“อัมพร พินะสา” แม่ทัพปชป.อีสาน ปักหมุดการเมืองสุจริต

 การเปิดตัวครั้งแรกของ “อ้มพร พินะสา” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อดันดับ 6 ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด พร้อมกับการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์ภาคอีสาน 133 เขต ที่แม้จะใหม่สำหรับการเมือง แต่เป็นอดีตข้าราชการระดับสูงสายการศึกษา ที่ไต่เต้าและเติบโตมาจาการเป็นครูผู้สอน ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร  

 …………………………………..

อัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน ถือว่าเป็นคนใหม่ในทางการเมืองแต่เป็นอดีตข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญคือ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)และเคยเป็น เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) 

ประวัติการศึกษาตั้งแต่ ป.ตรี-เอก จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยมีเส้นทางราชการยาวนานในสายงานการศึกษา เริ่มตั้งแต่เป็นครูจนถึงผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานส่วนกลาง

ประวัติการศึกษา:

  • ปริญญาเอก: ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) สาขาการบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.
  • ปริญญาโท: ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (ศษ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น.
  • ปริญญาตรี: ศึกษาศาสตรบัณฑิต (ศษ.บ.) สาขาการประถมศึกษา จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

 ถาม…มาอยู่ประชาธิปัตย์ได้ยังไงครับ ? 

อัมพร : ผมไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพราะมีความคุ้นเคยเป็นการส่วนตัวกับท่านเลขาธิการพรรคคือ ท่านชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เมื่อครั้งที่ผมไปเป็นหัวหน้าการอยู่ที่แม่สอด แล้วพอไปใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้นก็ได้รู้จักกันมา ก็เหมือนรู้จักคุ้นเคยกันเป็นพี่เป็นน้องส่วนตัว อยู่ๆ ในวันที่ท่านก็บอกว่า… ผมก็บอกว่าผมจะไม่เล่นการเมือง เพราะมีหลายพรรคมากในอีสานเนี่ยมาทาบทามผมเยอะมาก 

ท่านชัยวุฒิเมาถามว่า วันนี้ประชาธิปัตย์ลงต่ำสุดแล้ว มันเป็นสถาบันการเมืองที่เก่าแก่ และท่านอภิสิทธิ์จะกลับมาเป็นหัวหน้า แล้วท่านชัยวุฒิมาเป็นเลขาฯ อีสานไม่มีใครเลย ต้องเริ่มต้นจากตรงนี้เลย ท่านก็เลยว่ามาช่วยผมหน่อยครับ อันนี้คือที่ไปที่มา 

ผมเองก็ไม่ได้มีต้นทุน ไม่ได้มีกระสุน แม้แต่บอกว่าเออผมมาเป็นแม่ทัพอีสานเนี่ย คือเป็นแม่ทัพทางความคิดและจิตวิญญาณอย่างงั้น และคำแนะนำในการจะหาเสียงยังไงที่ไม่ต้องใช้ตังค์ เสียสละมาช่วยพรรคแค่ตรงนั้นเอง บ้านผมอยู่บึงกาฬ

 ผมเล็งเห็นพรรคประชาธิปัตย์ ในชีวิตเป็นครูมา เห็นเรื่องพื้นฐานว่า คนรวยเนี่ยได้เปรียบทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ก็ยังได้เปรียบทางการศึกษา ได้เปรียบทางการอำนาจหมดเลย แต่ชาวบ้านที่ยากจนเนี่ย ก็ได้อยู่ตลอด แต่ประชาธิปัตย์เป็นคนมากำหนดเรื่องเงินกู้ “กยศ.”(กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา) เป็นคนกำหนดเรื่องอาหารกลางวันให้เด็กด้อยโอกาสได้กิน 

เรื่องอาหารเสริม นม เรื่องเรียนฟรี 15 ปี ไม่มีค่าใช้จ่าย คือ โครงการเหล่านี้มันคือ ต้นทุนที่ทำให้คนได้รับการศึกษา แล้วให้การศึกษามาเปลี่ยน อันที่ 1 เหตุผลอันที่ 2  ผมมองว่าอีสาน  เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจมาก ก็คือ เวลาน้ำท่วมก็ท่วมหนัก เวลาแล้งก็แล้งจัด แต่ถ้าเราบริหารจัดการแล้วมีคนเข้าใจจริงๆ แล้วเอาเรื่องปัญหาเสร็จ 

เอาเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นตัวกระตุ้น คือ ทำแหล่งน้ำให้มันเพียงพอ ของเราไม่ได้ท่วมตลอดปี ถ้าจัดการแหล่งน้ำดีแล้วทำพื้นที่เกษตรให้มันมีโซนนิ่งดี ๆ แล้วหาการตลาดที่มันเพียงพอมาจัดการพวกนี้ ผมว่าอีสานมันน่าจะเป็นจุดที่น่าปลอดภัยเรื่องภัยธรรมชาติ เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ได้มากที่สุด

ประชาธิปัตย์มีความมั่นคงทางหลักคิดและนโยบาย  ถ้าดึงคนอีสานได้มาตระหนักและเห็นความสำคัญการศึกษาเห็นความสำคัญทางเศรษฐกิจสังคม แล้วไปเอาพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์และมุ่งมั่นทำและยั่งยืนมา เป็นปัจจัยเลือกที่ 2 

ปัจจัยเลือกที่ 3 ผมมองว่าอีสานเนี่ย ทุกคนก็บอกว่าใครอยากเป็นอะไรยังไงใช้เงินใช้ทอง อยากมีตำแหน่งก็ไปซื้อตำแหน่งกัน อยากทำอะไร อยากได้ สส. เก่าซื้อ อยากทำอะไรใช้เงินเป็นเครื่องมือหมด ทั้งๆ ที่อยู่ในภาวะยากจน ผมก็เลยว่าถ้าเราจะเปลี่ยนประเทศ มันต้องเปลี่ยนจากการเริ่มต้นที่ถูกนี่แหละ 

ผมมีวันนี้ไม่ได้ซื้อตำแหน่งมาในการเป็นข้าราชการ มีแต่ให้กับครูบาอาจารย์ให้กับสังคมมาโดยตลอด การเมืองก็เหมือนกันถ้าเริ่มต้นจากการไม่ซื้อ เมื่อไม่ซื้อ คนที่มาเป็นเนี่ย ก็จะได้ทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ

ผมก็เลยเชิญชวนว่า ถ้าแต่ละจังหวัด มาทำการเมืองแล้วโดยเอาภาคอีสานเป็นโมเดล แต่เดิมร้อยเอ็ดเนี่ยเป็นต้นแบบเรื่องการซื้อเสียงครั้งแรก ถ้าเราทำอีสานให้เป็นภาคแรกในการเลิกทำสิ่งนี้ แล้วก็เอาการเมืองบริสุทธิ์กลับมา แก้ปัญหาความยากจน ผมว่าจังหวัดอื่น ๆ ภาคอื่น ๆ เขาอยู่สุขสบายในเรื่องของเศรษฐกิจอยู่แล้ว เขาจะได้เห็นเป็นทิศทางในการแก้ปัญหา อันนี้เป็นเหตุที่เลือกประชาธิปัตย์ 

ประเด็นสุดท้าย ผมมองว่าท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคคราวนี้ ป็นปัจจัยสำคัญ ที่ผมคิดว่า ถ้าดูต้นทุนทำให้เห็นแล้วว่าบริสุทธิ์จริง ไม่ได้ขึ้นศาล ไม่มีการตรวจสอบจาก ป.ป.ช. ไม่มีเรื่องใดที่ทำให้ด่างพร้อย เมื่อท่านเป็นผู้นำแล้วมาชูเรื่องสุจริต 

ถ้าเราทำตรงนี้ได้เนี่ย ประเทศไทยไม่อายใครเลยในโลกนี้ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ภูมิศาสตร์แหล่งทำมาหากินอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว อุดมสมบูรณ์หมด แต่ทำไมเราสู้ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่มีอะไรเลย หรืออิสราเอลไม่ได้ เพราะมันเหลืออยู่อย่างเดียวนี่แหละ คือเรายังไม่ได้คนที่ทั้งดีและเก่งและบริสุทธิ์มาเปลี่ยนประเทศ ครับ อันนี้คือหลักคิดที่ทำไมต้องเป็นประชาธิปัตย์

ถาม : หลักการหรือ อุดมคติประชาธิปัตย์ดีมานานแล้ว แต่ว่าสนามจริงๆอีสานเราจะด้อยกว่าพรรคอื่น เราจะเอาอะไรมาขายที่จะให้เขาเลือกเราดูข้อเท็จจริงมากกว่า ?

คุณอัมพร: เราไม่ส่งเสริมให้เอากระสุนไปยิงไปทำอะไรให้ใคร แต่เราให้ความสำคัญของกระแสโดยผ่านนโยบาย และวิธีคิด และหลักการ อันนี้อันที่ 1 แล้วอันที่ 2 เนี่ย เราเลือกผู้สมัคร เราไม่ได้จิ้มจากผู้สมัครที่มีความร่ำรวยเป็นบ้านใหญ่ เราหาจากผู้ที่มีใจที่อยู่ในพื้นที่มาสมัคร ใครอยากเป็น ส.ส. มาสมัครได้ แล้วพอสมัครแล้วเขาก็มีกลไกในการเลือกทีละสเต็ปจนได้ตัวแทนจริงๆ และตัวแทนที่ได้ เราไม่ได้ได้คนร่ำรวย แต่เราดูที่โปรไฟล์ เช่น ประวัติ ความมุ่งมั่นทุ่มเท ความดีงามในอดีตที่ผ่านมา อันนี้เราดูเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

สิ่งที่คิดว่าเป็นจุดแข็งเราก็คือ เมื่อเราไม่มีเงิน ไม่มีกระสุน เรามีแต่นโยบาย เราก็จะเอาความจริงใจ เอาสิ่งที่เราขยันลงไปบอกเล่าให้ชาวบ้านเห็น เงินเนี่ยมันไม่ได้เป็นการเปลี่ยนประเทศนะ มันทำให้ประเทศเราอาจจะวนเวียนอยู่กับวงจรอย่างนี้ แต่ถ้าเราเอาคนดี เปลี่ยน มันจะยั่งยืน ใครดีกว่าก็มาเป็นผู้แทนต่อ

เราต้องตัดวงจรเรื่องเงินออกไปเสีย ถ้าเราดีไม่พอ พรรคอื่นดีกว่า พรรคอื่นเป็นเรายินดีส่งเสริมแบบนั้น ไม่ได้หมายความว่าไปสกัดกั้นพรรคอื่นไม่ให้ทำแบบนี้ แต่ถ้ามันแฟร์จริงๆ เลย ผมว่าถ้ามาร่วมมือกันทำเนี่ย ทุกคนไม่จ่าย เราจะมีความสุขมากเลย แล้วเอาความดีมาสู้กัน

ถาม : เราจะทำยังไงให้ให้พรรคอย่างนั้นเกิดขึ้นจริง ?

คุณอัมพร: เราก็มองว่ายากไหม ผมว่าไอ้ความยากเนี่ยมันแน่นอน เหมือนชีวิตเราแต่ละคนเนี่ย เมื่อเราต้นทุนต่ำนะเราอยากรวยเหมือนคนรวยที่มีตังค์ มันต้องขยันกว่าเขา กลายเท่า หรือมันต้องมีวิธีคิดที่ดีกว่าเขาอีกหลายเท่า เพราะงั้นผมก็มองว่า ก็มีอย่างที่ผ่านมาเนี่ย ก็มีหลายพรรคการเมืองที่ไม่ได้ใช้ตังค์แต่เขาก็ได้แต้มสูงก็ทำให้เห็นแล้วนะ ผมก็เริ่มทิศทางมันก็ดีขึ้นมา ถ้าทุกพรรคสละไม่ต้องจ่ายตังค์แล้วเอาความดีมาสู้กันเนี่ย ผมโอเคเลยนะไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน

ถาม :  แต่ตอนนี้คือ กระแสประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ มันยังไม่ดีขึ้น

คุณอัมพร: กระแสประชาธิปัตย์ อีสานไม่ดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่าในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการเดินทางยุทธศาสตร์ของพรรคที่ผ่านมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เหมือนเรามีสินค้าที่เราบอกว่าสินค้าประชาธิปัตย์ดีอยู่แล้ว หลักการดีอยู่แล้วที่ดี ๆ เหมือนกับสินค้ามีคุณภาพ แต่การตลาดไม่ดี และการที่ไปรณรงค์ให้คนเห็นว่าถ้าซื้อของเราเนี่ย มันดีกว่าของคนอื่นยังไง

ตรงนี้ผมเรียกว่าการที่ขาด ส.ส. ในพื้นที่ไม่ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในพื้นที่ ก็อาจจะเป็นอีกส่วนหนึ่ง เพราะคนอีกส่วนหนึ่งก็ยังมีความเชื่ออยู่ว่าถ้าไม่มีเงิน อย่าไปเล่นเลย ส.ส. หรือเรื่องการเมืองเนี่ย ยังไงก็ไม่ได้เป็นหรอกในอีสานเราอาจจะมีความเชื่อตรงนี้อยู่ โดยเฉพาะท้องถิ่น ต่างๆ มันก็ต้องค่อยๆ สู้ไป

ถาม :  ประชาธิปัตย์อีสาส่งทั้งหมดกี่เขตครับและหวังจะได้กี่คน

คุณอัมพร: ส่งครบทั้งหมดเลยครับ 133 แต่ถ้าถามว่า เรามีความหวังกี่คน คือ ณ วันนี้ เราเหมือนกับตาบอดเราไม่รู้เลย ผมเรียนตรงๆ ผมเป็นรองหัวหน้าพรรคใหม่ ที่ได้รับมอบหมายมาดูอีสานใหม่ ถามว่าเมื่อกี้พูดกันว่า 

 วันนี้เราเหมือนเด็กด้อยโอกาส ผมใช้คำว่าอย่างเงี้ย ประชาธิปัตย์เหมือนเด็กด้อยโอกาสที่กำลังแสวงหาโอกาส เพราะฉะนั้นเราไม่รู้หรอกว่าใครจะได้เป็นตัวแทน ใครจะได้เป็น สส.ใครจะเป็นอะไร แต่เราให้หลักการของทุกคนว่า วิ่ง 100 เมตร จากต้นทุนที่เรามีให้มากที่สุด

แล้วถ้าวันเดินไปข้างหน้า จังหวะเข้าเส้นชัยเนี่ย ใครวิ่งได้มาก ใครวิ่งได้ดีกว่า ทางพรรคก็อาจจะส่งทีมจากกรุงเทพฯ มาช่วยอภิปราย มาช่วยระดมหาเสียงในพื้นที่ตรงนั้น ก็จะเติมเข้าไป แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะประกาศจำนวน ส.ส. มันประกาศไม่ได้ เราก็ไม่ได้กล้าคาดหวังขนาดนั้น แต่เรามีความคาดหวัง เราเชื่อว่าประชาธิปัตย์มันน่าจะดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ถาม :  สัมพันธ์กับประชาธิปัตย์มานานหรือยังครับ

คุณอัมพร: ผมนี่สัมผัสประชาธิปัตย์มานานในเชิงชีวิตส่วนตัว เพราะผมไม่ได้เป็นสมาชิกสังกัดพรรคใดเลยในตลอดชีวิต เพิ่งมาสมัครเมื่อครั้งแรกก็เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นี่แหละแล้วก็ชีวิตราชการผมเติบโตมาจากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ทุกช่วงทุกสมัยและผมก็มีความเชื่อว่าผมได้เติบโตมาไม่ได้แลกมาด้วยเอาเงินตราไปแลกไปซื้อตำแหน่’ ผมก็เติบโตมาตรงนี้ก็มีความเชื่อเป็นต้นทุน

ถาม : วางยุทธศาสตร์ วางตัวคนที่ดูแลการหาเสียงอย่างไร ?

คุณอัมพร:  เนื่องจากอีสานเนี่ยผมก็เป็นคนใหม่ อีสานก็กว้างขวางใหญ่โต ผมเป็นรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภารกิจด้านการศึกษา และก็มาดูแลรักษาการอีสาน เราก็เลยมองว่าถ้าพื้นที่กว้างๆ อย่างนี้ เราก็จะแบ่งพื้นที่ออกเป็นทั้งหมด 6 โซน เช่น โซนที่เป็นชายแดนเขมรก็โซนนึง โซนทางฝั่งติดประเทศลาวก็โซนนึง โซนที่ติดภาคกลาง ภาคเหนือก็โซนนึง และโซนใจกลางในส่วนภาคก็อีกโซนนึง ก็แบ่งกันประมาณเนี้ย

ถาม: อันนี้แบ่งเป็นแบบกลุ่มจังหวัด

คุณอัมพร: คล้ายๆ กลุ่มจังหวัด แต่ก็แยกกัน อย่างแต่ก่อนร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อยู่ด้วยกัน แต่ตอนนี้ผมก็เอาร้อยเอ็ดไปพ่วงกับอำนาจเจริญ ไปพ่วงกับมุกดาหาร โดยเอาจำนวนเขตเลือกตั้งให้มันพอเหมาะ แล้วก็แบ่งคนรับผิดชอบ  การเป็นแม่ทัพอีสาน ในฐานะเป็นรองหัวหน้าพรรคดูแลอีสานก็เป็นภารกิจใหญ่ พยายามฟื้นฟูพรรคเราจะขายคุณอภิสิทธิ์ได้ไหมในภาคอีสาน หรือว่าเราขายตัวเราไปช่วยยังไง

 อีสานเนี่ยเป็นอย่างงี้ ที่ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเนี่ยก็คือ มาจากตัวท่านอภิสิทธิ์ ก็ส่วนหนึ่งแหละที่กลับมาเป็นแม่ทัพ อันนี้จุดขายที่ 1 ที่เชื่อว่าพรรคน่าจะฟื้น ส่วนอีสานที่ผมถูกวางมาอยู่ตรงเนี้ย เพราะผมเชื่อว่าพรรคเลือกผมด้วยเหตุผลอันที่ 1 ผมเป็นคนอีสาน และก็เติบโตในอีสาน ทำงานในอีสานตลอดชีวิตราชการ ผมจึงเข้าไปอยู่ส่วนกลางเมื่อเหลืออายุราชการเพียง 7 ปี ผมเริ่มจากเป็นครูผู้สอน บรรจุเป็นครูที่ยโสธร ย้ายมาอยู่หนองคาย แล้วก็ไปเป็นหัวหน้าการอยู่ภาคเหนือ แล้วก็กลับมาเป็นรอง ผอ. เขต อยู่หนองคาย แล้วก็เข้าไปอยู่กรุงเทพฯ ดูแลครูประถมศึกษา มัธยมศึกษา ทั้งภาคอีสานและทั่วประเทศมา ตำแหน่งล่าสุดคือตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ครับ

ชีวิตที่ผมดูแลลูกน้องมาทั้งชีวิตเนี่ย เราใช้คุณธรรมใช้หลักตรงนี้ในการทำงาน และมีความเชื่อต้นทุนตรงนี้ คนเก่าๆ ที่เคยอยู่กับประชาธิปัตย์ เมื่อกี้ผมเห็นท่านสุทัศน์ (เงินหมื่น) คนประชาธิปัตย์รุ่นเก่าในอีสานนี่เป็นยังไงบ้าง กลุ่มที่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ทั้งหลายในอีสานเนี่ย ส่วนมากก็จะขอถอนตัวไป คืออยู่กับพรรคเหมือนเดิม แต่ไม่มาอยู่เป็นกรรมการบริหารพรรค 

อันนี้เห็นภาพชัด แต่วันประชุมใหญ่ไปหมดนะ คนเป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี แม้แต่ท่านเตือนใจ (ดีเทศน์) ไปหมด เออ นี้ก็เป็นภาพที่เห็นว่าผู้ใหญ่เก่าๆ ก็ยังรักประชาธิปัตย์อยู่ แต่ภาพที่มันเห็นก็คือจากการลงสมัครพื้นที่ เรายังเห็นจุดที่มันยังไม่ได้เหมือนกับพรรคประชาชน หรือพรรคอื่นเขาก็คือ ยังไม่เห็นคนหนุ่มสาวในวัยอายุต่ำๆ เนี่ยอยากมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค แม้แต่ผู้สมัครเราก็จะเขยิบไปที่อายุ 40 ขึ้น ต่ำกว่า 40 ลงมามีน้อยมาก นั่นแสดงว่าการทำภารกิจภาคการเมืองผ่านเยาวชน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ เนี่ยอาจจะยังไม่เข้าถึง

ถาม: ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำ

คุณอัมพร: ใช่ๆ ตอนนี้มันต้องเริ่มหาสมาชิกให้เพิ่ม ทางหัวหน้าก็เลยมองว่า วันนี้เหมือนมาเริ่มอีสาน หรือเริ่มทั่วประเทศเนี่ย ก็เหมือนบอกว่าเราไม่คาดหวังว่าต้องได้ ส.ส. จำนวนเท่าไหร่เพื่อไปเป็นอะไร เพียงแต่อยากพิสูจน์ว่าถ้าเราเดินการเมืองบริสุทธิ์อย่างที่ว่า ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง เล่นการเมืองสุจริต แล้วผลมันออกมาเป็นยังไง ก็จะได้กำหนดทิศทางในการเริ่มฟื้นตัวใหม่ในระยะยาว

ถาม : คือเราหวังระยะยาวมากกว่า

คุณอัมพร: ถูกครับ ถ้าว่าช่วงนี้เราสมัยนี้ ก็คือรวมไปก่อน ไม่ได้คาดหวังว่า ถ้าไม่ได้เราจะเสียใจอะไรไหม มันไม่ได้มาตรงนี้ เพราะปักหมุดตรงที่หลักการ แล้วก็เดินตรงนี้ และเชื่อว่าถ้าเดินไปแบบนี้ เราไม่ได้คาดหวังว่าประชาธิปัตย์ต้องครองการปกครองในอนาคต แต่สุดท้ายเราอยากเห็นการเมืองที่เป็นแบบนี้ปกครองประเทศไทย คือความฝันที่ใหญ่กว่า พรรคไหนก็ได้ที่มาเล่นการเมืองโดยไม่ต้องซื้อสิทธิ์ขายเสียง

ถาม : ครับ ต้องใช้เวลา มันจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ช่าง ผมว่าถ้าไม่เริ่มที่รุ่นเราเนี่ย ไม่รู้จะไปเริ่มที่รุ่นไหน ถ้าเรายอมแพ้ต่อกระสุนอยู่อย่างเดียวมันก็เป็นไป…

คุณอัมพร: ถ้าพูดถึงความคาดหวังเนี่ย เราก็อยากได้มากที่สุดเยอะที่สุด แม้แต่เขตเราก็ยังว่าเราอยากได้เยอะที่สุด ซึ่งเราก็ยังมีความคาดหวัง มันจะเป็นไปได้ ก็คือ จะทำให้ดีที่สุดนั่นแหละครับ ผมเชื่อว่ามันเหมือนชีวิตเรา พรรคก็เหมือนกัน ถ้าชีวิตคิดว่า เราคงไม่ได้หรอก เหมือนอย่างผมสอบเป็น ผอ. เขต  เออ อยู่บ้านนอกนะ โอ้ยแค่ครูบ้านนอกก็ดีแล้ว ผอ. เขต มีอยู่แค่ 70 คนทั่วประเทศ เราคงไม่ได้เป็นหรอก แล้ววันหนึ่งผมทำไมมาเป็นหนึ่งคนในประเทศไทยได้เป็นเลขาฯ กพฐ. อันนี้ก็เหมือนกันถ้าไม่เริ่มจากวันนี้ไม่มีใครเริ่มครับ

……………………

แสดงความคิดเห็น