การปรับเพิ่มอัตราค่าเล่าเรียนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่นแบบก้าวกระโดดพรวดเดียวหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกระดับชั้นปีพร้อมกันแบบไม่น่าจะเกิดขึ้นในการบริหารงานองค์กรขนาดใหญ่ที่เน้นการมีส่วนร่วมหรือธรรมาภิบาล แต่ก็เกิดขึ้นได้ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลายเป็นวิฤตศรัทธาที่เสื่อมถอยอย่างหนักในช่วงท้ายการบริหารงานของ อธิการฯกิตติชัยที่อาจารย์ตลอดจนบุคลากรจำนวนมากไม่ใคร่พอใจ

ว่าที่อธิการบดีคนที่ 11 ที่จะก้าวเข้ามาสานต่อภารกิจ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ นอกจากการปรับตัวให้อยู่รอดภายใต้โครงสร้างใหม่ ทั้งคนและงบประมาณ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ในเรื่องวิกฤตการณ์จำนวนนักศึกษาที่ลดลง

ตามโครงสร้างประชากร เรื่องวิธีการและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี ตลอดจนการจัดหลักสูตรที่จะต้องตอบสนองความต้องการของตลาด รวมถึงความคาดหวังของสังคมที่มีต่อบทบาทมหาวิทยาลัยแห่งภูมิภาคอีสานแห่งนี้ และที่สำคัญในด่านแรกที่จะต้องฝ่าผ่านไปคือเป้าหมายและความต้องการของสภามหาวิทยาลัย (อ่านประกอบ/ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัย)

สำหรับบุคคลที่เปิดตัวว่าจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาฯเป็นคนแรก ได้แก่ “รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข” คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ คนปัจจุบัน ซึ่งโดดเด่นที่สุด ด้วยประสบการณ์บริหารงานมายาวนาน ความเป็นนักวิชาการที่เชี่ยวชาญงานต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มีประสบการณ์การทำงานในสภามหาวิทยาลัยหลายวาระ จึงมีความรู้และความเข้าใจ ด้านกฎระเบียบ การบริหารและความต้องการของสภามหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี และยังเป็นคนที่มีบุคลิกประนีประนอมสูง

กระแสข่าวระบุว่า เธอเป็นบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากอธิการฯกิตติชัยเพื่อให้เข้ามาสานต่อการบริหารงานและแก้ไขปัญหาต่างๆที่กำลังรุมเร้าเข้ามาข้างต้น อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นผู้หญิง และเป็นนักวิชาการที่มาจากสายสังคมศาสตร์ จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายในการเข้าสู่กระบวนการสรรหาฯคราวนี้อย่างยิ่ง เนื่องเพราะประวัติศาสตร์มข. ยังไม่เคยมีอธิการฯที่มาจากสายสังคมศาสตร์และยังเป็น “ผู้หญิง”คนแรกด้วย

นอกจากประเด็นท้าทายข้างต้นแล้วการถูกมองว่าเป็นทายาทของ อธิการฯกิตติชัย ไม่ได้มีมุมบวกเท่านั้น ยังมีมุมลบที่ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวถึงสำหรับ อาจารย์และบุคลากรบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารของอธิการกิตติชัยถึงขนาดกล่าวแบบแรงๆว่าเป็น “ทายาทอสูร” โดยรศ.ดร.กุลธิดาจะแก้เกมนี้อย่างไร ?

บุคคลที่สองที่วางแผนและเปิดตัวมานานแล้วคือ ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธรานุวัตร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จัดได้ว่าเป็นนักวิชาการสาย “ฮาร์ตคอร์” ออกแนว “Aggressive” หรือ “ขวานผ่าซาก” แม้จะมีสถานะเป็นถึงศาสตาจารย์ก็ตามซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั้งมหาวิทยาลัย เขาเติบโตจากการเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัย นั่งทำงานอยู่หน้าห้อง รศ.ดร.กิตติชัย อธิการบดีฯ เมื่อครั้งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ในทีมบริหารของ ศ.เกียรติคุณดร.สุมนต์ สกลไชย อธิการบดีในช่วงนั้น

กระทั่งรศ.ดร.กิตติชัยได้ก้าวขึ้นมาเป็นอธิการบดี เขาเป็นหนึ่งในทีมงานคนรุ่นใหม่ยุคแรกของอธิการฯกิตติชัย ร่วมกับ ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์คนปัจจุบัน ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและสื่อสารองค์กรในปัจจุบัน

อธิการฯกิตติชัยได้สนับสนุนให้เขารับตำแหน่งรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต หนองคายด้วยบุคลิกเป็นคนปากไวไม่ใคร่ระวังคำพูด ในช่วงการบริหารงานได้ไปกระทบกระทั่งกับอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งจนเกิดเป็นแรงกระเพื่อมสะท้อนกลับและน่าจะรุนแรงมากจนกลายเป็นแรงกดดันให้อธิการฯกิตติชัยต้องปรับเขาออกจากทีมผู้บริหาร

ศ.ดร.อภิรัฐ ได้กลับไปที่ คณะวิศวะฯและวางรากฐานเตรียมตนเองและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้สำเร็จ แม้จะไม่ได้ความนิยมมากนักแต่เขาก็มั่นใจว่าจะได้รับตำแหน่ง ถึงขนาดประกาศชื่อทีมงานล่วงหน้าก่อนผลการสรรหาออกมาเสียอีก ท่ามกลางข่าวลือว่าอธิการกิตติชัยสนับสนุนเขาเพราะมี “ข้อตกลงลับ” บางอย่างกับอธิการกิตติชัยเอาไว้ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าคืออะไร ?

การสรรหาอธิการบดีคราวนี้ ศ.ดร.อภิรัฐได้วางแผนและเตรียมตัวมานานเช่นกัน โดยได้ลงไปคลุกคลีกับบุคลากรที่มีปัญหาและรับปากว่า จะแก้ไขปัญหาต่างๆให้ อาทิ การกำหนดให้อาจารย์ต้องทำตำแหน่งวิชาการ หรือพนักงานที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะได้ทำงานต่อไปหรือไม่ เขาประกาศในทำนองว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ให้ กระแสความนิยมของเขาจึงโดดเด่นอย่างมากในกลุ่มอาจารย์และพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารงานของอธิการบดีกิตติชัย และสภามหาวิทยาลัยชุดปัจจุบัน โดยหวังว่าเขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยขอนแก่น

บุคคลที่สามที่เปิดตัวออกมาคือ ศ.นพ.บวรศิลป์ เชาว์ชื่น อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุดเด่นคือ เขาเป็นนักวิชาการที่มีความมุ่งมั่นอย่างมากในการที่จะเข้าไปทำหน้าที่บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นในตำแหน่งอธิการบดี โดยได้เสนอตัวเข้าสู่กระบวนการสรรหาหลายครั้ง

ในสถานการณ์ที่มหาวิทยาลัยกำลังเปลี่ยนผ่านและเผชิญความท้าทายหลายเรื่อง และผู้บริหารได้มีการสืบทอดอำนาจในเชิงการบริหารต่อช่วงเป็นทีมเดียวกันมานาน อาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เขาได้เสนอประเด็นและใช้สโลแกนในการรณรงค์สร้างความนิยมว่าจะ “Change” มหาวิทยาลัย ในลักษณะเดียวกับนายบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเคยทำสำเร็จมาแล้ว

ศ.นพ.บวรศิลป์ได้ก่อตั้งมูลนิธิตะวันฉาย และดำรงตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิฯ ในการเข้าไปดูแลคนไข้ปากแหว่งเดพานโหว่ จนได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียงอย่างมาก ด้วยสถานะทางวิชาการที่มีคุณสมบัติเป็น “ศาสตราจารย์” จึงถือว่าเป็นบุคคลที่มีศักยภาพและความพร้อมไม่แพ้คนอื่น ตลอดจนเป็นนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารระบบประกันคุณภาพองค์กร
ทว่า..ข้ออ่อนของเขาคือ ยังไม่เคยผ่านการบริหารงานระดับคณะหรือ อยู่ในทีมบริหารมหาวิทยาลัยมาก่อน ซึ่งถือว่าเป็นด่านแรกของการเรียนรู้และสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่า หากมีโอกาสก้าวขึ้นมาบริหารมหาวิทยาลัยแล้วจะสามารถนำพามหาวิทยาลัยที่กำลังเผชิญความท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านไปได้

บุคคลที่สี่คือ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ หลายคนคาดว่ายังไงเสียเขาจะลงชิงตำแหน่งคราวนี้แน่นอน เนื่องเพราะคณะแพทยศาสตร์เป็นคณะใหญ่ที่มีบุคลากรจำนวนมาก มีงบประมาณที่เป็นเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยในแต่ละปีเฉลี่ยกว่าห้าพันล้านบาทหรือครึ่งหนึ่งจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ คณะแพทย์ฯได้ร้างลาจากการเป็นอธิการบดีมายาวนานต่อเนื่องถึง 24 ปี ที่ถือว่าเป็นศักดิ์ศรีของคณะอย่างมาก โดยอธิการบดีจากคณะแพทย์ฯคนสุดท้ายคือ ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2535 – 2538 และก่อนหน้านั้นอธิการบดีมข.ส่วนใหญ่จะมาจากคณะแพทย์ทั้งสิ้น

มีเพียงช่วงปี 2541 -2542 ที่ รศ.นพ.สุชาติ อารีมิตร รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ได้รักษาการตำแหน่งอธิการบดีแทนศ.ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ในช่วงสั้นๆ ขณะเกิดปัญหาการประท้วงของนักศึกษาที่ไม่พอใจการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสรรหาอธิการบดีที่ไม่ให้นักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วม

รศ.นพ.ชาญชัย เปิดตัวว่าจะเข้าสู่กระบวนการช้ามากจนหลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมจึงเงียบนัก หรือกำลังวางแผนอะไรอยู่ เนื่องเพราะก่อนหน้านั้น เขาได้เปิดตัวโครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ “เมดิคัลฮับ” ที่จะมีการสร้างอาคารขนาดสูงถึง 39 ชั้น และเพิ่มขนาดเตียงเพื่อรองรับคนไข้มากถึง 5,000 เตียง เส้นทางการบริหารงานของ รศ.นพ.ชาญชัย เป็นการเติบโตแบบเป็นขั้นเป็นตอนภายในคณะแพทย์ฯ จากบริหารภาควิชา เข้ามาบริหารโรงพยาบาล ก้าวขึ้นมาเป็นคณบดีคณะแพทย์ฯเป็นคนบุคลิกเรียบง่ายมีท่วงทำนองของคนพูดน้อยไม่ใคร่สื่อสารกับสาธารณะมากนัก

โครงการเมดิฮับที่น่าจะเป็นจุดแข็งของรศ.นพ.ชาญชัย ในฐานะผู้แทนคณะแพทย์ฯถูกตั้งข้อสังเกตว่า “ขายฝัน” หรือ “จุดพลุ” เพื่อหวังผลอะไรบางอย่างหรือไม่ ?

แวดวงการแพทย์และสาธารณสุขต่างห่วงใยว่า โครงการการนี้มุ่งหวังในการสร้างรายได้และแก้ไขปัญหาการเงินของมหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ โดยเฉพาะในด้านบุคลากรที่อยู่ในชนบทจะถูกดูดเข้ามาในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำให้แพทย์และพยาบาลในชนบทซึ่งขาดแคลนอยู่แล้วจะยิ่งเกิดปัญหาขาดแคลนมากยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้น “เมดิคัลฮับ” จะทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นห่างไกลออกจากชุมชนและสังคมมากขึ้น หรือแม้กระทั่งบุคลากรคณะอื่นๆมองว่า โครงการนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ที่คณะอื่นๆจะถูกลดความสำคัญลงไปแบบทันทีทันใดเลยหรือไม่

ส่วนคนสุดท้ายที่เปิดตัวมาแบบ เซอร์ไพร้สมากว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเคยประกาศว่าจะไม่เข้าสู่กระบวนการสรรหาฯ คือ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี คนปัจจุบัน เป็นนักวิชาการหนุ่มที่ได้รับการจับตามองอย่างมากในช่วงระยะเวลาสั้นๆที่เข้ามารับตำแหน่งรองฯฝ่ายวิจัย ในสมัยที่สองของอธิการกิตติชัย เขาสามารถสร้างผลงานวิจัยให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นเพิ่มขึ้นแบบ “ก้าวกระโดด”

ศ.ดร.ศุภชัย ถือว่าเป็นเด็กปั้นอีกคนหนึ่งของอธิการฯกิตติชัย และการเติบโตเหมือนเดินมาบนเส้นทางเดียวกัน เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานวิทยาศาสตร์ หรือ Science park ต่อจากอธิการกิตติชัยก่อนจะถูกดึงขึ้นมารับตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย เขากลายเป็นผู้แทนคนที่สองของคณะวิศวะฯที่เข้าสู่กระบวนการสรรหาคราวนี้ ก่อนหน้านี้ ศ.ดร.อภิรัฐ ได้เปิดตัวมาก่อน โดยทั้งคู่เป็นคนหนุ่มรุ่นเดียวกัน มีสถานะทางวิชาการเป็นศาสตราจารย์เหมือนกัน แต่บุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง “คนหนึ่งสุภาพอ่อนโยน แต่อีกคนแข็งกร้าว”

อย่างไรก็ตาม ข้ออ่อนของ ศ.ดร.ศุภชัยคือ ประสบการณ์ในการบริหารงานยังน้อยเพราะยังไม่เคยผ่านการเป็นคณบดีมาก่อน เมื่อเปรียบเทียบกับแคนดิเดทคนอื่นๆ ยกเว้น ศ.นพ.บวรศิลป์ และที่สำคัญก็คือ “การเปิดตัวช้า” ทำให้ผู้ที่ตั้งใจจะสนับสนุนบางส่วน ได้ตัดสินใจเลือกข้างไปก่อนหน้านี้แล้วซึ่งอาจจะ“ไม่สามารถถอยหลังกลับมาได้”

หลายคนสงสัยว่า เหตุผลในการตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้คืออะไร? เพราะเคยประกาศจะไม่เข้าสู่กระบวนการสรรหา บางกระแสบอกว่า ผู้ใหญ่ในคณะวิศวะฯที่มีบารมีสูง “เชิญไปพบ” เพื่อขอให้ลงสมัคร แต่อีกกระแสบอกว่าเขาขอ “เข้าพบผู้ใหญ่” เพื่อให้สนับสนุนการลงสมัคร ขณะที่เจ้าตัวบอกกับสื่อว่า “น้องๆขอให้ลงสมัคร”

บางคนวิเคราะห์ว่านี่ เป็นเกม “สับขาหลอก” ของอธิการกิตติชัย เพราะข่าวแรกที่ออกมาว่า อธิการกิตติชัยสนับสนุน รศ.ดร.กุลธิดา แต่สุดท้ายเมื่อ “ศ.ดร.ศุภชัย” เปิดตัวจะเป็นทายาทตัวจริงหรือไม่ ? เพราะมาจากทีมเดียวกันและอยู่คณะวิศวะฯเช่นกัน!!!!!!

Facebook Comments