รอคอยด้วยความหวัง!!ทล.จับมือ BGSR ลงนาม บริหาร ‘มอเตอร์เวย์’บางปะอิน-โคราช/บางใหญ่-กาญจนบุรี คาดเปิดปี ‘66

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2564 ‘ประชาสัมพันธ์กระทรวงคมนาคม’ รายงานว่า  นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาให้เอกชนร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6
สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (M81) โดยมี นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางสุขสมรวย วันทนียกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง คณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารและตัวแทนกลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ในวันที่ 29 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมอาคารสโมสรและหอประชุม กระทรวงคมนาคม
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (M81) เป็นโครงการสำคัญตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 อนุมัติให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการ ให้เอกชนร่วมลงทุนในส่วนนของการดำเนินงานและบำรุงรักษา Operation and Maintenance (O&M) ในรูปแบบ
PPP Gross Cost ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดให้ทล. ดำเนินการในขั้นตอนการประมูลคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนมาตามลำดับ โดยกลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR เป็นผู้ได้การคัดเลือก ซึ่งถือเป็นการใช้รูปแบบ PPP ในการพัฒนาและบริหารจัดการระบบมอเตอร์เวย์ของ ทล. ที่เป็นโครงการแรกในรอบว่า 20 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระการลงทุนและบุคลากรของภาครัฐได้อย่างมาก
นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ถือเป็นโครงการสำคัญระหว่าง ทล. และกลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR ซึ่งเป็นการรวมตัวของ บมจ.บีทีเอส กร๊ป โฮลดิ้ง (BTS) บมจ.กัลฟ์เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ.ซิโน – ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STECON) และ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) โดยรายละเอียดของสัญญาแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ ได้แก่ ระยะแรก ระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี กลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR จะเป็นผู้ออกแบบและลงทุนก่อสร้างติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย การก่อสร้างด่านและติดตั้งระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางแบบไม่มีไม้กั้น M-Flow ระบบควบคุมและบริหารจัดการการจราจรอัจฉริยะ ระบบโครงการสื่อสารใยแก้วนำแสงและระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าบนสายทาง อาคารศูนย์ควบคุมและอาคารสำนักงานต่าง ๆ และ ระยะที่ 2 เมื่อเปิดเส้นทางให้บริการ กลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR จะทำหน้าที่จัดเก็บค่าผ่านทาง และนำส่งรายได้ค่าผ่านทางทั้งหมดให้แก่ ทล. บริหารจัดการและควบคุมการจราจร ซึ่งรวมถึงการกู้ภัยและช่วยเหลือผู้ใช้ทางตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนการซ่อมบำรุงทางถนนและงานระบบทั้งหมดของโครงการเป็นระยะทาง 30 ปี หลังเปิดให้บริการโดยกลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR จะได้รับค่าตอบแทนสำหรับค่าก่อสร้างงานระบบและค่าตอบแทนสำหรับการดำเนินงานและบำรุงรักษา โดยจะต้องรักษาระดับการให้บริการให้เป็นไปตามเงื่อนไข KPI ตามที่ ทล. กำหนดไว้
กลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR มีความยินดีที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจาก ทล. ในการร่วมพัฒนาโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศไทยให้มีความทันสมัยเทียบชั้นกับนานาอารยประเทศได้ โดยกลุ่ม BGSR ได้นำเทคโนโลยีระบบการจัดเก็บค่าผ่านทางแบบไม่มีไม้กั้น หรือ Free Flow มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบมอเตอร์เวย์เพื่อสอดรับพฤติกรรมของประชาชนในยุคดิจิทัล ช่วยลดการสัมผัสระหว่างบุคคลตามแนวทางการปฏิบัติของยุค New Normal พร้อมทั้งนำระบบบริหารจัดการจราจรอัจฉริยะ เช่น ระบบตรวจจับและแจ้งเตือนอุบัติเหตุอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้อย่างกว้างขวางและเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ มาช่วยเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ใช้ทาง ทั้งนี้ กลุ่ม BGSR มีความพร้อม ที่จะเริ่มงานทันทีที่ตรวจรับพื้นที่ ทล. เสร็จสิ้น เพื่อให้ ทล. สามารถเปิดใช้ทั้ง 2 เส้นทางโดยเร็วที่สุด เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล และเป็นอีกหนึ่งเส้นทางโลจิสติกส์สายสำคัญของไทยที่เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่โซนภาคตะวันตกและภาคใต้ เพื่อเชื่อมฐานการผลิตและการส่งออก รองรับแผนการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ของกระทรวงคมนาคมในอนาคต
ทั้งนี้ ทล. ได้เร่งผลักดันการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองทั้ง 2 เส้นทางดังกล่าว ในส่วนการก่อสร้างงานโยธาและการติดตั้งงานระบบภายใต้สัญญา PPP ให้แล้วเสร็จ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2566 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมขนส่ง สร้างความสะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ปลอดภัยให้กับประชาชนในการเดินทางสู่ภูมิภาคต่าง ๆ และเสริมประสิทธิภาพการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ สร้างความเข็มแข็งทางเศรษฐกิจของไทย นำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไป
แสดงความคิดเห็น