เปลี่ยนมือ “พูลแมน ขอนแก่น” ทุนน้ำตาลราชบุรี “ฮุบ” 

การซื้อขายกิจการโรงแรมพูลแมน ราชาออคิด  โรงแรมมาตรฐานระดับ 4 ดาวครึ่งเมืองขอนแก่นปิดดีลไปแบบเงียบๆ ระหว่างเจ้าของกิจการเดิมคือ ตระกูล “รักสุจริต” คหบดีเก่าแก่ของเมืองขอนแก่น กับ กลุ่มโรงานน้ำตาลราชบุรี ในนามบริษัทเอสแอนด์เอเอ็นเตอร์ไพรส์ ของตระกูล “อรุณานนท์ชัย”

กระแสข่าวการซื้อขายกิจการโรงแรมพูลแมน ราชาออคิด ของตระกูลรักสุจริต ขอนแก่น โดยนายสุนทร อรุณานนท์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด แพร่สะพัดในแวดวงธุรกิจขอนแก่น แต่ไม่มีใครออกมายืนยัน

กระทั่ง กลุ่มบริหารชุดใหม่ได้มาประชุมร่วมกับพนักงานของโรงแรมพูลแมน ราชาออคิด เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2567 เพื่อชี้แจงถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นการ “คอนเฟิร์ม” ว่า ดีลซื้อขายได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้นแล้วจริง

การซื้อขายกิจการครั้งนี้ ไม่ได้ดำเนินการในนามบริษัทซี.พี.แลนด์ แต่เป็นการดำเนินการของนายสุนทร อรุณานนท์ชัย ในนามกลุ่มบริษัทโรงงานน้ำตาลราชบุรี จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจโรงงานน้ำตาล โรงงานเอทานอล และโรงงานผลิตไฟฟ้า ภายใต้บริษัทเอสแอนด์เอ เอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งมีนางอารยา อรุณานนท์ชัย ภรรยาของนายสุนทร ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการฯ

อาจจะดูน่าแปลกใจว่า ทำไมกลุ่มโรงงานน้ำตาลราชบุรี จึงเข้า “เทคโอเวอร์”  โรงแรมพูลแมนฯแต่หากย้อนกลับไปดูโปรไฟล์ธุรกิจของกลุ่มบริษัทโรงงานน้ำตาลราชบุรี จะพบว่า ที่จริงแล้ว กลุ่มบริษัทโรงงานน้ำตาลราชบุรี ได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมมาตั้งแต่ปี 2559

ด้วยการลงทุนซื้อกิจการโรงแรมเก่าที่จังหวัดเชียงราย ชื่อ “ลิตเติ้ลดั้ค” ซึ่งเปิดดำเนินการมานานกว่า 30 ปีแล้ว มูลค่ากว่าหนึ่งพันล้านบาท  และนำมารีโนเวตใหม่  กลายเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวของจังหวัดเชียงราย และได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย เมื่อปี 2561 โดยมุ่งหวังว่า จะเจาะตลาดประชุมสัมมนา หรือ “ไมซ์” (MICE)

นางอารยา อรุณานนท์ชัย ภรรยานายสุนทร เคยกล่าวกับเว็บไซต์ข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อปี 2562 ว่า แม้โรงแรมเฮริเทจจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ผลประกอบการยังไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ด้วยเหตุผลหลักๆคือ โครงสร้างพื้นฐานที่จะให้บริการกับนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายยังไม่ดีมากนัก

การรีโนเวตโรงแรมเฮอริเทจ ใช้เวลามากเกินกว่าแผนงานที่กำหนดไว้ และการลงทุนโรงแรมต้องใช้ระยะเวลานานไม่น้อยกว่า 10 ปีขึ้นไป โดยไม่ได้กล่าวอ้างถึงปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการในช่วงดังกล่าวอย่างมาก

การให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น นางอารยาระบุว่า ในช่วงเวลา 5 ปี บริษัทฯจะโฟกัสธุรกิจไปที่โรงแรมเฮอริเทจเป็นหลัก โดยได้กันเงินทุนสำรองไว้ในการบริหารจัดการโรงแรม และหากมีโอกาสและจังหวะที่ดีก็พร้อมที่จะพิจารณาขยายการลงทุนในกิจการโรงแรมเพิ่ม โดยได้เตรียมที่จะส่งมอบการบริหารธุรกิจโรงแรมให้ทายาทได้เข้ามาดำเนินการต่อไปในอนาคต

จากคำสัมภาษณ์ดังกล่าว ทำให้เชื่อได้ว่า การเข้ามาซื้อกิจการโรงแรมพูลแมน ราชาออคิด ขอนแก่น ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นอาจเป็นเป้าหมายธุรกิจของตระกูล “อรุณานนท์ชัย”

ส่วนชื่อนายสุนทร อรุณานนท์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ซี.พี.แลนด์ฯ ในเครือซี.พี. เป็นที่รู้จักคุ้นเคยของชาวขอนแก่น เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ สาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ เมื่อปี 2537

นายสุนทรได้บริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 39 ล้านบาท สร้างอาคาร “สุนทร- อารยา อรุณานนท์ชัย” เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้มอบให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2540 และปัจจุบันใช้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) และวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการก็ได้ยกฐานะขึ้นมาเป็นวิทยาลัยมีสถานะเทียบเท่าคณะฯอยู่ในกำกับของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

นายสุนทรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ สภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ทรงคุณวุฒิ ในสัดส่วนของภาคเอกชน มาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันปี 2567  ภาพลักษณ์ของเขาถือ ผู้แทนของกลุ่มบริษัทซีพี และมักจะบริจาคเงินหรือมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อเนื่อง ทำให้ชื่อนายสุนทรเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกับคณาจารย์ นักศึกษาและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยชอนแก่น เป็นอย่างดี

นอกจากนี้บริษัทซึ.พี.แลนด์ฯ ยังได้เข้าไปลงทุนพัฒนาที่ดินในจังหวัดขอนแก่นมายาวนานแล้วเช่นกัน เมื่อมีข่าวปรากฏออกมา ว่านายสุนทร เป็นผู้ที่มาเจรจาปิดดีลนี้ด้วยตนเอง ทำให้ช่วงแรกหลายฝ่ายเข้าใจว่า ดำเนินการโดยบริษัทซี.พี.แลนด์ฯ  หนึ่งในอาณาจักรธุรกิจซีพีของเจ้าสัวใหญ่  “ธนินทร์ เจียรวนนท์”

ประกอบกับ ก่อนหน้านี้ซีพีแลนด์ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจโรงแรมในภาคอีสานแล้ว 3 จังหวัด โดยเมื่อปี 2559 ได้ซื้อกิจการโรงแรมราชพฤกษ์  นครราชสีมา ผ่านสถาบันการเงินนำและมารีโนเวตใหม่  เปิดให้บริการในช่วงแรกใช้ชื่อ โรงแรมฟอร์จูน ราชพฤกษ์ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นโรงแรมฟอร์จูน (นครราชสีมา)

นอกจากนี้ยังได้เข้าซื้อกิจการโรงแรมเก่า ที่จังหวัดนครพนม   2 แห่ง คือ โรงแรมวิวโขง และโรงแรมริเวอร์วิลล์ จากกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น นำมารีโนเวตและเปลี่ยนชื่อเป็น โรงแรมฟอร์จูน วิวโขง และโรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิลล์ เปิดให้บริการฯใหม่ รวมทั้งบริษัทซี.พี.แลนด์ฯยังได้ลงทุนซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงแรมเปิดให้บริการในนามโรงแรมฟอร์จูนดี ด้วยอีกแห่งหนึ่ง

เมื่อปรากฏชื่อ นายสุนทรเป็นผู้มาดีลการซื้อขายโรงแรมพูลแมน ราชาออคิด ขอนแก่น ทำให้เกิดความเข้าใจว่า ซี.พี.แลนด์ฯ เป็นบริษัทที่เข้ามาซื้อกิจการ แต่เมื่อมีการอธิบายว่า เป็นกิจการที่ซื้อในนามของกลุ่มบริษัทน้ำตาลราชบุรีก็เป็นไปได้สูงดังข้อมูลที่ได้นำเสนอไปแล้วข้างต้น

โรงแรมพูลแมน ราชาออคิด ขอนแก่น เดิมชื่อโรงแรมโซฟิเทล ราชาออคิด ขอนแก่น มีจำนวนห้อง 293 ห้องขนาดความสูง 22 ชั้น หากนับรวมชั้นจอดรถและชั้น G จะรวมเป็น 26 ชั้น เป็นการลงทุนของนายวิรัช รักสุจริต คหบดีท้องถิ่น ประธานกรรมการบริษัทในเครือราชากรุ๊ป ซึ่งเติบโตจากธุรกิจเครื่องจักรกลทางการเกษตร ก่อนจะขยายไลน์ออกไปทำธุรกิจพัฒนาที่ดิน โครงการอสังหาริมทรัพย์ ดีลเลอร์รถยนต์

เม็ดเงินลงทุนของโรงแรมแห่งนี้ มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท เป็นการกู้เงินจากต่างประเทศผ่านธนาคารไทย นายวิรัช มุ่งหวังให้ “โซฟิเทล” เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นหน้าเป็นตา เป็นความภูมิใจของคนขอนแก่น ในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง โดยก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถเปิดดำเนินกิจการเมื่อปี 2539 และมอบการบริหารให้ “แอคคอร์” เชนบริหารโรงแรมชื่อดังจากประเทศฝรั่งเศส

เพียง 1 ปีของการเปิดดำเนินการ โลกก็เข้าสู่วิกฤตการณ์ “ต้มยำกุ้ง” ที่เริ่มจากประเทศไทยก่อนจะลุกลามไปทั่วโลก รัฐบาลได้ประกาศให้มีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นระบบลอยตัว อัตราแลกเปลี่ยน จากเดิม 25 บาทต่อ 1 ยูเอสดอลล่าร์ อ่อนค่าลงไปถึง 50 บาท ต่อ 1 ยูเอสดอลล่าร์

นั่นหมายความว่า นักธุรกิจรายใดก็ตามที่กู้ยืมเงินผ่านกิจการวิเทศธนกิจไทยที่เรียกว่า “บีไอบีเอฟ” (Bangkok International Banking Faciliites : BIBF ) จะเพิ่มมูลค่าหนี้ขึ้นมาทันทีหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์

โรงแรมโซฟิเทล ราชาออคิด ขอนแก่น เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แม้จะโชคดีกว่าหลายธุรกิจที่ดำเนินการก่อสร้างในห้วงเวลานั้น เพราะสามารถดำเนินก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการก่อนเกิดวิกฤติ จึงสามารถหารายได้และมีผลประกอบการ ขณะที่กิจการอื่นๆ ที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่ต้องแบกรับภาระหนี้เอาไว้ แถมยังไม่สามารถหารายได้เช่นเดียวกับโรงแรมโซฟิเทลฯ

อย่างไรก็ตามแม้โรงแรมโซฟิเทล จะสามารถาสร้างรายได้จากการเปิดให้บริการได้ แต่ก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เกิดขึ้น ตระกูลรักสุจริต ต้องแบกรับภาระหนี้สินก้อนโตเอาไว้ ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งทุกอย่างจะดีขึ้น แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างพวกเขาเลย

การวางตำแหน่งโรงแรมโซฟิเทลฯให้เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวไม่สามารถดึงลูกค้าที่มีกำลังซื้อได้มากพอ โดยเฉพาะลูกค้าต่างประเทศ ที่ผ่านมายังเดินทางมาขอนแก่นและภาคอีสานไม่มากพอ

กลางปี 2551 “แอคคอร์” ได้เปลี่ยนแบรนด์บริหารจากโรงแรมโซฟิเทล ราชาออคิด ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่เคยวางตำแหน่งตลาดลูกค้าระดับบน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เป็นชาวต่างประเทศ เปลี่ยนมาใช้แบรนด์ “พูลแมน” โดยตลาดลูกค้าจะเป็นกลุ่มจัดประชุม สัมมนา ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางการตลาดมากขึ้น

ดูเหมือนสถานการณ์ธุรกิจยังไม่ดีขึ้นนัก ประกอบกับโรงแรมพูลแมนฯ มีภาระหนี้สินเก่า โรงแรมที่ได้เปิดให้บริการมายาวนานถึง 28 ปี ส่งผลให้สภาพห้องพักและบริเวณโรงแรมได้เก่าและเริ่มทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

นั่นหมายความว่า หากโรงแรมพูลแมน ราชาออคิด จะดำเนินกิจการต่อไป ในท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโรงแรมเก่าขอนแก่นที่เคยถูกทิ้งร้างไว้ตั้งแต่ปี 2540 จำนวน 2 แห่ง ได้มีการเปลี่ยนมือเจ้าของกิจการ และลงทุนรีโนเวต ห้องพักและอาคารใหม่ ให้ทันสมัย ทั้งโรงแรมอวานี ที่บริหารงานโดยกลุ่มไมเนอร์ หรือ โรงแรมแอดลิบ บริหารงานโดยกลุ่มมิตรผล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่

คงไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย ที่ตระกูลรักสุจริตจะสามารถหาเงินก้อนโตมาลงทุนเพิ่ม เพราะนับแต่เปิดดำเนินกิจการโรงแรมจาก “โซฟิเทล” ถึง “พูลแมน” แทบจะไม่ได้ลืมตาอ้าปากสักที ด้วยต้องแบกรับภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 28 ปีที่ผ่านมา 

การเจรจาซื้อขายเปลี่ยนมือธุรกิจโรงแรมพูลแมนราชาออคิด ซึ่งมีมูลค่าสูงน่าจะเป็นหลักพันล้าน และมีความละเอียดอ่อนในเชิงการบริหารอย่างมาก ไม่สามารถคุยกันได้เพียงระยะเวลาเป็นสัปดาห์หรือ เป็นเดือน เชื่อว่าจะต้องเวลาคุยกันนานนับปี

บทสุดท้ายก็การเจรจาซื้อขายกิจการโรงแรมพูลแมน ราชาออคิด ขอนแก่น คราวนี้ มองได้สองด้าน ด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ของธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ ที่บริหารโดยทุนท้องถิ่น นับวันจะยากมากยิ่งขึ้น หากจะพัฒนาจำต้องพึ่งพาแหล่งทุนขนาดใหญ่ภายนอก

เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นหลายๆแห่งในประเทศไทย และนับเป็นการถอยร่นของทุนท้องถิ่นเรื่อยๆ แต่หากไม่มีทุนขนาดใหญ่จากภายนอก ทุนท้องถิ่นก็คงไม่สามารถที่จะเข้าจัดการตนเอง หรือ เข้ามาช่วยจัดการได้ ด้วยศักยภาพการเงิน การบริหาร และองค์ความรู้

บทสุดท้ายของโรงแรมพูลแมน ราชาออคิด ขอนแก่น อาจไม่ใช่บทสุดท้ายของโรงแรมขนาดใหญ่ในท้องถิ่นซึ่งจะยิ่งยากลำบากมากขึ้นในการดำรงอยู่ทางธุรกิจ…หรือนี่คือ…เส้นทางที่ถูกกำหนดไว้แล้ว สำหรับทุนท้องถิ่นไทย ที่จะต้องยอมจำนนเพื่อรักษาตัวให้อยู่รอดในสังคมธุรกิจไทยและท้องถิ่นต่อไป

                                                …………………………

แสดงความคิดเห็น