เศรษฐกิจคือประเด็นชี้ขาดของการเลือกประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 17 เมษายนที่จะถึงนี้ ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนที่มีประชากรมากที่สุดก็จะเข้าคูหาเลือกประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่ง ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด หรือที่ชาวอินโดนีเซียเรียกว่า โจโควี จะลงรักษาเก้าอี้อีกสมัย เริ่มนำคู่แข่ง ปราโบโว ซูเบียนโต้ อดีตนายทหารใหญ่ คู่แข่งเดิมที่เขาเอาชนะมาได้ ในการเลือกตั้งเมือปี 2014 การสำรวจความคิดเห็นครั้งล่าสุด โจโควี มีคะแนนนำเกือบ 26 %

การเลือกตั้งครั้งนี้ประเด็นชี้ขาดคือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งผู้สมัครทั้งสองคนต่างพยายามดึงคะแนนจากประชาชนอินโดนีเซียด้วยการเสนอแนวทางที่จะสร้างงาน ตรึงราคาสินค้าและทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตยิ่งขึ้น

แต่ถึงแม้ว่าความสนใจจะพุ่งเป้าไปที่ประเด็นเศรษฐกิจ การโจมตีสาดโคลนกันในระหว่างการหาเสียงก็มีหลากหลายประเด็นเช่น การกล่าวหาว่าประธานาธิบดีโจโควี เป็นพวกต่อต้านอิสลาม เป็นคนเห็นอกเห็นใจ สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ของอินโดนีเซีย ที่ปัจจุบันถูกสลายไปแล้ว การที่ประธานาธิบดีโจโควีนำห่างในการสำรวจความคิดเห็น เพราะประชาชนยังเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำ และค่อนข้างพอใจกับสภาพเศรษฐกิจของอินโดนีเซียในปัจจุบัน มีเพียง 18% ของผู้ออกความคิดเห็นที่มองว่าเศรษฐกิจของอินโดนีเซียแย่ลง ส่วนคู่แข่งก็โจมตีประธานาธิบดี ว่ามีการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สูงมากและต้องอาศัยเงินลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน ซึ่งส่งผลให้อินโดนีเซียมีหนี้สาธารณะสูงขึ้นมากและการเสียเปรียบดุลการค้าที่เพิ่มมากขึ้น ราคาผลผลิตการเกษตรที่ตกต่ำลง

การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 40% เป็นคนรุ่นใหม่ ที่ประธานาธิบดีโจโควีใช้สื่อออนไลน์ต่างๆเช่น Facebook Twitter และ YouTube ในการหาเสียงกับนักเรียนนักศึกษาหรือผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา รวมทั้งเขาได้เสนอนโยบายให้การศึกษาฟรี โดยสรุปการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอินโดนีเซียในครั้งนี้คงจะมีโอกาสพลิกโผน้อยมาก แต่ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาสูสีมากอาจจะเกิดเหตุการณ์เหมือนการเลือกตั้งเมื่อปี 2014 ที่สูเบียนโต้ ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และกล่าวหาถึงความไม่เป็นกลางของคณะกรรมการการเลือกตั้งและบัญชีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ทำให้ผลออกมาเป็นเช่นนั้น

ผลการเลือกตั้งของเพื่อนบ้านก็เป็นเรื่องที่น่าติดตามแต่ที่สำคัญกว่าหรือถูกจับตามองมากกว่าน่าจะเป็นผลการเลือกตั้งของบ้านเรา รวมทั้งการจัดตั้งบัตรฐบาลหลังการเลือกตั้งก็คงถูกเพื่อนบ้านอาเซียนจับตามองแบบไม่กระพริบตาแน่นอน

จับตาอาเซียนโดย: รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิริวงส์ 

Facebook Comments