มาเบิ่งเด้อ!!! นายแพทย์วิชัยกล่าวปาฐกถาพิเศษ ถึงเวลายุติปัญหาพยาธิใบไม้ตับในไทย

มาเบิ่งเด้อ!!! นายแพทย์วิชัยกล่าวปาฐกถาพิเศษ ถึงเวลายุติปัญหาพยาธิใบไม้ตับในไทย

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ขึ้นปาฐกถาพิเศษ เรื่องถึงเวลายุติปัญหาพยาธิใบไม้ดิบในไทย ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก ชั้น 2 มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในงานมหกรรมการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี และวันมะเร็งท่อน้ำดีโลก

โดยนายแพทย์วิชัย กล่าวว่า “อันที่จริง ผมเริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการเป็นหมอบ้านนอก เพิ่งจับพลัดจับผลูมาทำงานวิชาการ เมื่อย้ายจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีไปเป็นผู้อำนวยการกองระบาดวิทยาอยู่ 1 ปี 7 เดือน หลังจากนั้นไปทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักวิชาการในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ริเริ่มจัดทำวารสารวิชาการสาธารณสุข ซึ่งเป็นวารสารวิชาการคุณภาพสูงที่ออกต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอมาจนถึงทุกวันนี้กว่า 30 ปีแล้ว ต่อมายังได้เป็นรองอธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่ออยู่ 2 ปี และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่กรมควบคุมโรคติดต่ออยู่อีก 3 ปี ”

โดยได้กล่าวต่อว่า “งานวิชาการที่ผมทำต่อเนื่องมากว่า 30 ปี คือ การเป็นกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ซึ่งทำให้ต้องอ่านและทบทวนโครงร่างการวิจัยเป็นจำนวนมาก เมื่อไปเป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ก็ได้จัดทำการแพทย์แผนไทยฯ ซึ่งดำรคงอยู่มากว่า 20 ปีแล้ว และได้รับเชิญกลับไปเป็นบรรณาธิการวารนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ซึ่งผมได้นำวารสารฯ เข้าฐานใช้ข้อมูลของ TCI (Thai-Journal Citation Index Centre) ฐาน 1 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2558 และเข้าฐาน ACI (ASEAN Citation Index) เมื่อ พ.ศ. 2560 ขณะนี้กำลังพัฒนาเข้าสู่ฐาน Scopus ต่อไป ”

ยังได้กล่าวต่ออีกว่า ตนได้ทบทวนเอกสารเรื่องนี้แบบเร็วๆ แล้ว พบว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559 อนุมัติ “แผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี พ.ศ. 2559-2568” ตามที่กระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายเสนอ และทราบว่าได้มีการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์นี้มาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ปี ก็จะสิ้นสุดแผนนี้แล้ว

  “ผมขอให้ข้อคิดเห็นจากประสบการณ์ว่า มนุษย์มีความพยายามต่อสู้กับพยาธิมานานแล้ว”

 

สำหรับพยาธิใบตับ ปัญหาแตกต่างออกจากพยาธิอื่นไปมาก เพราะ

(1) พยาธินี้มีหลายชนิด สามารถก่อโรคในสัตว์อื่นได้หลายชนิดและอยู่ในพาหะได้หลายอย่าง ได้แก่ ปลา ปู กุ้งน้ำจืด

(2) อาการของโรคไม่เฉียบพลัน แต่ก่อปัญหาให้ร่างกายช้าๆ อยู่ในร่างกายมนุษย์ได้ยาวนาน 20-30 ปีจึง วินิจฉัยโรคและควบคุมได้ยากกว่า

(3) เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินของมนุษย์ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อน

แต่ก่อนเราเชื่อว่า การเป็นพยาธิเกิดจากความไม่รู้ ถ้ารู้แล้วก็จะไม่เป็น ซึ่งไม่จริงปัจจุบัน มีวิชาเศรษฐศาสตร์สาขาใหม่ ชื่อ “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” (Behavioral Economic) ที่มีทฤษฎีพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ นั่นคือ “มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล แต่บ่อยครั้งทำอะไรไม่มีเหตุผล และมีเหตุผลมากมายที่อธิบายว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น” จึงแม้รู้ว่าของดิบทำให้เกิดโรค แต่ก็ชอบกินของดิบ เพราะแซบ เป็นต้น

(4) การวินิจฉัยและรักษาทั้งพยาธิเอง และโรคร้ายแรงที่แทรกซ้อนจากมะเร็งท่อน้ำดี ยังไม่ได้ผลดีนัก

ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายยุทธศาสตร์ให้ถูกต้อง ซึ่งตามหลักการการควบคุมป้องกันโรค สามารถตั้งเป้าหมายได้ 3 ระดับ

ระดับแรก คือ ควบคุม (Control) โรคให้ได้

ระดับที่สอง คือ กำจัด (Eliminate) ให้โรคหมดไปจากพื้นที่ เช่น ในประเทศ

ระดับสูงสุด คือ กวาดล้าง (Eradicate) ให้หมดไปจากโลกอย่างไข้ทรพิษ ซึ่งความจริงก็ยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง เพราะสหรัฐและรัสเซียยัง “คุมเชิง” กัน เก็บรักษาเชื้อโรคเอาไว้ เพื่อป้องกันมิให้อีกฝ่าย “เก็บซ่อน” เชื้อโรค เอาไว้เป็น “อาวุธเชื้อโรค” (Biological Weapon)

 

สำหรับพยาธิใบไม้ตับ โดยธรรมชาติของพยาธิ อย่างมากที่เราทำได้ในปัจจุบัน คือ “ควบคุม” ให้ได้ ไม่ถึงขั้น “กำจัด” ฉะนั้น คงต้อง “ทบทวน” เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้ “บรรลุได้” (achievable)

การศึกษาวิจัย นอกเหนือจากสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งดำเนินการมาอย่างดีแล้ว จะต้องขยายเครือข่ายให้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development หรือ R&D) โดยการดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และองค์การเภสัชกรรม เข้ามาร่วมในการพัฒนาเครื่องมือการตรวจวินิจฉัย ยาและวิธีการรักษา ป้องกัน ต่างๆ น่ายินดีที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติก็มาร่วมแล้วในวันนี้

การศึกษาและรณรงค์ จะต้องเพิ่มบทบาทของ สสส. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพสูงในการรณรงค์และให้การศึกษา เพราะการแก้ปัญหาพยาธิใบไม้ตับเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ซึ่งเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ลำพังความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบนิเวศ (Ecological System)ทั้ง 5 ด้าน ตามหลักการแห่งกฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter) ซึ่งมีการกำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ทั้ง 6 ข้อของ พ.ร.บ. สสส. โดย สสส. เชี่ยวชาญมากในเรื่อง “การตลาดเพื่อสังคม” (Social Marketing) อยู่ด้วย

โดยไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายว่า ต้องมีการเตรียมแผนสำหรับทศวรรษต่อไป ซึ่งจะต้องเริ่มใน 2-3 ปี ข้างหน้า ทั้งนี้ เพราะปัญหาพยาธิใบไม้ตับจะต้องเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ไม่สามารถเอาชนะได้ในเร็ววัน แต่แน่นอนว่า ขั้นปลายแล้ว เราต้องประสบชัยชนะ ขอเป็นกำลังใจให้แก่ทุกท่าน

 

 

อรัชพร รายงาน/ขอนแก่น

แสดงความคิดเห็น